เมื่อนำไปเทียบกับความรู้จากญาณ


...เหตุผล (reason) 
ซึ่งใครๆ พากันยกย่องหนักหนานั้น
เมื่อนำไปเทียบกับความรู้จากญาณแล้ว
(intuition knowledge)
เหตุผลต่ำเตี้ยลงไปถนัด
ตราบใดที่เขายังวุ่นวายอยู่กับการหาเหตุผลนั้น 
แสดงว่าเขายังไม่รู้ความจริง
ถ้ารู้ความจริงแล้วก็ไม่ต้องหาเหตุผลอีกต่อไป
เพราะเขาได้ถึงจุดหมายปลายทาง
ที่เหตุผลต้องการจะไปถึงเสียแล้ว
"ญาณนี้เกิดขึ้น
ด้วยการพัฒนาจิตใจให้เกลี้ยงเกลาสูงส่ง"
ขอพวกเราจงมาฝึกปฏิบัติวิปัสสนา
เพื่อให้เกิดญาณกันเถอะ
จะได้พบสัจธรรมที่แท้จริง (ultimate reality)

#ไตรลักษณ์และปฏิจจสมุปบาท
อาจารย์วศิน อินทสระ

Image by Tumisu from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

แค่ไม่ยึดตัวตน


แค่ไม่ยึดตัวตน ไม่ยึดความรู้สึกแห่งตัวตน ..
ก็ถึงธรรมอย่างง่ายดาย
.
.
เพราะทุกคนเป็นธรรมชาติเดิมแท้อยู่แล้ว..
เพียงแต่มีสิ่งบดบัง คือ การยึดติดในเราในเขา
และในสิ่งต่างๆ ว่าเป็นของเราของเขา.. 
เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่บดบังธรรมชาติเดิมแท้ในเราทุกคน..
.
เมื่อเอาออกด้วยการสละออก..
สิ่งเดิมแท้นั้นก็จักปรากฎแจ้งชัดแก่ใจทุกคนเอง..
เป็นของเดิมของทุกคนเอง..
และทุกคนสามารถลุถึงสิ่งนี้ได้ 
ด้วยธรรมชาติเดิมแท้ภายในของทุกคนเอง..
มีอยู่แล้ว ใช่ว่าต้องทำให้เกิดมีเพิ่มไม่ 
มีอยู่แล้ว แค่รอการเปิดออก
.
เปิดออกด้วยการเอาสิ่งที่บดบังออก 
เอาออกด้วยการไม่ยึด คือ การเอาสิ่งที่บดบังออก 
หรือ เรียกอีกอย่างว่า ทะลุ(บรรลุ).. 
ทุกคนก็พร้อมรู้แจ้ง(ประจักษ์แจ้ง) 
และพบในสิ่งที่ตามหามานานแสนนานแล้ว..
---------------
ฟากปถุชน: โลกนี้มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น 
มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับลงไป..
อริยะ(อริยบุคคล) : ทุกข์ไม่เคยมี 
ทุกข์ไม่เคยปรากฎ..
ฟากนิพพาน (พุทธะ) : หลุดพ้นตลอดสาย..
----------------
ในความเป็นสมมติ กฎแห่งกรรมยังคงทำงาน
ยังมีถูก ยังมีผิด ยังมีบุญ 
ยังมีบาป ยังมีตัว ยังมีตน
ในดวงตา (กฎ) แห่งความเป็นสมมติ..
ใครกระทำสิ่งใดไว้ก็ยังจะต้องได้รับ
ผลแห่งการกระทำนั้น 
ในเมื่อยังมีตัวตนของตนเป็นผู้กระทำ
.
แต่ความ "ไม่มีถูก ไม่มีผิด" 
สิ่งนี้ คือนัยยะแห่งวิมุติ 
ซึ่งเป็นนัยยะที่เหนือไปจากสมมติ
มันจึงเหนือบุญเหนือบาปไป..
เหนือถูก เหนือผิด และเหนือกาลเวลา
.
อันสัจธรรมเดิมแท้นี้ ปุถุชนมิอาจจะเข้าถึงได้เลย 
นอกจากจะยินยอมพร้อมใจ
ที่จะละกิเลสจนหมดสิ้น..ดับจนหมด 
ไม่มีเลยความโลภ ความทะยานอยาก
ใน กิน กาม เกียรติ
หมดสิ้นจนไม่มีแม้แต่กายเนื้อนี้ก็มิใช่ของเรา
.
นิ้วมือที่กำลังพิมพ์ ดวงตาที่กำลังอ่าน 
ความคิดที่กำลังคล้อยตามนี้ก็ไม่ใช่ของเรา
นี่น่ะ จึงจะเรียกว่าพ้นตัวตน
เมื่อพ้นตัวตน (ตัวกูของกู)..
คือ การทำอย่างไร้ผู้ทำ 
มันจึงพ้นความผิดถูกดีชั่วบุญบาป (พ้นไป=เหนือขึ้นไป)

อิโตมิ จัง

Image by l69858207 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เป็นเพียงความเป็นไปของธรรมชาติล้วนๆ


ไม่ว่ากายนี้จะเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลง
จิตนี้จะคิดหรือไม่คิด มันก็เป็นเพียงขันธ์ทำงาน 
อายตนะจะกระทบกันแล้วจะคิดหรือไม่คิด 
ก็เป็นเพียงกระบวนการแห่งขันธ์ทำงาน
(พระอาจารย์) เห็นเป็นเพียงอย่างนั้น 
ไร้ความยึดมั่นสำคัญหมายใดๆ ในสิ่งเหล่านั้น 
ถ้าว่า ความว่างๆ ที่พูดกัน 
พระอาจารย์ก็เข้าใจความว่างอันนี้แหละ 
ว่างจากการยึดมั่นสำคัญหมายใดๆ 
จึงว่างจากการมีตัวตนใดๆ 
เป็นเพียงความเป็นไปของธรรมชาติล้วนๆ

พระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน

Image by ELG21 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ถึงจะสักว่ารู้สักว่าเห็นอย่างแท้จริง


...รู้ลูกเดียว รู้ไปเรื่อยๆ 
ส่วนมันไม่เป็นกลาง 
รู้แล้วมันยินดี รู้แล้วมันยินร้าย 
ก็ให้รู้ว่ายินดียินร้าย 
ยินดียินร้ายเป็นอารมณ์ปัจจุบัน 
เกิดขึ้นใหม่ๆ สดๆ ร้อนๆ เราก็รู้ไปอีก 
ในที่สุดวันหนึ่งก็เป็นกลาง
การเป็นกลางเนี่ย เกิดจากมีปัญญา 
มันเห็นว่าทุกสิ่งชั่วคราว 
ทุกสิ่งเกิดแล้วก็ดับ ทุกสิ่งชั่วคราว 
ไม่มีอะไรดีกว่าอันไหน 
ไม่มีอะไรเลวกว่าอันไหน 
เนี่ยปัญญาขนาดนี้เกิดนะ 
ถึงจะเป็นกลางอย่างแท้จริง 
ถึงจะสักว่ารู้สักว่าเห็นอย่างแท้จริง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

Image by ELG21 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 


อยู่กับความว่างอย่างผู้มั่งมี
อยู่กับความมั่งมีอย่างผู้ปล่อยวาง

ชีวิตย่อมพบความสุข

อาจารย์ปู่ เอกธาตุ

Image by AlLes from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่าทำสิ่งที่ผิดไปจากธรรม


ไม่ว่าการกระทำใดที่เธอเกี่ยวข้อง
อย่าทำสิ่งที่ผิดไปจากธรรม
ซึ่งไม่เป็นไปเพื่อ
สั่งสมบุญกุศลและปัญญา
อย่าปรารถนาสิ่งใด
นอกเหนือไปจากความเป็นพุทธะผู้รู้
พร้อมทั้งยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์
อย่ายึดมั่นถือมั่นสิ่งใด
เพราะล้วนเป็นรากแห่งพันธนาการ
คำสอนทั้งปวงล้วนมีพื้นฐานเป็นหนึ่งเดียว
เหมือนความเค็มของเกลือ
จงอย่าวิพากษ์วิจารณ์ยานที่สูงกว่าหรือต่ำกว่า
เพราะทุกยานล้วนคือมรรควิถีที่ใช้เดินทางดุจเดียวกัน
เปรียบได้ดังขั้นบนบันไดฉะนั้น

ท่านคุรุ รินโปเช
---------------------------
Master Padma said: Whatever actions you engage in, do not do anything non-dharmic that fails to become the accumulation of merit and wisdom.
Do not desire anything other than omniscient Buddhahood and benefiting sentient beings.
Do not be attached to anything. Attachment itself is the root of bondage. 
All the teachings are ultimately indivisible, like the taste of salt.
Do not criticize any of the higher or lower vehicles. They are identical in being the path to be journeyed, just like the steps on a staircase.

~ Guru Rinpoche, from Dakini Teachings:

Image by ELG21 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ข้ออ้างของกิเลส


จิตถ้าไม่ฝึกจะกลายเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเรา 
เพราะว่าหนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้น 
ศัตรูที่เป็นคนข้างนอก เรายังพอมีโอกาสหนีได้บ้าง 
หาคนมาคุ้มกันได้บ้าง 
แต่ถ้าศัตรูอยู่ในใจเรา ไม่มีทางที่เราจะหนีพ้น 
ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น 
.
เพราะฉะนั้น การฝึกจิต โดยเฉพาะการเจริญสติ 
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิต 
หลายคนก็รู้ มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติ 
แต่พอกลับไปแล้วเจอสภาพแวดล้อมเดิมๆ 
เจอภารกิจการงานในครอบครัว ในที่ทำงาน 
รวมทั้งสิ่งเย้ายวนใจ และกิจกรรมต่างๆ 
ที่ชวนให้หลงใหล 
สุดท้ายหลายคนก็จะบอกว่า “ไม่มีเวลาปฏิบัติ”
.
บ่อยครั้งคำว่า "ไม่มีเวลาปฏิบัติ" 
เป็นข้ออ้างของกิเลส 
เราเคยถามตัวเราเองบ้างไหมว่า 
ในเมื่อไม่มีเวลาปฏิบัติ 
แต่ทำไมมีเวลาโกรธ ไม่ได้โกรธเป็นชั่วโมงนะ 
โกรธเป็นวันๆ บางทีเป็นอาทิตย์ 
ทำไมมีเวลาเศร้า มีเวลาเครียด มีเวลาวิตก 
ทำไมเรามีเวลาให้กับสิ่งเหล่านี้ 
ทั้งๆ ที่มันบั่นทอนจิตใจ 
แต่ว่าสิ่งดีๆ ที่ทำแล้วจะกอบกู้ชีวิตจิตใจเรา 
กลับบอกว่าไม่มีเวลา

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

Image by FelixMittermeier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

หลบอยู่ในธรรมของพระพุทธเจ้า หลบพ้น


กรรมใครกรรมมันนะ อย่าลืม 
ใครเขาอยากจะตีให้เขาตีไป 
เราหลบได้เราหลบ หลบอยู่ในธรรม
ธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่มีตัวมีตน 
หลบพ้นนะลูก 
.
ถ้าหลบไม่พ้นก็ให้รับอย่างพระโมคคัลลานะ 
รับอย่างคนฉลาด อย่ารับอย่างโง่ ๆ 
รับแล้วไปนิพพาน คือ 
รับด้วยจิตผ่องใสบริสุทธิ์ 
ไม่ใช่รับด้วยความขัดข้องหมองใจ 
.
จิตไม่บริสุทธิ์ การไปของจิตก็บริสุทธิ์ไม่ได้ 
อย่ารับอย่างคนโง่ 
เพราะมีอบายภูมิ ๔ เป็นที่ไป

หลวงปู่บุดดา ถาวโร

Image by flutie8211 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/



 

นี่คือมงกุฎธรรม


อาจารย์กำพลถามหลวงพ่อคำเขียน
ว่า เทคนิคในการดู เราควรทำอย่างไร
หลวงพ่อตอบว่า ทำตัวดูให้เด่น 
ให้เห็นกายเห็นจิต แล้วหัวเราะเยาะมันได้
ตัวดูเด่น นั่นแหละ มันจะเป็นวิมุตติ
การทำตัวดูให้มันเด่นนี่ 
มันคิดไม่ได้หรอก ต้องเจริญสติให้มาก 
จิตที่เป็นผู้ดู มันก็จะเด่นขึ้นเอง
“การเป็นผู้ดู” อย่าเข้าไปเป็น 
ท่านบอกว่า นี่แหละสำคัญมาก
ท่านว่าเป็นเพชรแห่งธรรม 
สุดท้ายแล้วถึงขั้นที่ว่า “การไม่เป็นอะไร กับอะไร” 
นี่คือมงกุฎธรรม
ท่านบอกว่า “ เอาไปบอกเขาด้วยนะอาจารย์กำพล 
ช่วยเอาไปบอกต่อๆ กัน”

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

Image by Lancier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/




 

ให้อภัย...


ให้อภัยเพราะจริงๆ ก็รักมาก
แค่เขาไปทำในสิ่งที่ตนไม่ชอบ  
=  ยังเป็นโมหะและจะยังโกรธอีกบ่อยๆ  
.
ให้อภัยเพราะเข้าใจว่าเป็นบุญ 
เป็นการเจริญเมตตา 
= ได้ความเป็นเทวดา เป็นพรหม  
แต่ยังเสื่อมได้ และยังเป็นปุถุชน 
ที่ต้องเทียวเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
.
ให้อภัยเพราะทราบว่าความยึดมั่น
ในอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้นเป็นแดนเกิด  
จึงทิ้งความยึดมั่นนั้น เป็นอภัยทาน 
=  พัฒนาเข้าสู่ระบบอริยวิถี 
คือต่ำสุดได้ความเป็นพรหมที่เข้าใจอริยธรรม  
จะไม่เสื่อมถอยอีก  
จะดำเนินไปสู่ความหลุดพ้นตามลำดับ

ครูบาไตรภพ วัดป่าโคกเจริญธรรม

Image by felix_merler from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา