จิตส่งออกนำไปเกิดในวัฏสงสาร



จิตที่ส่งออกไปข้างนอก 
คือ จิตที่นำเราไปเกิดในวัฏสงสาร 
จิตที่เป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตา 
คือ จิตที่รู้จักอารมณ์ รู้จักความคิด 
ให้เราตั้งมั่นไว้ให้ดี

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

ต้องให้มีสติรู้เท่าทันตลอดเวลา



สติควบคุมจิต นั่นคือ รวบรวมจิตให้อยู่ในอำนาจของสติ
ทุกอิริยาบถ ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน 
การเคลื่อนไหวไปมา แม้จะคิด จะพูด จะทำ 
ก็ให้มีสติปกครองจิตไว้ให้มันรู้เท่า 
ต่อการกระทำของเราทุกอย่าง 
ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น 
ลิ้นลิ้มรส กายได้รับสัมผัส จิตได้รับอารมณ์ 
ต้องให้มีสติรู้เท่าทันตลอดเวลา 
เมื่อผัสสะกระทบ ให้มีสติรู้เท่าทัน
อย่าให้มันซึมลงถึงจิตได้ 

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

มีสติปัญญา ย่อมรู้เท่าทันอารมณ์



เมื่อมีสติ มีปัญญา อารมณ์อะไรมากระทบเข้า 
มาผัสสะเข้า ก็เป็นอันรู้เท่าทัน 
ตั้งผู้รู้ ให้รู้ประจัญหน้า คือไม่ปล่อยใจของตนให้ออกไปภายนอก 
เป็นโลภบ้าง เป็นโกรธบ้าง เป็นหลงบ้าง เป็นราคะบ้าง
ไม่ปล่อยออกไปจนหมด วันคืน (กลางวัน-กลางคืน) รู้ตัวเอง 
แม้มีความคิด ก็มีปัญญากำกับ แม้มีอารมณ์ ก็มีสติคอยยับยั้ง
นี่คือการฝึกฝนอบรม...

หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ 

ผู้เพลินในโลกมาก จะเป็นผู้เศร้าโศกมาก




ผู้เพลินในโลกมาก จะเป็นผู้เศร้าโศกมาก
ผู้เพลินในธรรมมาก จะนำความเศร้าโศกออกมากมาย
ผู้เห็นภัยในสงสาร ผู้ไม่ไว้ใจในสงสาร
ก็คือผู้ถือกุญแจเปิดประตูพระนิพพานนั้นแล

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

ฝึกสติเป็นอัตโนมัติ จิตจะถึงธรรมเอง



ธรรมะ 84,000  ก็มาจากจิตดวงนี้ดวงเดียวนี่ละ
ถ้าเรามีสติอยู่กับจิต 
เราก็พร้อมที่จะรู้เห็นธรรมตลอดเวลา
จะเห็นใบไม้ร่วงก็เป็นธรรม จะเห็นถนนมันพังก็เป็นธรรม
ถ้าจิตเป็นธรรมแล้ว อะไรก็เป็นความรู้ความเห็น เป็นปัญญาไปหมด
ดังนั้น ให้เราฝึกสติให้มาก ให้บ่อย 
ให้มันกลายเป็นอัตโนมัติ 
นั่นละ จิตเราจะถึงธรรมเอง

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

การทำกิจการงาน...



การทำกิจการงาน ให้เอาใจใส่ 
แต่ “อย่าเอาอะไรมาใส่ใจ”

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ต้องมีสติทันทีไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน




การเจริญสติไม่ต้องคอยเวลา ไม่ต้องเสียเวลา...
ไม่ว่ากายจะอยู่อย่างไร ใจจะเป็นอย่างไร
จะทำอะไรอยู่ก็ตาม พอจะระลึก ก็ระลึกรู้ทันที
จับความรู้สึกเข้าไปในขณะนั้นทันที
ไม่ใช่คอยว่าเดี๋ยวไปนั่งให้เรียบร้อยก่อน แล้วจะเริ่มเจริญสติ
ระหว่างที่เดินไปไม่ใส่ใจ ไม่ระลึกรู้ ขณะที่ขยับตัวจะนั่ง ก็ไม่ระลึกรู้
ไปนั่งเรียบร้อยแล้วถึงจะเริ่มเจริญสติ
อย่างนี้ก็พัฒนาไปช้า เพราะทิ้งช่วง ผ่านการเผลอไปมาก 
ต้องมีสติทันทีไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน


พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

ให้เอากายเป็นเครื่องอยู่ของจิตตลอดเวลา



          ถ้าไม่พิจารณากายให้เห็นแจ้ง และเอากายเป็นเครื่องอยู่ จิตก็จะส่งออกนอกทางอายตนะ ๖ คือตา หู ฯ ตามความเคยชินของเขา เมื่อเห็นรูป ได้ยินเสียงฯ ที่ชอบที่ถูกใจ มีความยินดี ราคะก็เกิดขึ้น เมื่อเห็นรูป ได้ยินเสียงที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ มีความยินร้าย โทสะก็เกิดขึ้น ถ้าไม่รู้สึกว่ายินดีหรือยินร้าย โมหะก็เกิดขึ้น ดังนั้น “การที่จิตส่งออกนอกกายจึงเป็นสมุทัย เป็นกิเลส เป็นเหตุแห่งทุกข์” เมื่อไม่ต้องการความทุกข์ ต้องการดับทุกข์ ต้องไม่ส่งจิตออกนอกกาย “ให้เอากายเป็นเครื่องอยู่ของจิตตลอดเวลา” ราคะ โทสะ โมหะ ก็ครอบงำจิตไม่ได้ ความคิดปรุงแต่งก็ดับไป ทุกข์ก็ดับไป และในที่สุดก็สามารถพ้นทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง

                                                                                         พระอาจารย์จรัญ ทักขญาโณ

สุขหรือทุกข์มีค่าแค่ "รู้"



...ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ชอบหรือชัง 
ก็ล้วนมาจากเหตุอันเดียวกัน คือตัณหา 
อันเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ทั้งสิ้น...
ควรปรับใจตนเองเสมอว่า ไม่ว่าสภาวะใดเกิดขึ้น 
สุขหรือทุกข์ก็ตาม ก็มีค่าเท่ากัน 
คือมีค่าแค่ให้ผู้ปฏิบัติได้ “รู้” เท่านั้น

พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส

ดีก็อย่าไปติดดี ร้ายก็อย่าไปติดร้าย



ความจริงคือ ความไม่เที่ยงนี้
ความจริงที่มันสั้นๆ กว้างๆ ถูกๆ นี้
ไม่ค่อยพิจารณากัน เห็นไปอย่างอื่นเสีย
ดีก็อย่าไปติดดี ร้ายก็อย่าไปติดร้าย 
สิ่งเหล่านี้มันมีอยู่ในโลก
เราจะปฏิบัติเพื่อหนีจากโลกอันนี้ 
ให้มันสิ้นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ . . . 

หลวงปู่ชา สุภัทโท