ความสุขกับความจริงอยู่ด้วยกัน


พระพุทธเจ้าท่านว่า
ความสุขกับความจริงอยู่ด้วยกัน
นี่คือหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา
ต้องการความสุขต้องหาความจริง
ความสุขที่ไม่รับรู้ต่อความจริง
หลับหูหลับตาต่อความจริง 
เก็บกดความจริงบางประการ 
เป็นความสุขที่เราไว้ใจไม่ได้
เพราะฉะนั้นจะมองหาความสุข 
ไม่ใช่หาความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง 
แต่หาความจริง อยู่กับความจริง
ความสุขมันก็เกิดขึ้นเอง

พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




กิเลสละไม่ได้



พูดถึงว่า ละ
ละนี่มันเป็นโวหาร คือการเทศนาเท่านั้น 
แต่แท้ที่จริงกิเลสอยู่ในจิตในใจนี่ 
เราจะไปตั้งใจละเอา ละเอา 
เหมือนอาบน้ำฟอกสบู่ให้มันสะอาดอย่างนั้นไม่ได้ 
เราต้องบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา 
ให้มันรวมลงสู่จุด คือ สติวินโย 
สติเป็นผู้นำตลอดเวลา 
กิเลสทั้งหลายเหล่านั้นมันจึงจะหมดไปได้
ความต้องการ ความปรารถนามันก็ยังมีอยู่ 
แต่อาการของกิเลส โลภ โกรธ หลง อย่างไม่มีขอบเขต 
มันก็จะค่อยเบาลงไป หายไป ในที่สุดมันก็หมดไปเอง

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เคล็ดลับเจริญสติคือรู้เฉยๆ


พระพุทธเจ้าทรงบอกวิถีทาง สู่ความไม่ทุกข์ด้วยการเจริญสติ..
ท่านให้เคล็ดลับในการเจริญสติมาด้วย 
คือให้รู้เฉยๆ ในสิ่งที่กำลังแสดงตัว ไม่ต้องไปทำอะไร
การรู้เฉยๆ สำคัญมาก 
เวลากายเคลื่อนไหว ถ้าเรารู้เฉยๆ 
การเคลื่อนไหวก็เป็นเพียงกิริยา เป็นเพียงอาการ 
ไม่มีเราเป็นผู้ทำ ไม่มีเราเป็นผู้รับกรรม..
เวลามีความคิดหรืออารมณ์ ถ้าเรารู้เฉยๆ 
มันก็เป็นเพียงอาการของจิต ที่วูบไหวขึ้นมาแล้วก็ดับไป 
ความคิดและอารมณ์นั้นจะไม่เป็นทั้งสิ่งดีหรือไม่ดี
แต่ถ้าเราไม่ยอมรู้เฉยๆ 
ความคิดนั้นจะกลายเป็นที่ตั้งแห่งความชอบหรือไม่ชอบ 
เราจะเข้าไปในเรื่องที่คิด แล้วก็จะเป็นทุกข์เป็นสุขกับมันทันที..
ถ้าเรารู้สึกตัวเป็นแล้ว ความรู้สึกตัวจะถอยออกมา 
เป็นผู้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาของกายและใจ 
จิตจะเห็นสภาพตรงตามความเป็นจริงของธรรมชาติ
เมื่อเห็นบ่อยเข้าๆ จะเกิดความเบื่อหน่ายในกายและใจ
ที่มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 
คลายความยึดมั่นถือมั่นลง และปล่อยวางสู่ความไม่ทุกข์

หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Cr.Fb: พระพุทธยานันทภิกขุ, Pum Methavee

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ทางพ้นทุกข์แท้ๆ



ไม่ใช่หน้าที่ที่เราจะเปลี่ยนแปลง
แต่ให้เห็นตามความเป็นจริง
ภาวะที่ดู
ดูแล้วเห็น
เห็นแล้วไม่เข้าไปเป็น
นี้คือทางพ้นทุกข์แท้ๆ

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ถ้าเฉยแล้วทุกข์มันดับ



ถาม : การเกิดทุกข์แล้วทำให้ดับไป ทำไมมันยากจัง
ตอบ : ถ้าเฉยแล้วทุกข์มันดับ
แต่ถ้าอยากให้มันดับ มันจะไม่ดับ
ความลับมันมีแค่นี้แหละ
จงอย่าใช้ความอยากไปดับความทุกข์
เพราะความทุกข์มันเกิดมาจากความอยากนั่นแหละ
ฝึกจิตรู้ผัสสะซื่อๆ เฉยๆ
ความอยากมันก็หยุดเองแหละ

หลวงตาสุริยา วัดป่าโสมพนัส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

จิตจะสลัดทิ้งเอง



จิตของคนเรา เวลามีความทุกข์ก็อยากวางนะ
อยากจะสลัดความทุกข์ออกจากจิตใจ 
เราไม่ต้องทำอะไรเลย 
จิตจะสลัดทิ้งเอง สลัดออกเอง 
แต่เราไปปรุงแต่งต่อเติมว่า ทำไมเราเป็นอย่างนี้? 
มันเป็นเวรกรรมอะไรของเราหนอ? 
เท่ากับว่าเราไปผูกเอาไว้ 
ไปผูกความทุกข์ให้อยู่กับจิตใจเรา 
ไปสงสัยว่า ทำไมหนอ? 
ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ไม่น่าจะเป็นอย่างนี้
ความทุกข์จึงยืดยาวออกไปอีก

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

แก่นสารจากพระธรรม



ใครมาศึกษาธรรมะแล้วจะเอาให้จิตดีตลอด 
มันไม่ได้หรอก เพราะว่าเราศึกษา
ก็เพื่อเข้าใจความจริงแล้วปล่อยวางสิ่งที่เรายืดมั่นถือมั่น 
ใครจะมาปฏิบัติธรรมแล้วจะเอาให้จิตดี
อย่างนั้นหาไม่ได้หรอก นั้นเป็นของปลอม 
จะเป็นคนดีเป็นผู้ทรงศีล อย่างนั้นทําไม่ได้จริง
สาระแก่นสารจริงๆ คือวิมุตติ ความหลุดพ้น 
ความปล่อยวางจากสิ่งที่เราเคยยึดถืออยู่
อะไรที่เราเคยยึดถืออยู่ มาศึกษาและปฏิบัติจนเข้าใจ
แล้วปล่อยวางลงได้ 
อย่างนี้จึงจะได้แก่นสารจากพระธรรม

อ.สุภีร์ ทุมทอง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ความยินดียินร้ายเป็นปรปักษ์กับจิตใจเรา



การที่เราจะรักษาจิตใจของเรานั้น
จำเป็นต้องรู้พิษภัย 
โทษของสิ่งที่เป็นปรปักษ์กับจิตกับใจของเรา..
ก็คือ "ความยินดี" และ "ความยินร้าย"
ความยินดีฟังแล้วดูเหมือนว่า...

ไม่เห็นว่าเป็นปรปักษ์แก่จิตแก่ใจของเราเลย
ความยินร้ายต่างหากที่เป็นปรปักษ์แก่จิตแก่ใจของเรา
ตามความจริงแล้ว ทั้งความยินดี
และความยินร้ายก็มีราคาพอกัน
เป็นปรปักษ์แก่จิตแก่ใจของเราเช่นกัน
เพราะทำให้จิตใจของเรามีความกระเพื่อมจากความมั่นคง
ทำให้จิตใจของเรากวัดแกว่ง รวนเร 
ไม่มีหลักไม่มีฐาน จิตไม่มีที่ตั้งมั่น


ครูบาเจ้าเพชร วชิรมโน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เราควรลดตัวเองให้เหลือศูนย์


เมื่อเรายังไม่สิ้นกิเลส ควรตระหนักอยู่เสมอว่า
คำสรรเสริญเยินยอใดๆ ที่เราได้รับนั้นเป็นสิ่งน่ากลัว
เพราะจะทำให้เราหลงตัวเอง 
และนำตนไปสู่อันตรายแห่งการปฏิบัติธรรม
เราควรลดตัวเองให้เหลือศูนย์ เพื่อไม่ให้มีอหังการ
ซึ่งเป็นเสมือนม่านทึบที่มาบดบังแสงสว่างไว้
และเป็นเครื่องทำลายความสงบสุขของเรา 
การไม่อหังการหรืออัสมิมานะนั้น 
พระพุทธเจ้าทรงถือว่าเป็นบรมสุข

อาจารย์วศิน อินทสระ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ไม่ใช่ "เรา" ไปแจ่มแจ้ง


การที่เราปฏิบัติแล้ว 
ภายในจะแจ่มแจ้งได้ด้วยตัวของมันเอง 
ไม่ใช่ "เรา" ไปแจ่มแจ้ง 
อารมณ์ปรุงแต่งดี-ไม่ดี ถูก-ผิด น้อยใจ-เสียใจ 
เมื่อมี "เรา" ไปยึดมั่น ว่าอันนี้ถูก อันนี้ผิด อันนี้ไม่ดี 
จิตภายในจึงเศร้าหมอง 
แท้ที่จริงแล้ว มันเกิดมาเดี๋ยวมันก็ดับไปเป็นธรรมดา 
เพราะอะไร เพราะว่าไม่มี "เรา" เป็นผู้ไปหมายมั่น 
ดีก็ไม่ใช่ ไม่ดีก็ไม่ใช่ 
มีแต่ความรู้สึกภายใน ไม่หมายมั่น 
มัชฌิมาปฏิปทาจึงเกิดขึ้น 
คือไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป 
นี่เป็นทางสายกลางของพระพุทธองค์

พระอาจารย์ธัมมทีโป

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา