ย่อมเป็นยวดยานของใจ


"เมตตาจะภิกขเว เจโตวิมุตติยา 
อาเสวิตายะ พหุลีกะตายะฯ"
"ภิกษุทั้งหลาย อันเมตตาเจโตวิมุตตินี้ 
ทำให้มากแล้ว เจริญให้มากแล้ว 
ย่อมเป็นยวดยานของใจ"
คำว่าเป็นยวดยานของใจนี้สำคัญมาก   
เพราะเมื่อใดก็ตามที่ใจเราคุ้นเคย
ต่อการเจริญเมตตา มีเมตตาเป็นวิหารธรรม 
ต่อให้เรายังต้องเวียนว่ายในวัฏสงสาร 
พรหมโลกย่อมเป็นที่หวังได้

พระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน

Image by 0fjd125gk87  from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เจริญสติไม่ต้องใช้สมอง


คำสอนของพระพุทธเจ้า ๘๔,๐๐๐เรื่อง 
สรุปลงมาที่กายกับใจเรานี่เอง

เกิดสุข เกิดทุกข์ที่กายและใจ
เกิดปัญหาที่กายและใจ 
ต้องมาดูที่กายและที่ใจ
ว่าเกิดอะไรกันเเน่

เจริญสติไม่ต้องใช้สมอง 
ใช้ความคิด เหตุผล
แค่รู้สึกตัวอยู่กับอิริยาบถ
ที่เกิดขึ้นตรงนั้น
เอาความหลงมาเป็นเหตุปัจจัย
ให้เกิดความรู้สึกตัว
รู้ทันความหลง

วิธีคือเอาสติมาตั้งไว้ที่กาย
ยกมือสร้างจังหวะ เดินจงกรม
หายใจ กะพริบตา เคลื่อนไหวให้รู้

อย่าไปกลัวหลง อย่าไปกลัวผิด
รู้ไปตรงๆ ซื่อๆ รู้สึกตัวแล้ว
มันจะอยู่เหนือสุข เหนือทุกข์

หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

Image by alllessandro_ from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ต่างกันตรงที่ “รู้” กับ “ไม่รู้” เท่านั้น


การปฏิบัติธรรมกับไม่ปฏิบัติธรรม 
มันก็ต่างกันตรงที่ “รู้” กับ “ไม่รู้” เท่านั้น 
ไม่ได้ต่างกัน เพราะเราไปทำให้เกิดความต่างขึ้น 
ถ้ายังทำ ให้เกิดความต่างขึ้นระหว่างการปฏิบัติ
กับไม่ปฏิบัตินั้น เรียกว่านักสร้างภาพ 
ตอนไม่ปฏิบัติเป็นคนหนึ่ง 
พอเข้าลู่จงกรมก็เป็นอีกคนหนึ่ง 
กลายเป็นนักแสดงไป 
ถ้าแสดงเก่งก็เป็นคนดี 
ก็ทุกข์แบบคนดี 
ให้เรารู้เท่าทันนักสร้างภาพด้วย

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by dimitrisvetsikas1969 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

เรียกว่าปัญญาชอบในวิปัสสนา


..เมื่อหลานๆ เห็นภัยในวัฎฎสงสารอย่างเต็มที่
แล้วมันก็เป็นผู้มีวาสนาอยู่ในตัว 
สามารถทำตัวให้พ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติได้โดยแท้ 
เพราะคนเรา เมื่อเห็นทุกข์ เป็นหลักของหัวใจแล้ว 
นั่นก็คือ ตัวศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง 
เมื่อเห็นอยู่เนืองๆ ติดต่ออยู่ไม่ขาดสาย 
ก็เรียกว่าภาวนาอยู่ไม่ขาดสาย 
เป็นข้อวัตรของจิตใจที่ชอบด้วย 
หนักเข้า ก็เบื่อหน่ายคลายเมาในวัฎ สงสาร 
แบบเย็นๆ รอบครอบ 
เรียกว่าปัญญาชอบในวิปัสสนา..

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

Image by Venrike from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา







 

เราจะต้องรู้แจ้งตัวเองให้เห็นชัด แล้วก็เบื่อหน่ายตัวเอง


..ในโลกนี้ทั้งหมดแล้ว
เรารักสิ่งใดชอบสิ่งใด
สิ่งนั้นก็คือรักตัวเองชอบตัวเองนั่นเอง
การเบื่อหน่ายโลกนี้ให้หมด...
ถ้าเราไม่คลายความยินดีในตัวเองออกได้
ไม่มีทางเลย
ถ้าเราจะให้จิตเบื่อหน่ายคลายโลก
หรือคลายอารมณ์ของโลกออก
เราจะต้องรู้แจ้งตัวเองให้เห็นชัด
แล้วก็เบื่อหน่ายตัวเอง
ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา...
เบื่อหน่ายในที่นี้ไม่ใช่ไม่อยากเห็นจงเกลียดจงชัง
แต่เป็นการทำให้เห็นแจ้งขันธ์ ๕
แล้วละความยินดีในตน
ถอนความยึดมั่นขันธ์ ๕

พระอาจารย์จรัญ ทักขญาโณ

Image by jeonsango from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

มันต้องยึดในตัวหลักปฏิบัติ


ถ้าโยมปรารถนาต้องการจะไปทางใดก็ตาม 
โยมต้องดับความอยากนั้นก่อน 
ดับความฟุ้งซ่านรำคาญใจ หยุดคิด... 
ลงมือทำ คือ "วางทุกตำรา"
.
เมื่อเราอ่านตำราแล้ว เข้าใจแล้ว
เราก็ต้องวางตำราเพื่อจะปฏิบัติ ใช่หรือไม่..
ดังนั้นอย่าให้ตำราทั้งหลายเข้าไปอยู่ในหัว 
ในความคิดทั้งหลาย 
เพราะมันจะเกิดการปรุงแต่งแห่งจิต.. 
จะเกิดการ "อุปาทาน" 
ดังนั้นโยมต้องวางทุกอย่าง

แต่เมื่อใดโยมประพฤติปฏิบัติไปแล้ว
แล้วโยมเห็นตามที่ว่ามันเกิดขึ้น
ไปตรงกับตำรานั้นแล 
ความเชื่อความศรัทธามันก็จะบังเกิด 
เพราะตำรานั้นก็เหมือนเข็มทิศ
ที่จะพาโยมเดินไป ถ้าเดินไปแล้วไม่ตรงตำรา..
มันจะเกิด “ตัวรู้" ขึ้นมาเอง 
ตำราจะผิดจะเพี้ยนมันก็จะบ่งบอกได้ 
ถ้าเราไปยึดตำราเสียแล้ว 
ไอ้สภาวะการยึดนี้แล เราจักไม่รู้จริงได้ 
มันต้องยึดในตัวหลักปฏิบัติ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

Image by jeonsango from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ที่มา : เพจธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี


 

การปล่อยวางที่แท้จริง


การปล่อยวางที่แท้จริงนั้น
ไม่ได้เป็นผลของ “การบังคับ”
ต้องเป็นผลของ “การรู้แจ้ง” ในสิ่งเหล่านั้น
จนเกิดความเบื่อหน่าย
คลายกำหนัดจากสิ่งเหล่านั้น

ท่านพุทธทาสภิกขุ

Image by giselaatje from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

มันพ้นจากทั้งสองสิ่งแล้ว


ความทุกข์ที่สุดอย่างหนึ่ง คือ
การดิ้นรนหาความสุข
และการพยายามขจัดความทุกข์
ดิ้นรนหรือขจัด
เพื่อจะหลุดพ้นจากอะไรสักอย่าง
แต่ 
เมื่อไหร่เห็นผู้ดิ้นรนผู้หลุดพ้น นั้นไม่ใช่เรา
จะสุข จะทุกข์  สงบ หรือ ไม่สงบ  
มันพ้นจากทั้งสองสิ่งแล้ว 
จะหาอะไร  จะต้องการอะไร 
คำว่า อิสระ โดยไม่ต้องเอ่ยมาซักคำ หรือ พยายามหา

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

Image by felix_merler from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ทุกข์เป็นทรัพยากรสำคัญของการปฏิบัติ


ท้อแท้ใจ รู้ว่าท้อแท้ใจ เกลียดรู้ว่าเกลียดนะ
ปัญหาไม่ใช่ไม่รู้สภาวะแล้ว
สภาวะน่ะรู้ แต่ไม่เป็นกลาง
ทีนี้ทำยังไงจะเป็นกลาง..ทำไม่ได้
ให้รู้ไปว่าไม่เป็นกลาง
.
ทุกข์จริงๆ แล้วเป็นทรัพยากรสำคัญของการปฏิบัตินะ
คนที่มีแต่ความสุข ภาวนายาก มันจะเผลอเพลิน
เรียกว่ามีนันทิราคะ (เผลอเพลิน)
คนที่มีความทุกข์มีปัญหามีอะไรมากมาย
แล้วรู้วิธีปฏิบัติ..พวกนี้ได้เปรียบนะ
เวลาที่มีปัญหาหนักๆ..ผ่านไปแต่ละคราว
เราจะเติบโตขึ้นทุกคราว
แทบจะขอบคุณความทุกข์เลยนะ
.
ฉะนั้น อย่าไปกลัวมัน เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
เราผ่านไป เราผ่านไปด้วยสติด้วยปัญญา
เราก็ได้ความเติบโตขึ้นมา
เราได้เข้าใกล้พระพุทธเจ้ามากขึ้นๆ
คุ้มนะในการที่จะรู้ทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

Photo by Eric Ward on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

อยู่กับสมมุติอย่างไม่ยึดสมมุติ


อยู่กับสมมุติ
แต่ไม่หลงสมมุติ
จึงจะอิสระ
คนเราอยู่กับสมมุติได้
โดยที่ไม่ต้องหลงสมมุติ
นั่นคือ การรู้ตื่น (ตื่นรู้)
เปรียบดั่งเราหายใจ
แม้เราไม่มีตัวเองในการหายใจ
ธรรมชาติของการหายใจก็ยังทำงานอยู่
แม้เราเดินแบบไม่มีผู้เดิน 
การเดินก็นำเราสู่เป้าหมายได้
การอยู่กับสมมุติอย่างไม่ยึดสมมุติ
ทำให้เรามีอิสระท่ามกลาง
และเป็นหนทางตื่นรู้ในตัวเอง
การปฎิบัติทั้งปวงเพื่อเอาผลการตื่นรู้
ที่สามารถประจักษ์ชัดในตนเองแท้จริงได้

ตื่นทางปัญญา จิตกลับสู่เดิมแท้
(อิโตมิ จัง)

Photo by Joe Green on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา