ใจนั้นเป็นตัวของตัวเอง


...ถ้าใจโง่นั้นน่ะ 
ไม่เป็นตัวของตัวเอง 
ก็ไปหาอาศัยรูปนั้น เสียงนั้น กลิ่นนั้น รสนั้น
สัมผัสนั้น ธรรมารมณ์นั้น 
เมื่อสิ่งเหล่านั้นพังทลายไปดับไป ก็เสียใจ 
เพราะอะไร ก็เพราะใจมันโง่ 
.ถ้าใจมันฉลาดแล้วมันจะเป็นตัวของตัวเอง 
อะไรจะเกิดก็รู้ อะไรจะดับก็รู้ 
ไม่ได้หวั่นไหวกับสิ่งใดที่เกิดสิ่งใดที่ดับเลย 
นั่นแหละเรียกว่าใจนั้นเป็นตัวของตัวเอง 

หลวงพ่อสมคิด อจโล

.Image by mohamed_hassan from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่มีความคิดเห็น


คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่มีความคิดเห็น
เกี่ยวกับสรรพสิ่งต่างๆ 
พร้อมรักษาจิตใจอันสงบสุขของตัวเองไว้ 
และสรรพสิ่งทั้งหลายก็ไม่ได้ต้องการ
ความคิดเห็นของคุณเลย

มาร์คุส ออเรลิอุส 
จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันระหว่าง ค.ศ.161 ถึง ค.ศ.169

จากหนังสือ Stop Reading the News
 โดย Rolf Dobelli แปลโดย พรเลิศ อิฐฐ์

Image by VladMamai from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เปิดเผยความไม่มี “เรา”


เดินอยู่บนย่างก้าวที่ไม่มี “เรา” เดิน
นั่งอยู่ในที่ซึ่งไม่มี “เรา” นั่ง
รู้สึกอยู่ในที่ซึ่งไม่มี “เรา” รู้สึก
เเม้ชั่วขณะ
สภาวะเเห่งสันติสุขที่มีอยู่ก่อนเเล้ว
ก็เปิดเผยความไม่มี “เรา”
ธรรมชาติเดิมอันสะอาดบริสุทธิ์อยู่ตรงหน้า

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

Image by StockSnap from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ทางหนึ่งที่เราจะเอาชนะตนเองได้ คือ ยอมแพ้ผู้อื่น


ทางหนึ่งที่เราจะเอาชนะตนเองได้
คือ  ยอมแพ้ผู้อื่น  
เพราะว่าโดยปกติธรรมดา  
พวกเรามักมีนิสัยชอบเอาชนะผู้อื่น  
แต่ว่าพ่ายแพ้ตนเอง  
โดยที่เราไม่รู้ตัวว่าเป็นผู้แพ้แล้ว  
 เราโกรธ  เราเกลียด  เราริษยาด่าทอผู้อื่น  
เมื่อเขานิ่งไม่โต้ตอบ  
เราก็คิดว่าเราชนะแล้ว  
แต่ที่จริงเราพ่ายแพ้ตนเองไปก่อนแล้ว 
 เขาผู้อดทนและนิ่งได้  นั่นแหละเป็นผู้ชนะ
.
ผู้ที่จะเอาชนะตนเองได้  ต้องเป็นคนผู้ฝึกฝนอยู่เสมอ  
ให้เข้าใจผู้อื่น  เห็นใจผู้อื่น  
เดินออกไปเสียจากตัวเอง  
คือไม่หมกมุ่นอยู่แต่ความต้องการของตน 
นึกอยู่เสมอถึงความต้องการของผู้อื่น  คือเป็นคนไม่เห็นแก่ตัว  
เห็นแก่ผู้อื่นอย่างน้อยก็เสมอกับตัวเอง
.
ในการยอมแพ้ผู้อื่นหรือพ่ายแพ้ตนเองก็ตาม  
ถ้าเรายอมแพ้โดยตั้งใจ  เราจะไม่มีความขัดแย้งในใจ  
เราจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับความพ่ายแพ้  
เราจะมีความสุขมีความพอใจในความพ่ายแพ้นั้น  
ลักษณะนี้ก็จะทำให้เป็นผู้ชนะในความแพ้  
คือเอาชนะตนเองได้  
ไม่เป็นทุกข์ในความพ่ายแพ้
.
ฝึกตนให้เป็นคนยอมแพ้เพื่อชัยชนะ  
และให้เป็นผู้ชนะในความแพ้อยู่เสมอ  
ก็จะเป็นจ้าวแห่งความสุข  ไม่มีอะไรมาทำลายได้
.
มีโคลงอยู่บทหนึ่ง  จำเขามาแต่นึกไม่ออกว่าแหล่งที่มาเป็นที่ไหนบอกว่า
  ฆ่าสัตว์เพื่อเสพเนื้อ อีกหวัง
 กระดูกงาเขาหนัง เพื่อใช้
 ได้สุขแต่ก็ยัง เป็นบาป  กรรมเฮย
 ฆ่าความโกรธนั้นไซร้ ประโยชน์แท้  บุญเหลือ
.
วิธีลดละความโกรธ

อาจารย์วศิน อินทสระ

Image by JoshuaWoroniecki from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

นิพพิทา คำว่าเบื่อ...


นิพพิทา คำว่าเบื่อ... 
ไม่ใช่เบื่ออย่างที่คนเขาเบื่อกัน  
คือเบื่ออย่างที่ไม่อยากรู้  ไม่อยากเห็น
ไม่อยากพูดด้วย  เพราะไม่ชอบมัน 
ถ้ามันเป็นอะไรไป ก็ยิ่งนึกสมน้ำหน้า
ไม่ใช่  เบื่ออย่างนี้...
เบื่ออย่างนี้...เป็นอุปทาน  
เพราะความรู้ไม่ทั่วถึง แล้วเกิดความอิจฉาพยาบาท  
เกิดความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่เรียกว่า...เบื่อนั่นเอง
เบื่อในที่นี้...
ต้องเบื่อตามคำสอนของพระพุทธเจ้า 
คือเบื่อโดยไม่มีความเกลียด ไม่มีความรัก
หากมีอารมณ์ชอบใจ  หรือไม่ชอบใจ 
อันใดเกิดขึ้นมา ก็เห็นทันทีเห็นว่า...
มันไม่เที่ยง
เบื่ออย่างนี้จึงเรียกว่า..."นิพพิทา" คือ...
ความเบื่อหน่ายคลายจากกำหนัดรักใคร่
ในอารมณ์อันนั้น
ไม่ไปสำคัญมั่นหมาย ในอารมณ์เหล่านั้น
ทั้งที่ชอบใจ  และไม่ชอบใจ
ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น  และไม่ไปสำคัญมั่นหมาย
ในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น...
จนเป็นเหตุ ให้ทุกข์เกิด

หลวงปู่ชา สุภัทโท

Image by NiklasErnst from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ปัญหาอยู่ที่มุมมอง ไม่ใช่เครื่องอยู่


.
ถาม : กราบนมัสการค่ะ เป็นคนคิดมากวิตกกังวล และหงุดหงิดง่ายค่ะ
ปกติฝึกในรูปแบบ ใช้ ‘พุทโธ’ เป็นเครื่องอยู่ค่ะ
ต่อมาหายไป ก็คอยรู้ทันจิตไหล
แต่ในชีวิตประจำวัน ไม่สามารถหาที่อยู่ให้จิตได้ 
มันว่างๆ แต่ก็คิดฟุ้งซ่านตลอด
นาน ๆ จะรู้ทีว่า เผลอบ้าง ฟุ้งซ่านบ้าง หลงบ้าง
ลองใช้ ‘พุทโธ’ หรือ ดูกายเคลื่อนไหว ก็ได้แค่ไม่กี่วินาที 
แล้วก็หลงยาวเลยค่ะ ขอความเมตตา แนะนำด้วยค่ะ
.
ตอบ : ก่อนอื่น ให้เปลี่ยนมุมมอง ความรู้สึกใหม่
จาก ‘นักปฏิบัติ’ มาเป็น ‘นักศึกษา’
คือทำไว้ในใจว่า จะขอเรียนรู้ความจริง
คำว่า ‘ปฏิบัติ’ มันหลอกใจเราให้ทำอะไรที่ไม่ธรรมดา
เพื่อให้ได้สิ่งที่ไม่ธรรมดา
จิตขณะนี้มันเผลอ มันฟุ้ง ก็เป็นเรื่องธรรมดา
ถ้าเป็นนักปฏิบัติ.. ก็จะทำให้หายฟุ้ง บังคับมัน
ถ้าเป็นนักศึกษา.. ก็จะรู้ไปตามที่มันเป็น
.
นักปฏิบัติ
ถ้าทำได้ตามต้องการ ก็จะดีใจ ภูมิใจ รู้สึกว่า ‘เราเก่ง’
ถ้าทำไม่สำเร็จ ก็หงุดหงิด เครียด
.
นักศึกษา
จะได้องค์ความรู้ สะสมไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจความจริงที่ซ่อนอยู่
คือเบื้องต้น จะเข้าใจลักษณะของสภาวะที่ปรากฏ
ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวเรา
.
นักปฏิบัติ
เวลามีเครื่องอยู่ ก็มักจะเข้าใจว่า 
จิตต้องอยู่กับเครื่องอยู่เท่านั้นจึงจะดี
พอจิตเผลอ จิตหลง ก็รีบบังคับจิตให้กลับ 
ให้อยู่นิ่งๆ กะจะให้ได้ดีกันตรงนี้
.
นักศึกษา
จะมีเครื่องอยู่ เพียงเพื่อเอาไว้คอยสังเกตว่า 
จิตเผลอเป็นอย่างไร
คือเอาไว้ศึกษาความจริงว่า จิตทำงานอย่างไร
เห็นครั้งหนึ่งแล้วยังไม่เข้าใจ.. 
ก็กลับมาที่เครื่องอยู่ เพื่อเรียนอีก
เริ่มเข้าใจแล้ว แต่ยังไม่แจ่มแจ้ง.. 
ก็กลับมาที่เครื่องอยู่ เพื่อเรียนอีก
ฉะนั้น ปัญหาไม่ได้เป็นที่  ‘เครื่องอยู่’
แต่อยู่ที่  ‘มุมมอง’

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากตอบโจทย์บนนิมฺมโลเพจ
วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๐

Image by ev3177 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

การฝึกฝนที่แท้จริง


การฝึกฝนที่แท้จริง...
คือการอยู่กับความจริงของชีวิตที่ดำเนินไป
กิจวัตรตลอดวัน เห็นใจที่พูดไม่หยุด (คิด)
และเห็นสิ่งที่หยุด (เพียงแค่รู้)
ในขณะที่ใจกำลังพูด (คิด)

การเดินทาง แห่งจิตวิญญาณ

Image by kucukgulberkan from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ผลของการปฏิบัติธรรม จะไม่มีวันเสื่อมลง ...


ไม่ว่าจะเพียรพยายามทำการงานทางโลก
สักเพียงไร ก็ไม่มีวันจบสิ้น
ทว่าหากพากเพียรปฏิบัติธรรม 
สิ่งที่ทำจะจบสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าการกระทำในสังสารวัฏ จะสวยงามเพียงไร 
ก็ล้วนแต่จบลงด้วยความเสื่อมสูญเสมอ
ทว่าผลของการปฏิบัติธรรม
จะไม่มีวันเสื่อมลง
...
เราได้ซึมซาบกรรม กิเลส และพลังนิสัย
ตั้งแต่อดีตกาลนานไกลจนไม่อาจนับจุดเริ่มต้น
สะสมพอกพูนไว้ในใจตลอดเวลา
...
เพราะตกอยู่ในอำนาจสิ่งเหล่านั้น
เราจึงหลงรับรู้สิ่งต่าง ๆ ผิดไปจากความเป็นจริง 
และต้องเร่ร่อนไปในสังสารวัฏ
ไม่สามารถคาดคะเนได้ว่า 
“จะได้หลุดพ้นเมื่อไร”
...
แม้จะระลึกได้ในเวลาตาย 
ก็สายเกินไปเสียแล้ว
เหมือนเมื่อศีรษะขาดแล้ว 
ยาจะมีประโยชน์อันใดเล่า
ดังนั้น  จงรู้ซึ้งถึงความทุกข์ในสังสารวัฏ
ดำเนินบนหนทางสู่ความสงบ (พระนิพพาน)
ถนอมรักทุกชีวิตด้วยความเมตตาและกรุณา
และปฏิบัติจนดำรงมั่นในสภาวะที่
ศูนยตากับความกรุณารวมกันเป็นหนึ่งเดียวเถิด

ท่านคุรุ รินโปเช

ชญานตารา เปม่า เดเชน ฟ้าบโซ่ 
แปลภาษาไทย

Image by geralt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ย่อมเป็นยวดยานของใจ


"เมตตาจะภิกขเว เจโตวิมุตติยา 
อาเสวิตายะ พหุลีกะตายะฯ"
"ภิกษุทั้งหลาย อันเมตตาเจโตวิมุตตินี้ 
ทำให้มากแล้ว เจริญให้มากแล้ว 
ย่อมเป็นยวดยานของใจ"
คำว่าเป็นยวดยานของใจนี้สำคัญมาก   
เพราะเมื่อใดก็ตามที่ใจเราคุ้นเคย
ต่อการเจริญเมตตา มีเมตตาเป็นวิหารธรรม 
ต่อให้เรายังต้องเวียนว่ายในวัฏสงสาร 
พรหมโลกย่อมเป็นที่หวังได้

พระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน

Image by 0fjd125gk87  from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เจริญสติไม่ต้องใช้สมอง


คำสอนของพระพุทธเจ้า ๘๔,๐๐๐เรื่อง 
สรุปลงมาที่กายกับใจเรานี่เอง

เกิดสุข เกิดทุกข์ที่กายและใจ
เกิดปัญหาที่กายและใจ 
ต้องมาดูที่กายและที่ใจ
ว่าเกิดอะไรกันเเน่

เจริญสติไม่ต้องใช้สมอง 
ใช้ความคิด เหตุผล
แค่รู้สึกตัวอยู่กับอิริยาบถ
ที่เกิดขึ้นตรงนั้น
เอาความหลงมาเป็นเหตุปัจจัย
ให้เกิดความรู้สึกตัว
รู้ทันความหลง

วิธีคือเอาสติมาตั้งไว้ที่กาย
ยกมือสร้างจังหวะ เดินจงกรม
หายใจ กะพริบตา เคลื่อนไหวให้รู้

อย่าไปกลัวหลง อย่าไปกลัวผิด
รู้ไปตรงๆ ซื่อๆ รู้สึกตัวแล้ว
มันจะอยู่เหนือสุข เหนือทุกข์

หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

Image by alllessandro_ from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา