วิธีที่ชี้ชัดว่าเป็นจิตตั้งมั่นแบบสัมมาสมาธิ


ถ้าเห็นจิตดิ้นรน เห็นความบีบคั้น คือ “เห็นทุกข์” 
ถ้าเห็นจิตดิ้นรน จะพุ่งไปทำอะไร 
เป็นเหตุจูงใจให้ไปทำอะไร 
เรียกว่า “เห็นตัณหา” 
แบบนี้คือเห็นสภาวะ เราไม่ต้องรู้ชื่อก็ได้
.
เห็นแล้วควรทำอะไรต่อ?
ถ้าเห็นตัณหา เห็นแล้วไม่เอากับมัน เห็นแล้วควรจะละ
ถ้าเห็นทุกขลักษณะ เห็นแล้วให้เข้าใจมัน 
ถ้าเห็นทุกขลักษณะจริง ตอนเห็นจะไม่เป็นทุกข์
จะไม่เอาอะไรกับมัน เป็นการเห็นแล้วได้ปัญญา
.
#จิตที่ไม่ไหลใช่ว่าจะเป็นสมาธิที่ดีเสมอไป
จิตไหลคือไม่มีสมาธิ
แต่จิตที่ไม่ไหลใช่ว่าจะเป็นสมาธิที่ดีเสมอไป
ถ้าจิตไม่ไหลเพราะไปกดข่มไว้ จิตมีน้ำหนัก
.
จิตที่ไม่ไหลที่เป็นสมาธิที่ดี ตั้งมั่นขึ้นมาแบบเป็นสัมมาสมาธิ
จะมีความรับรู้ว่า สิ่งหนึ่งถูกรู้ มีผู้รู้อยู่ต่างหาก
แต่ถ้าไม่ไหลเพราะกดข่มไว้ แนบนิ่ง แบบนี้ไม่ใช่
.
วิธีที่ชี้ชัดว่าเป็นจิตตั้งมั่นแบบสัมมาสมาธิคือ
จิตจะแยกกับอารมณ์ 
คือมีจิตรู้ และมีอารมณ์ (เช่นลมหายใจ) ถูกรู้
เวลามีความโกรธ จะเห็นความโกรธอยู่อีกส่วนหนึ่ง 
เห็นความโกรธ “ไม่ใช่จิต”  
จิตที่เห็นกิเลส เห็นเวทนา ถูกรู้อยู่ มีจิตผู้รู้อยู่ต่างหาก
จึงเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา 
เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ
รู้ตามจริงตามที่เป็น

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การภาวนานี่ มันเปลี่ยนคนได้


การภาวนานี้
อาตมาถือเป็นเรื่องสุดยอด
เพราะการภาวนานี่ มันเปลี่ยนคนได้
มันเปลี่ยนชีวิตได้ เปลี่ยนจิตใจได้
เปลี่ยนจิตใจ จากจิตใจไม่ดี เป็นคนดี
จากจิตใจไม่มีธรรม เป็นมีธรรม
จิตใจไม่เห็นกาย ว่าเป็นอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา
มาภาวนาแล้ว มองเห็นอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา
นี่มันอัศจรรย์ตรงนี้ มันเปลี่ยนได้จริงๆ
โยมท้อแท้ไม่ได้
หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
Image by angelicavaihel from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ความว่างเป็นที่อยู่ของจิตดับทุกข์


ความว่างนั่นแหละเที่ยง ความว่างสงบนั่นแหละของจริง 
ท่านจง..ไปอยู่กับความว่าง ความสงบเถิด
ความว่างไม่มีรูปร่าง ไม่เป็นใน ไม่เป็นนอก 
ไม่เป็นใกล้  ไม่เป็นไกล 
ไม่ใช่ทิศนั้นทิศนี้ 
ความว่างเป็นที่อยู่ของจิตดับทุกข์ 
ไม่มีความยึดถือเกาะเกี่ยวอะไรๆ 
 ความว่างเป็นเรือนว่างที่อิสระ สงบ เป็นสุข ปลอดภัย 
ผู้พบความว่างย่อมพบพุทโธ 
ผู้พบพุทโธ ก็คือผู้พบจิตเดิม 
ผู้พบจิตเดิมย่อมจะ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ต่อไปอีกแล

หลวงปู่ดาบส สุมโน

Image by Ylanite from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





 

จิตที่เต็มไปด้วยธรรมะ


จิตที่เต็มไปด้วยธรรมะแล้ว
เป็น 'จิต' ที่สร้างสรรค์มาก
เพราะว่า...ไม่มีอะไรบกพร่อง
พร้อม...ที่จะช่วยคนอื่นได้
พร้อม...ที่จะให้ความรัก
ให้ความรัก...โดยไม่หวังอะไรตอบแทน
คือเขาจะรัก...หรือไม่รัก
เรื่องของเขา แต่ว่าเราจะ 'ให้'

พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ

Image by Ylanite from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เราฝึกให้เห็นว่าจิตไม่เที่ยง


ฝึกรู้สึกตัว ฝึกดูจิต 
ก็เพื่อให้เห็นว่าจิตไม่เที่ยง 
สุดท้ายปัญญามันเกิด มันจะรู้เลยว่า 
“สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา 
สิ่งนั้นดับเป็นธรรมดา”
.
เพราะเราเห็นจิตน่ะ 
จิตที่รู้สึกตัวเกิดแล้วก็ดับ 
จิตที่ไหลไปเกิดแล้วก็ดับ 
แต่ถ้าเราไม่มีจิตที่รู้สึกตัวนะ 
มีแต่จิตที่ไหล 
คนในโลกมีแต่จิตที่ไหลอย่างเดียว
ไม่มีจิตที่รู้สึกตัวเลย 
มันจะไม่เห็นหรอกนะว่า
จิตที่ไหลเกิด-ดับ 
แต่ถ้าเรามีจิตที่รู้สึกตัวขึ้นมานะ 
จะเห็นเลยจิตที่รู้สึกตัว เกิดแล้วก็ดับ 
จิตที่ไหลไป เกิดแล้วก็ดับ
. 
เพราะฉะนั้นการที่หลวงพ่อฝึก
ให้พวกเรามีจิตที่รู้สึกตัว 
ให้จิตตั้งมั่นมีสมาธิขึ้นมา 
ไม่ใช่มีสมาธิเพื่อที่จะมีสมาธินะ 
เรามีสมาธิเนี่ยเพื่อจะ
ตัดตอนความหลงให้ขาดตอนเป็นช่วงๆ 
มันจะเห็นเลยว่าจิตที่หลงไป 
หลงไปช่วงหนึ่งแล้วก็ดับ 
เกิดรู้สึกตัวนิดหนึ่งแล้วก็
หลงอีกยาวๆ แล้วก็ดับ เกิดรู้สึกตัว
.
สุดท้ายก็จะเห็นว่าจิตที่หลง เกิดแล้วก็ดับ 
จิตที่รู้สึกตัว เกิดแล้วก็ดับ 
ไม่ใช่จะเอาจิตที่รู้สึกตัวนะ 
ไม่ได้ฝึกเพื่อจะเอาอะไรเลย 
แต่ฝึกเพื่อให้เห็นความจริงว่า 
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา 
สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา” 
ฝึกเพื่อให้เห็นตรงนี้
. 
ทีนี้บางคนเข้าใจผิด
คิดว่าจะต้องฝึกให้รู้สึกตัว ๒๔ ชั่วโมง 
ฝึกเอาความรู้สึกตัว 
นั่นคือการฝึกจะเอา 
ไม่ใช่การฝึกเพื่อที่จะให้เห็นความจริง 
.
ฝึกได้มั้ย ฝึกได้ ถ้าทรงฌานนะ 
จิตผู้รู้เนี่ยตั้งมั่นเด่นดวงอยู่ได้นาน 
แต่ไม่เกิน ๗ วันหรอก 
ในภูมิของเรา ในกามาวจร 
จิตที่ร่อนเร่ไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ 
จิตไม่สงบนาน อย่างมากก็ไม่เกิน ๗ วัน 
ทั้งๆ ที่ทรงฌาน ก็เสื่อม 
เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ฝึกเอาจิตเที่ยง 
แต่เราฝึกให้เห็นว่าจิตไม่เที่ยง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช 

Image by schauhi from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ถ้ายังเอาทุกสิ่งมาเป็นเรา


ทุกเสียง ทุกความคิด ทุกอารมณ์ ทุกๆ กระแส
มันย่อมผ่านไปเองเหมือนสายลม เดิมก็ไม่มีเจ้าของ
ที่ไม่ผ่านเพราะมีเธอ เป็นผู้รับ 
วันๆ หนึ่ง ได้แต่เก็บๆ เอาของใหม่ และ เก่า
เอามาสะสม เอามากอดรัด เอามาทุกขัง
ก็อ่วม หรือ ซวย สิ
ไปหาพระพรมน้ำมนต์ หรือ จะ สวดบทใดๆ
ก็ไม่มีใครช่วยเธอได้  ถ้ายังเอาทุกสิ่งมาเป็นเรา

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

Image by Mammiya from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

คำว่ารู้ธรรม ไม่ใช่รู้ออกมาจากตำรา


พวกเราปฏิบัติธรรมะ รู้เรื่องธรรมะ
พากันคิดว่า ธรรมะจะมีอยู่แต่ตามวัดตามวา
ตามครูบาอาจารย์ไปเท่านั้น
คิดว่าตัวเองไม่มีธรรมะ
ธรรมะจริงๆ แล้ว
จะต้องมีอยู่ประจำตัวของเราเองทุกๆ คน
มีครบเสมอกันไปหมด ไม่ขาดไม่เกิน
มีพอดีๆ กันทั้งหมด
พวกเราขาดการศึกษาหาความรู้
จากตัวของตัวเองเท่านัน
เราจึงไม่รู้ไม่เห็นธรรมะ
คำว่ารู้ธรรม ไม่ใช่รู้ออกมาจากตำรา
หรือคำพูด หรือความคิด หรือนิมิต หรือเครื่องหมาย
ต้องรู้อยู่ที่จิตที่ใจภายในของตัวเองอย่างชัดๆ
ไม่ได้นึกเดา นึกคาดคิดเอาเองจากสิ่งภายนอก
อย่างนั้นยังไม่ใช่รู้เองเห็นเอง
แต่ก่อนจะรู้เองเห็นเอง
ก็ต้องอาศัยตำรา ครูบาอาจารย์เสียก่อน
เป็นแนวทางเดิน จึงจะรู้ขึ้นมาเองอีกเหมือนกัน

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by Mammiya from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ปฏิบัติธรรม อย่ามีเป้าหมาย


ปฏิบัติธรรม อย่ามีเป้าหมาย
เป้าหมาย จะพาให้เราเป็น
นักทำ
ไม่ใช่นักปฏิบัติธรรม
มีหน้าที่ 3อย่าง
รู้เนื้อรู้ตัว
พ้นออกจากโลกของความปรุงแต่ง
หันมาดูใจ
ปกติก็ ”รู้จัก”ว่าเป็นแบบนี้
ไม่ปกติก็ ”รู้จัก” ว่าเป็นแบบนี้
แค่ ”รู้จัก” แล้วก็ผ่านไป
แล้วมันจะค่อยๆ”ตื่น”ขึ้นเอง
ไม่ต้องคาดหวังว่ามันจะตื่น
เพราะมันจะตื่น”เอง”อย่างค่อยเป็นค่อยไป
จิตใจจะค่อยๆ ปลดเปลื้องภาระ ”เอง”
ทุกอย่างจะค่อยๆ เป็นธรรมชาติ ”เอง”
ขอแค่ทำหน้าที่ที่บอกไว้  “แค่นั้น”
แล้วสัจธรรม ของ #อนัตตา
จะทำงานหามรุ่งหามค่ำ
“ด้วยตัวมันเอง “
จนพาจิตทุกดวง บรรลุธรรม ในที่สุด ”เอง”

Camouflage

Image by mirkostoedter from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ย่อมเป็นอิสระหลุดพ้น


ผู้ไม่สะสม รู้จักใช้ปัญญาในการบริโภค
แจ้งชัดแล้วซึ่ง การไร้คุณค่าความหมายที่แท้จริงของสิ่งทั้งปวง
แจ้งชัดแล้วในสุญญตา 
ย่อมเป็นอิสระหลุดพ้น
การไปของเขาย่อมไร้ร่องรอย
เหมือนนกไม่ทิ้งร่องรอยไว้ในอากาศ ( # ๙๓)

จากหนังสือธรรมบาท ของสวนธรรมะโพธิญาณ

Image by guvo59 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ให้รู้เท่าทันความรู้สึกที่ว่าฉันได้ทำบุญ


ถ้าเราเป็นนักภาวนา เมื่อมีโอกาสได้ทำบุญทำทาน
ขอให้รู้เท่าทันความรู้สึกที่ว่าฉันได้ทำบุญเสียด้วย
รู้ให้เท่าทันความฟูของใจ
รู้ว่าเราไม่ได้ทำเพื่อจะเอาอะไร
แต่ให้เห็นเพียงว่า เราได้สละความยึดถือออกไป
แม้เป็นเพียงส่วนเล็กน้อย ใจที่เข้าใจด้วยปัญญาอย่างนี้
ย่อมไม่ฟูขึ้น (บุญ) แต่จะกว้างและโปร่งโล่งเบา (กุศล)
อันเป็นฐานเสริมในการภาวนาของเราเอง

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Image by GLady from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา