จงรู้จักมันเป็นแค่ธาตุ แต่อย่าเป็นทาสมัน


ชีวิตก็เหมือนการเดินทาง
สัมภาระน้อยๆ ภาระพอดีๆ
เมื่อไหร่เห็นด้วยตนเองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภาระ 
แบกต่อไป ยึดต่อไป "มันไร้สาระ"
ถ้ามันรู้ว่าไร้สาระมันก็ไม่แบกไม่ยึดเองเลย
แต่ถ้ามันไม่รู้ว่าไร้สาระ มันจะดิ้นรน 
เพื่อจะได้ 
เพื่อจะมี ต้องมี ตามตัณหาตน 
ตัณหาตนไม่พอ ตัณหาสังคม และ โลก
ถึงได้ตามสิ่งที่คิดมาแล้ว  มีแล้ว
ไม่มีวันจบสิ้น ไม่มีที่จบสิ้น อยากไปเรื่อย
ก็ต้องการสิ่งต่างๆ ต่อไม่มีวันจบสิ้น 
สิ่งที่เป็นตัณหานั้นเป็นผู้พาสิ่งที่เรียกว่า "เรา "
ไปตามโปรแกรม ส่งมาแต่ละขณะ เป็นทาสมัน
จงรู้จักมันเป็นแค่ธาตุ แต่อย่าเป็นทาสมัน

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

Image by chrisstenger from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/





 

การหยุดความคิดปรุงแต่ง


การหยุดความคิดปรุงแต่ง
. ไม่ใช่ การห้ามจิต ไม่ให้คิด
. ไม่ใช่ การเพ่งจิต เพื่อให้หยุดคิด
. ไม่ใช่ การคิดเรื่องความไม่ปรุงแต่ง
ซึ่งเป็นการปรุงแต่งซ้อนความปรุงแต่ง
หรือฝันซ้อนฝัน ซึ่งนั่นไม่ใช่การตื่นจากฝัน
แต่เป็นการขังตัวเอง ให้อยู่ในโลกของความคิดฝัน

แต่ การหยุดความคิดปรุงแต่ง
คือ การหยุดตัวเอง
ที่จะไปปรุงแต่งความคิด
ให้ความคิด เป็นเพียง สักว่าความคิด

เมื่อใดที่ความคิดหยุดลง
“รู้” ที่หลงอยู่ในความคิดก็ตื่นขึ้น
เป็น รู้ ตื่น และเบิกบาน

เมื่อนั้น เม็ดพันธุ์แห่งพุทธะย่อมงอกงาม
นั่นคือ การกลับสู่ธรรมชาติเดิม

ท่านโพธิธรรม (ปรมาจารย์ตั๊กม้อ)

Image by pcsfish from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

พึ่งพระรัตนตรัยในใจดวงนี้


พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เราวิ่งตามมาทั้งชีวิต
เราหาออกนอกตัว
.
พระพุทธอยู่ที่ไหน?
อยู่ที่ความรู้ ตื่น เบิกบาน ในใจดวงนี้
พระธรรมอยู่ที่ไหน?
อยู่ที่ความจริงที่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้เห็นแล้ว
ซึ่งคือใจดวงนี้ เมื่อใจดวงนี้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ที่เห็นความจริง ที่เรียกว่าธรรมะแล้ว
ความเป็นพระสงฆ์ก็เกิดขึ้นในใจดวงนี้
.
เราหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่ไหน
เรายังวิ่งออกข้างนอกอยู่ไหม
หรือหาเจอที่ใจเราเอง หาเจอที่ใจดวงนี้เอง
เราทุกคนมีความเป็นพระสงฆ์ในใจอยู่เนืองๆ
หาพระในใจตัวเองให้เจอ
.
จิตที่เป็นปกติว่างจากกิเลส
ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ในขณะนั้นๆ
ความเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เกิดขึ้นในใจเรา
นี่คือที่พึ่งของเรา
นี่คือพระรัตนตรัยของเรา
พึ่งพระรัตนตรัยในใจดวงนี้

Camouflage

หนังสือชีวิตที่แท้จริงนั้นไร้เรื่องราว

Image by RonaldPlett from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


.





 

การแยกอารมณ์ออกจากจิต...


การแยกอารมณ์ออกจากจิต...

แยกจิตออกจากกาย 
แยกอารมณ์ออกจากจิต 
จะเห็นจิตเดิมแท้บริสุทธ์ผ่องใส 

สลายอารมณ์ให้เป็นความว่าง  
สลายความว่าง ให้เป็นความบริสุทธิ์ 

การปฏิบัติธรรมเข้าถึงความว่างบริสุทธิ์ 
กระทำด้วยความรู้ ความเข้าใจ
ที่ถูกต้องในหลักพุทธธรรม 
คือรู้ว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สัมผัส) 
เป็นที่เกิด ที่อาศัยของตัณหา 
ทำให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ 
เปรียบเสมือนขยะ ที่เน่าเหม็น และเป็นพิษ 
และเปรียบเสมือนมะเร็ง 
ที่เกาะกัดกินใจให้เจ็บปวดทุกข์ทรมาน

เมื่อแยกอารมณ์ออกจากจิตได้ 
ทุกข์ก็ดับไป 
ด้วยอาศัยการบำเพ็ญบารมี ๑๐ 
อย่างยิ่งยวด ต่อเนื่อง และมั่นคง 
ก็สามารถล้างอารมณ์อันเป็นพิษ
ออกจากจิตได้หมดสิ้น

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

Image by susan-lu4esm from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

คิดแต่เรื่องตัวเอง ก็ขาดทุนแล้ว


คิดแต่เรื่องตัวเอง ก็ขาดทุนแล้ว เพราะมีแต่ทุกข์
ตัวเอง (อัตตา) คือ ตัวทุกข์
หลายคนไม่รู้สิ่งนี้
ต่อเมื่ออยู่กับตัวเองด้วยความว่าง..
(ว่างจากตัวเอง) กลับพบสุขสงบพลัน
ว่างจากตัวเอง=ว่างจากเหตุที่ก่อทุกข์
ว่างจากตัวเอง=สุขที่นี่ สุขเดี๋ยวนี้ อิสระทันที
ว่างเว้นจากตัวเองได้=บรมสุข สุขใดจะเทียมเท่า
ว่างจากตัวเอง=พ้นจากบ่อเกิดทุกข์
ว่างจากตัวเอง=พ้นจากทุกข์
ว่างจากตัวเอง=สุขไม่มีประมาณปรากฏทันที

อิโตมิ จัง

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เราควรจะขอบคุณขันธ์ 5…


เราควรจะขอบคุณขันธ์ 5… 
เราควรขอบคุณ ความวิตกกังวล 
ความกลัว ความอิจฉาริษยา ความโลภ 
อะไรต่างๆ ที่เปรียบเสมือนวัชพืช... 
ถ้าเราสังเกตมัน.
มันก็จะเป็นการช่วยในการปฏิบัติ
ให้เราเกิดความก้าวหน้า  ก็คือมันเป็นครูเรา
มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ 
นั่นแหละมันจะช่วยจิตของเราให้พัฒนายิ่งขึ้น
แล้วเราจะพบว่า วัชพืชนี่มันก็จะเปลี่ยน
ไปเป็นอาหารบำรุงจิตใจของเรา 
ทำให้จิตใจของเราเจริญขึ้น
นั่นแสดงว่าการปฏิบัติของเราได้ก้าวหน้าขึ้น
ได้พัฒนาขึ้น...

หลวงพ่อโพธินันทะ

Image by ThanhVu68 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่างนี้คือกิเลสไม่ลด


วิธีสังเกตง่ายๆ ข้อปฏิบัติใดที่ละกิเลสได้
ก็คือมันจะทำให้จิตใจนั้นเป็นกลางต่อโลกมากขึ้น 
เข้าใจความจริงของโลก ไม่ตกไปข้างใดข้างหนึ่ง 
เราเข้าวัดไปปฏิบัติหรือเข้าไปสำนักนั้นสำนักนี้
หรือไปอยู่ในถ้ำปฏิบัติธรรม 
ถ้าปฏิบัติถูกต้อง จะเป็นกลางต่อโลกได้มากขึ้น 
เจอของน่ารักก็ไม่รัก 
เจอของน่าเกลียดก็ไม่หงุดหงิด ไม่รำคาญ 
ถ้าปฏิบัติไม่ได้ผล กิเลสไม่ลด 
ตอนไปอยู่ในถ้ำ ก็รู้สึกว่าดีเหมือนกัน รู้สึกสงบดี
พอออกมาเจอสิ่งใดน่ารักก็รักเหมือนเดิม 
เจอสิ่งใดน่าเกลียดก็ไม่ชอบ 
อย่างนี้คือกิเลสไม่ลด

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by ChiemSeherin from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

หลุดพ้นเพราะเราไม่สมมติ


พระพุทธเจ้าจึงทรงว่าไว้ในสัจธรรม
เรื่องอริยสัจจ์ทั้งหลายว่าทุกข์ควรกำหนด 
กำหนดอย่างไร
กำหนดเพื่ออะไร
กำหนดเพื่อให้มันรู้จักทุกข์
เมื่อรู้จักทุกข์แล้วท่านไม่ให้ละจากทุกข์ 
แต่ท่านให้ละสมุทัย 
เพราะว่าทุกข์นั้นเป็นเรื่องสมมติ 
เราสมมติเอาว่าเป็นทุกข์ ถ้าเราไม่ว่าแล้ว 
เขาก็ไม่ว่าอะไร 
นี่แหละผู้ปฏิบัติจะออกจากทุกข์ได้
ก็เพราะมาเห็นสมมตินี่แหละ
ทุกข์เพราะสมมติ สมมติว่าเป็นโน่นเป็นนี่ 
เราไม่สมมติ หยุดสมมติล่ะ มันก็เป็นวิมุตติ 
หลุดพ้นหมดสิ่งสารพัดทั้งหลาย 
หลุดพ้นเพราะเหตุใด 
หลุดพ้นเพราะเราไม่สมมติ 
มันก็เป็นวิมุตติ วิมุติญาณทัสสนะ 
เราได้เห็นแล้วก็พ้นจากสมมติ 
นี่แหละท่านจึงได้เทศนาไว้  
สมุทเฉทปาหานะ ผู้ละได้แล้ว
สมุจฉทวิมุตติ หลุดพ้นหมดสมมติทั้งหลาย 
ผู้ปฏิบัติจึงพ้นทุกข์

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม

Image by ChiemSeherin from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เพราะเรากลัวตัวเอง


การปฏิบัติให้อยู่ในกายนี้ ... ในใจนี้  
เพราะเรากลัวตัวเอง กลัวอยู่กับตัวเอง 
ก็ต้องเดินออกนอกอยู่ตลอดเวลา 
ซัดส่ายไปตามอารมณ์ภายนอกอยู่ตลอดเวลา
เลยเป็นทาสของสิ่งภายนอกอยู่ร่ำไป 
สิ่งภายนอกขึ้นๆ ลงๆ เราก็ขึ้นๆ ลงๆ 
ตามความเคลื่อนไหวของสิ่งเหล่านั้น
จิตใจของเราก็ไหวกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา 
ไหวกระเพื่อมจนกระทั่ง
เราถือความวุ่นวายว่าเป็นความปกติ
.
พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ

Image by Sergio-sq from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เลิกสิ่งทั้ง ๒ อย่างนี้ ก็เป็นความสงบ


ในความสงบนั้น 
สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี 
แต่มนุษย์เรานั่นแหละจะอดสุขไม่ได้ 
เพราะเห็นว่าความสุขเป็นยอดของชีวิตแล้ว 
แม้พระนิพพานก็ยังมาว่าเป็นความสุขอยู่
เพราะความคุ้นเคย ตามเป็นจริงแล้ว 
เลิกสิ่งทั้ง ๒ อย่างนี้ ก็เป็นความสงบ

หลวงปู่ชา สุภัทโท

Image by jggrz from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา