แม้แต่สภาวะที่ดี เราก็ไม่ยอมให้ย้อมจิต


อย่าว่าแต่สภาวะที่ชั่ว 
แม้แต่สภาวะที่ดี 
เราก็ไม่ยอมให้ย้อมจิต 
เรามีหน้าที่รู้ทันไปเรื่อย 
อย่าให้กระทั่ง ศรัทธา ปิติ 
หรือกุศล หรือคุณงามความดีทั้งปวง 
สามารถย้อมใจเราได้

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

Image by ksa61011 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ถ้าสุขเหลืออยู่มันก็เป็นปัญหา


“พระนิพพาน” เป็น “บรมธรรม” 
กําจัดปัญหาไม่มีอะไรเหลือ 
แต่เรามักจะพูดกันว่า
กําจัดทุกข์ไม่มีอะไรเหลือ 
ระวังให้ดี ถ้าสุขเหลืออยู่มันก็เป็นปัญหา 
มันต้องหมดไป 
เพราะความสุขนี้มันก็เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 
อยู่ในตัวความสุขนี้เอง 
ไม่สุข ไม่ทุกข์ นั่นแหละ ที่เรียกว่า “สุขที่แท้จริง” 
สุขอย่างชาวบ้านรู้จักนั้น
มันเป็นสุขอย่าง “สังขาร” 
ต้องมี..ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา 
อยู่ในความสุขนั้น

ท่านพุทธทาสภิกขุ

Image by ksa61011 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่าทำตนให้เป็นกระสอบทราย


โดยปกติทั่วไป
คนเราชอบทำตัวเป็นกระสอบทราย
พอมีใครว่าก็โดนตน โดนชกอยู่เรื่อย
บางคนโดนชกจนตาบวมเลย
ทุกข์มากเหลือเกิน...
ฉะนั้น อย่าทำตนให้เป็นกระสอบทราย
ให้เป็นมนุษย์โปร่งแสง
ไม่มีตน ไร้ตน
เขาจะได้ชกไม่โดน ชกวืดไป
โดนแต่ลม...

อ.สุภีร์ ทุมทอง
หนังสือเส้นทางสู่ความพ้นทุกข์ หน้า ๑๙๘

Image by cocoparisienne from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เห็นจิตตนเองแล้ว เป็น "มรรค"


ธรรมะนี้ เป็นของเย็น 
ผู้ปฏิบัติถูกต้องแล้ว
เห็นจิตตนเองแล้ว เป็น "มรรค"
จะเป็นคนกระตือรือร้น มีความเสียสละ 
มีความเย็น สบาย และเมื่อทำจนชำนาญเป็น "วสี" 
จะเข้าใจชัดเลยว่า จิตไม่ใช่ธาตุทั้งสี่ ธาตุทั้งสี่ไม่ใช่จิต
และ จิตไม่ใช่ขันธ์ ขันธ์ไม่ใช่จิต 
จิต ก็อยู่อย่างเย็นสบาย เป็น "จิตว่าง"

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

Image by ksa61011 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ศีลเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้าย


พระพุทธเจ้าสอนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา 
พระพุทธเจ้าตั้งศีลขึ้นมา
ก็เพื่อให้เราเป็นปกติมากที่สุด 
“ศีลนี้ คือความเป็นปกติ”
อย่างพระอริยะก็มี “อริยกันตศีล” 
คำว่าอริยกันตศีลนี้ก็คือว่า
มีความเป็นปกติเป็นเครื่องอยู่เลย 
เพราะฉะนั้น “ศีลจึงเป็นจุดเริ่มต้น”
ที่พระพุทธเจ้าพยายามที่จะบอก
ให้เราเข้าใกล้ความเป็นปกติมากที่สุด 
พระพุทธเจ้าจึงตั้งศีลขึ้นมา
ในขณะเดียวกัน “ศีลก็เป็นจุดสุดท้ายด้วย” 
ที่เรากำลังปฏิบัติเพื่อไปให้ถึง
ความเป็นปกติโดยสิ้นเชิง
อย่างสิ้นเชิง โดยสมบูรณ์ 
ก็คือไม่มีความกระเพื่อมหวั่นไหวอีกแล้ว

Camouflage

Image by geralt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ไม่สนับสนุนให้คน ยึดติดกับความเป็นพุทธ


องค์ดาไลลามะบอกว่า
“อาตมามักบอกกับคนอื่นๆ ว่าเป็นพุทธ
แต่อาตมาก็ไม่สนับสนุนให้คน
ยึดติดกับความเป็นพุทธ”
เมื่อเรายึดติด
ทัศนะของเราก็เจือไปด้วยอคติ
เราไม่สามารถมองเห็นความเป็นจริงได้
ถ้าเราเป็นพุทธที่ยึดติด
เราก็ไม่สามารถมองเห็นความดี
ของคริสต์ อิสลาม ฮินดู ฯลฯ ได้
แต่ถ้าเรามองด้วยความเป็นกลาง ไม่เจืออคติ
เราจะเห็นความงดงามและคุณค่าในสิ่งนั้น
และทุกสิ่งรอบตัว

ท่านดาไลลามะ

Image by Peggy_Marco from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ปัญญาญาณแห่งศูนยตา


อิสรภาพที่แท้จริงเกิดจาก
การอาศัยปัญญาญาณแห่งศูนยตา...
...ความกรุณา การให้ทาน การช่วยเหลือผู้อื่น 
การมีศีล ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่วิเศษมาก 
เราต้องกระทำสิ่งเหล่านี้ 
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสก็คือ 
“สิ่งสูงสุดที่ทำให้เราหลุดพ้น
จากรากของความทุกข์
หรือรากของสังสารวัฏได้อย่างสิ้นเชิง 
ก็คือปัญญาญาณแห่งศูนยตา..." 

ท่านมิงจูร์ รินโปเช

Image by SnapwireSnaps from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ใครคิดดี ใครคิดไม่ดี


ใครคิดดี ใครคิดไม่ดี
.
วันหนึ่ง ลูกศิษย์คนหนึ่งภาวนาอยู่ที่บ้าน
เกิดความคิดที่อยากจะด่าท่านพ่อ
จะห้ามความคิดนี้ไม่ให้ปรากฏอยู่ในใจก็ไม่ได้ผล
จึงรู้สึกละอายมาก
วันหลังจึงมาขอขมากับท่าน
ท่านก็บอกว่า
"ใจเราคิดดียังคิดได้
คิดไม่ดีทำไมจะคิดไม่ได้
มีอะไรก็ดูมันไป
แต่ถ้ามันไม่ดี
อย่าไปตามมันก็แล้วกัน"
.
ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งกราบเรียนท่านพ่อ
เรื่องการคิดดี-คิดไม่ดีว่า
"เวลาคิดดี เขาไม่สนใจ
แต่เวลาคิดไม่ดี
เขาไปห้ามความคิด"
ท่านก็บอกว่า
"ให้ดูเขาไป
ดูว่าใครเป็นผู้คิดดี-คิดไม่ดี
คิดดี-คิดไม่ดี เขาก็ดับไปเอง
เพราะเป็นไตรลักษณ์
ใจจะคิดปรุงอะไรก็ปรุงได้
แต่อย่าหลง"

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

Image by pen_ash from pixabay

หนังสือ ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก
ชีวประวัติ ปฏิปทา และ วัดธรรมสถิต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ให้ฟังเสียงธรรมชาติ แล้วธรรมชาติจะสอนเราเอง


ในสมัยพุทธกาล พระสาวกองค์สุดท้าย
ที่ได้บวชกับพระพุทธเจ้าคือท่านสุภัททะ 
เมื่อบวชแล้วท่านไปเดินจงกรมอยู่
โดยท่านตั้งใจจะให้บรรลุธรรม
ก่อนพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน
ท่านเดินไปมาแล้วหยุดเงยหน้ามองพระจันทร์
ท่านยกใจขึ้นเปรียบกับดวงจันทร์ เห็นเมฆเคลื่อนผ่านไปมา
บดบังแสงบ้าง ทำให้เกิดความรู้ขึ้นมาในขณะนั้นว่า
จิตนี้แจ้งสว่างมาเดิม แต่มืดมัวไปเพราะอุปกิเลสที่จรมา 
เพียงเท่านี้แสงสว่างแห่งปัญญาก็เกิดขึ้น
ทะลุผ่านม่านหมอกแห่งอวิชชา ดับภพ ชาติ สิ้นไปในที่นั้นเอง..
ก็เอามาเล่าสู่กันฟัง ให้ฟังเสียงธรรมชาติ
แล้วธรรมชาติจะสอนเราเอง
(เล่าอาจจะผิดบ้างไม่ตรงทั้งหมด
แต่ใจความก็ประมาณนี้แหละนะ)

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ภาพ : พระพุทธรูปปางโปรดสุภัททปริพาชก วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถบรรทมตะแคงขวา ลืมพระเนตร พระเศียรหนุนพระเขนย(หมอน)พระหัตถ์ซ้ายทอดทาบไปกับพระวรกาย พระหัตถ์ขวายกตั้งขึ้น จีบนิ้วพระหัตถ์ เป็นกิริยาแสดงธรรมโปรดสุภัททปริพาชก

ที่มาภาพ : https://pantip.com/topic/37337868

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

การปฏิบัติที่แท้จริง คือ การไม่ปฏิบัติ




การปฏิบัติที่แท้จริง คือ การไม่ปฏิบัติ..
เพียงแต่ให้ตระหนักรู้ไว้ว่า..
ธรรมชาติภายในของเราทุกคน 
เป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว..
เราเป็นสิ่งนั้นอยู่แล้ว
นอกเหนือจากความพยายามทั้งหมด..
.
จริงอยู่การพบความจริง
อาจต้องใช้ความพยายามชนิดที่
ทำทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว..
ช่วงใกล้ๆ นั้นเองที่เรารู้สึกว่า
ทำไปก็สูญเปล่าและป่วยการ 
จังหวะนั้นเอง จะเกิดการผ่อนคลาย
แล้วเราจะพบว่า สิ่งที่เราตามหา 
มันมีอยู่แล้วภายในเราเอง 
ทุกสิ่งที่เราตามหาและพยายามทั้งหมด..
มันมีอยู่ครบถ้วนแล้วภายในของเราทุกๆ คนเอง..
.
ธรรมชาติมิต้องปฎิบัติ แต่ให้รู้ว่า 
มีครบอยู่แล้วภายในเราทุกคนเอง ..
.
ให้เราเชื่อมต่อและเป็นหนึ่งเดียว
กับภายในของเราให้มากที่สุด..
การเชื่อมต่อทำให้เกิดจิตสู่จิต 
(จิตเราที่เป็นโลก กับ จิตเราที่เป็นธรรมชาติเดิมแท้)..
เชื่อมโยงโดยความรู้สึกตัวอยู่เสมอ..
ทำอะไรก็รู้สึกตัว 
หยิบจับสิ่งใดก็รู้สึกตัว .. 
สบายๆๆ เป็นธรรมชาติ เท่่านี้จริงๆ.. 
การปฎิบัติหลายต่อหลายอย่างที่วุ่นวาย, หนักหน่วง..
ก็เพื่อเชื่อมโยงสู่ความเป็นหนึ่งเดียวภายในเรานี้เอง.

อิโตมิ จัง

Image by No-longer-here from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา