ความมีอุเบกขา คือ การวางเฉย


ความมีอุเบกขา คือ การวางเฉย
อาจมีได้สองลักษณะ
คือวางเฉยด้วยกำลังของสมาธิ 
จิตมีกำลังมากจนอารมณ์ภายนอก
ไม่สามารถที่จะทำให้จิตไหวออกไปยินดียินร้ายได้ 
แต่ก็รู้ว่าอารมณ์นั้นมีอยู่แต่จิตไม่ดิ้น
อีกอย่างคือวางเฉยได้ด้วยปัญญา 
เห็นโทษของสิ่งที่ไปรู้ 
แล้วจิตหดความรู้เข้ามาอยู่ที่จิตเอง ไม่ไปให้ค่า
หรือรู้เท่าในความชอบใจ ไม่ชอบใจ 
จนจิตเป็นกลาง วางเฉย อยู่กับ รู้

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Image by Hainguyen1982 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



คนบ้าหาบหิน


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า 
ไม่ต้องไปเก็บเอาอะไรมาอีก 
เท่าที่มันมีอยู่นี้มันก็หนักพอแรงแล้ว 
ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนัก 
แล้วยังจะไปเก็บเอาเรื่องราว
อารมณ์ภายนอกเข้ามาให้มันยุ่งเหยิง 
มันก็ยิ่งหนักยิ่งหน่วงเข้าไป 
เหมือนกับว่าเราหาบ เราแบก
เต็มแรงแล้ว แต่ยังไม่พอ 
เก็บเข้ามาใส่อีก 
จิตใจที่ไม่สงบ ไม่ตั้งมั่นอยู่ภายในนี้ 
ท่านว่าเหมือนคนบ้าหาบหิน

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

Image by windwalkr from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ให้รู้ทันทีว่ามันไม่ใช่เรา


เมื่อไหร่ความทุกข์มา
หรืออาคันตุกะทุกสภาวะทุกอารมณ์
แขกไม่ได้รับเชิญมา 
ให้รู้ทันทีว่ามันไม่ใช่เรา
ถ้าเราไม่เพิ่มไม่ลด ยินดีหรือเสียใจ
มันจะอยู่ได้ไม่นาน
มันบังคับไม่ได้ เกิดขึ้นเอง
ย่อมหายไป ดับไปเองเป็นธรรมดา
การฝึกปฎิบัติทั้งหมด
ที่มีมาเพื่อให้พ้นทุกข์
หมดง่ายหมดยาก 
หมดขั้นตอน เป็นเช่นนั้นเอง

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

Image by AnnaliseArt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ความสละอย่างเอก


ธาตุขันธ์เป็นสิ่งที่
โลกจะพึงสละทั้งที่เสียดาย
เราพึงสละด้วยสติปัญญา 
ก่อนหน้าที่จะสละขันธ์แบบโลกสละกัน
นั่นคือความสละอย่างเอก 
ไม่มีสองกับอันใด

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

Image by Peggy_Marco from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





ไม่มีผู้เห็น หรือ ผู้ถูกเห็น


ไม่มีผู้เห็น หรือ ผู้ถูกเห็น 
ไม่มีผู้พูด หรือ สิ่งที่ถูกพูด 
รูปกายและพระธรรมคำสอน
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 
เป็นเพียงปรากฎการณ์ของจิต 
ผู้ใดเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง 
และผู้ที่คิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง 
หาได้เจอตถาคตไม่
แต่ผู้ที่เห็นตถาคตได้จะมีแต่
" ผู้ที่ล่วงพ้นการดำรงอยู่ "

ลังกาวตารสูตร 

Image by brenkee from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




อุปสรรคของการปฏิบัติ


อุปสรรคอีกอย่างของการปฏิบัติก็คือ 
"การเพ่งมากเกินไป" 
ให้จิตไปยึดติดกับสิ่ง
ที่เรามีสมาธิกับมันมากเกินไป 
ซึ่งอาจทำให้เรารู้สึกสบาย
และมีความสุขกับสภาวะตรงนั้น 
จนทำให้เรามองไม่เห็นความจริง 
แล้วหลายๆ คนในที่นี้ก็ติดอยู่ในสภาวะนั้น 
เพราะฉะนั้นเมื่อรู้สึกได้ถึงความสุข
ความพอใจให้ถอยออกมา 
อุปสรรคแรกก็คือ จิตที่ฟุ้งซ่านไป
ถึงอดีต อนาคต และอะไรที่เราไม่รู้ 
และอุปสรรคที่สองก็คือ 
ติดอยู่กับการเพ่งไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป 
เมื่อไหร่ที่เราไม่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่าน
และยึดติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 
ก็แปลว่าเราทำถูกแล้ว   

พระอาจารย์สุมโนภิกขุ 

Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ทุกสิ่งทุกอย่างก็จบลงโดยสิ้นเชิง



การแก้ไขภายนอก 
บุคคล สิ่งของ ไม่มีวันจบสิ้น 
ถ้าหากเราหันมาแก้ไข
จิตใจของตัวเองให้จบลงได้ 
ทุกสิ่งทุกอย่างก็จบลงโดยสิ้นเชิง

พระอาจารย์ชายแดน สีลสุทโธ

Image by BUMIPUTRA from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




ปล่อยวางตามสภาพ ชื่อว่า อาสวักขยญาน


เมื่อบุคคลผู้ใดมาคลายกิเลสของตน 
กามชะโห ไม่ติดในกิเลสกาม 
ไม่ติดในพัสดุกาม 
ทิฏฐิชะโห ไม่ติดในความคิดความเห็น
อวิชชาชะโห ไม่หลงไปเห็นว่าอวิชชาเป็นวิชชา 
ปล่อยวางเสียได้ ไม่ยึดไม่ถือ 
ความชั่วก็ไม่ยึดไม่ถือ 
ความดีมีอยู่ในตนก็ไม่ยึดไม่ถือ 
ปล่อยดี คายความดี คายความชั่วออก 
ไม่ยึดชั่วเป็นของตน ไม่ยึดดีเป็นของตน 
ปล่อยวางตามสภาพ 
นั่นชื่อว่า อาสวักขยญาน 
จิตนั้นๆ ก็ไม่มีอาสวะกิเลส 
นี่เรียกว่าเป็นตัว นิโรธสัจจะ

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

Image by StockSnap from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



เราไม่เคยเชื่อมั่นเรื่องความพ้นทุกข์


ถ้าให้พระอาจารย์เลือก
ระหว่างปฏิบัติแล้วไม่ทุกข์ 
กับปฏิบัติแล้วเป็นพระอรหันต์ 
พระอาจารย์ขอปฏิบัติแล้วไม่ทุกข์ดีกว่า
เพราะไม่รู้จะเป็นพระอรหันต์ไปทำไม 
ถ้าเรามุ่งไปเรื่องของการดับทุกข์ 
มันตรงกว่าเรื่องนั้น 
เรานั่นแหละจะรู้ด้วยตัวเราเอง 
ว่ามันอยู่ขั้นระดับไหน
.
ขอให้มุ่งเรื่องการดับทุกข์ 
ให้สังเกตเรื่องความทุกข์ของเรา 
ว่าความเป็นอยู่ของเรา
มันทุกข์น้อยลงไหม 
ชีวิตมันเรียบง่ายขึ้นไหม
ตรงนี้เป็นตัวที่สำคัญมากๆ 
.
ที่พระอาจารย์พูดอย่างนี้ 
ไม่ใช่พูดจาเยาะเย้ยถากถาง
หรือว่าดูถูกลำดับขั้น
ของพระอริยบุคคล ไม่ใช่นะ
.
แต่พระอาจารย์เห็น
การเอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นเหยื่อล่อ 
แล้วคนก็ติดเหยื่อกันเยอะ 
พอรู้ว่ามีพระอรหันต์อยู่ที่ไหนก็แห่กันไป 
แล้วพอวันหนึ่ง ไม่ใช่ อะไรวะ 
หมดไปตั้งเยอะนะเนี่ย 
.
เราไม่เคยเชื่อมั่นเรื่องความพ้นทุกข์
แต่เรากลับเชื่อมั่นว่าทำบุญกับพระอริยเจ้า
แล้วจะได้สมใจปรารถนา 
การทำบุญที่แท้ 
คือการยกระดับจิตของตนให้พ้นจากทุกข์ 
ไม่ใช่วิ่งไปอ้อนวอนร้องขอ
พรอันศักดิ์สิทธิ์จากผู้วิเศษเหล่านั้น

พระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน
หนังสือลำดับแห่งการพ้นทุกข์

Image by PubliKado from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




แค่รู้เฉยๆ จิตก็เป็นปกติ


แค่ "รู้" เฉยๆ
จิตก็จะมีความเป็นกลาง
ไม่ต้องไปหาตรงกลาง ว่ากลางตรงไหน
ไปทำให้เป็นกลาง
ทำไม่ได้หรอก
ยิ่งทำยิ่งไม่กลาง
แต่ถ้า "รู้" เฉยๆ ตามที่เป็นจริงแล้วละก็
จิตก็จะเป็นกลางเองตามธรรมชาติ
เป็นการรักษาจิตให้เป็นปกติ
โดยที่ไม่ต้องไปทำความสงบ
ไม่ต้องทำอะไร
แค่รู้เฉยๆ จิตก็เป็นปกติ

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
หนังสือท้าให้ทำ

Image by PublicDomainPictures from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา