ผู้พิจารณาสัจธรรมโดยถูกต้อง


การต่อสู้กับเวทนาก็คือ
พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงของมัน 
อย่าไปบังคับให้มันหาย 
ถ้าบังคับให้หายย่อมฝืนคติธรรมดา 
นอกจากการพิจารณาให้รู้
ตามความเป็นจริงและหายเอง! 
ถ้าไม่หายก็รู้เท่าทันเวทนา ไม่หลงยึดถือ
.
รูปก็เป็นรูป อย่าไปเอาอะไรมาขัดมาแย้ง
มาแทรกแซงให้เป็นอย่างอื่น 
รูปเป็นรูป กายเป็นกาย 
สักแต่ว่ากาย สักแต่ว่ารูป, 
เวทนาสักแต่ว่าเวทนา, 
จะสุขก็ตาม จะทุกข์ก็ตาม เฉยๆ ก็ตาม
มันเป็นเรื่องเวทนาอันหนึ่ง ๆ เท่านั้น
.
ผู้ที่รู้ว่ากาย รู้ว่าเวทนา ความสุข ความทุกข์ 
ความเฉยๆ คือใคร? ถ้าไม่ใช่ใจ! 
ใจไม่ใช่ธรรมชาตินั้นๆ 
ให้แยกกันออกให้เห็นกัน
ด้วยปัญญาอย่างชัดเจน 
ชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาสัจธรรมโดยถูกต้อง 
แล้วจะไม่หวั่นไหว 
ถึงร่างกายจะทนไม่ไหว เอ้า! ตั้งท่าสู้
.
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ที่คิดไม่ดี นี่คือกรรมของเรา


เรื่องไม่ดีของเขา เป็นกรรมของเขา
ที่คิดไม่ดี นี่คือกรรมของเรา
มองข้าม 'ข้อเสีย' ของคนอื่นได้
คือข้ามผ่าน 'อารมณ์เสีย' ของตัวเองพ้น
ได้รางวัลอยู่กับตัวเอง
เย็นอยู่กับหัวใจที่ไม่ส่งกิริยาเพ่งโทษใคร!

ดังตฤณ

Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

สัมมาสติ


สัมมาสติ 
ความคิด เห็นว่าเป็นเพียงความคิด
ไม่ใช่เรา เป็นเพียงความคิด
เราทิ้งความคิดได้
แต่ถ้าเห็นความคิดเป็นเรา
ความคิดเห็นเราถูก ของคนอื่นไม่ถูก มีปัญหา
.
แต่ถ้ามันเป็นเพียงความคิด สลัดทิ้งได้เลย
เป็นเพียงความคิด ไม่ใช่ความจริง ก็สลัดทิ้งได้
แต่ถ้าเห็นว่าความคิดเป็นเรา เป็นเรื่องเลย
เถียงกันไปมา ได้ตบตีกัน
เพราะเราเห็นความคิดเป็นเรา
.
ถ้าเห็นความคิดเป็นเพียงความคิด มันก็ง่าย
ถูกผิดไม่สำคัญ มันเป็นเพียงความคิด
เห็นแบบนี้เรียกว่าสัมมาสติ
อารมณ์ดี ไม่ดี เห็นว่าเป็นเพียงอารมณ์
ไม่ใช่เรา
.
ถ้าเห็นเราเป็นอารมณ์
วันนี้อารมณ์ไม่ดี อย่ามาพูด เดี๋ยวมีเรื่อง
ไปสำคัญมั่นหมายว่าอารมณ์เป็นเรา
แต่ถ้าเป็นสัมมาสติ
มันเป็นเพียงอารมณ์ ผ่านมาแล้วผ่านไป
เห็นแบบนี้เรียกว่าเห็นชอบ

หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท

Image by schauhi from pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อาหารของอารมณ์


การฝึกจิตใจ
เราต้องพยายามให้กำลังใจตัวเอง
ด้วยอุบายหรือโดยการจินตนาการว่า 
เรานั่งอยู่ในห้องว่างบนเก้าอี้ตัวเดียวนั่นแหละ 
ถึงจะมีอารมณ์ มีความรู้สึก 
หรือมีการนึกคิดใดๆ เกิดโพล่งขึ้นมา 
ก็ให้เหมือนกับมีคนเข้ามา แต่เราก็ไม่คุยด้วย 
ไม่คลุกคลีด้วย เดี๋ยวเขาก็กลับไปเอง
เราเป็นแค่ผู้รู้ รักษาผู้รู้ รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น 
แต่เราไม่ใส่ใจ ไม่ให้ความสนใจ.. 
แต่ว่าเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว 
เราไม่เลี้ยงมันไว้ด้วยความปรุงแต่ง 
ไม่ให้อาหารมัน ความคิดหรือความรู้สึกนั้น
ก็จะสลายออกไปจากจิตใจเราเอง มันจะอยู่ไม่ได้...
เมื่อความคิดเกิดขึ้นในจิตใจ 
หากเราไปเลี้ยงมันไว้ด้วยความชอบใจบ้าง 
ไม่ชอบใจบ้าง สนใจว่ามันจะต้องคิดเรื่องนี้ 
สนใจในเรื่องอดีตอารมณ์บ้าง 
หรือสนใจวิพากษ์วิจารณ์ถึงอนาคตบ้าง 
ให้ความสนใจเมื่อไร เหมือนกับเราให้อาหารมัน 
มันเป็นอาหารของอารมณ์ ให้ความสนใจเมื่อไร 
ให้ความพอใจหรือความไม่พอใจ 
ก็ล้วนเป็นอาหารของมัน เท่ากับว่าเลี้ยงมันไว้ 
เมื่อเลี้ยงมันไว้ มันก็จะแพร่พันธุ์
จนพะรุงพะรังเต็มจิตใจของเรา 
.
พระอาจารย์ปสันโน
จากหนังสือ ธรรมะปลุกใจ
Image by flo222 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา






อานิสงส์ของเมตตา


การเจริญเมตตาจิตอย่างน้อยชั่วสูดดมกลิ่นหอม
มีผลมากกว่าการที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท
 (องฺ. สตฺตก. ๒๓/๔๗๓/๒๐)

Image by dendoktoor from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

นี่แหละรู้สึกตัว


การรู้สึกตัว
คือการรู้สึกออกมา 
จากโลกแห่งความคิด
การไม่หลงเพลิน ไปตามอารมณ์ต่างๆ
ไม่ถูกดึงออกไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
โดยไม่รู้ตัว รู้ไม่หลง นี่แหละรู้สึกตัว

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Image by schauhi from pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

มีสติบ้าง หลงบ้าง นั่นแหละดีแล้ว


..การรู้ การมีสติสัมปชัญญะ
ก็ไม่ใช่ตัวเราเหมือนกัน
เป็นของไม่เที่ยง บังคับให้มันเกิดก็ไม่ได้
อยากจะมีสติทั้งวัน
ปกติก็จะไม่มีหรอก ส่วนใหญ่จะหลงซะมากกว่า
การมีสติบ้าง หลงบ้าง นั่นแหละดีแล้ว
จะได้รู้ว่ามันเป็นอนัตตา บังคับไม่ได้
ถ้ามีสติตลอดได้ สงสัยเข้าใจผิด
เกิดอัตตาขึ้นมาอีกตัวว่า เราเก่งนะ
เราสามารถบังคับสติได้
กลายเป็นอย่างนั้นไปอีก

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by Adriansart from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ของคู่


…ของคู่ รัก-ชัง ดี -ชั่ว บุญ -บาป 
ความผูกพัน -ความไม่ใยดี ฯลฯ 
เรามักจะเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ 
โดยยึดถือความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลัก 
ก็ไม่พ้นจากของคู่ไปได้เลย 
กิเลสเป็นตัวชักนำให้ตกอยู่
ในความครอบงำของของคู่ 
เมื่อไรที่ปัญญาคมกล้าพอ
ที่จะตัดความยึดถือในอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ ได้ 
ก็พ้นจากความครอบงำของของสิ่งนั้นได้ 
จิตก็จะเป็นอิสระ 
และเห็นตามความจริงว่า 
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น 
ก็ล้วนแต่เป็นเพียงสภาวธรรม 
ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเท่านั้น 
ทั้งสิ่งที่พบเห็นจากภายนอก
และความรู้สึกจากภายใน 

อุบาสิกาวัลย์ นานายน

Image by pasja1000 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



หลุดพ้นเองทุกขณะ


ไม่เพิ่มความรู้ใดๆ แต่ให้คลายจากสิ่งยึดถือ...
ไม่ต้องพยายามหยุดคิด
แต่ให้ความคิด
"หยุด" ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว
เมื่อไม่ต้องปฏิเสธ หรือ ยอมรับ
สิ่งที่เกิดในจิต หรือ ทุกสภาวะอารมณ์
เมื่อนั้น
เธอได้หลุดพ้นในสิ่งที่พันธนาการ
ได้เองอยู่แล้ว
ทุกขณะ สลายตัวมันเองทุกขณะๆ 
หลุดพ้นเองทุกขณะ

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

Image by HG-Fotografie from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ฝึกให้รู้เรื่องของจิตเสียแต่ยังเป็นคน


ความห่วงใยของจิต
เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอุปสรรคได้อย่างมากมาย 
เวลาจะพรากจากขันธ์ 
นักปราชญ์ท่านจึงสอนให้ระวังจิต 
ไม่ให้เป็นอารมณ์ห่วงใยกับสิ่งใดๆทั้งสิ้น 
กลัวจิตจะประหวัดกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด 
ซึ่งเป็นที่รักบ้าง เป็นอารมณ์ขุ่นมัวในใจบ้าง
เช่น ความโกรธแค้นให้กับผู้หนึ่งผู้ใด
.
ขณะจิตจะออกจากร่าง 
เป็นขณะที่สำคัญมาก 
อาจไปเกาะเอาอารมณ์ที่ไม่ดีเข้า 
แล้วก็กลับมาเป็นไฟเผาตัว 
จากนั้นก็ไปเกิดในทุคติภพ 
มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง 
ซึ่งล้วนเป็นภพกำเนิดที่ไม่พึงปรารถนา 
และให้ความทุกข์ร้อนตลอดภพนั้นๆ
ฉะนั้นการฝึกอบรมจิต
เมื่ออยู่ในฐานะที่ควรทำได้ จึงควรสนใจอย่างยิ่ง 
.
ฝึกให้รู้เรื่องของจิตเสียแต่ยังเป็นคนที่รู้ๆ เห็นๆ
เรื่องของตนอยู่ทุกขณะนี้ เป็นความชอบแท้
เมื่อทราบว่ายังบกพร่องส่วนใด
จะได้รีบแก้ไขดัดแปลงเสีย 
เวลาเข้าตาจนแล้ว จะได้มีทางรักษาตัวทันกับเหตุการณ์ 
ไม่ต้องวิตกวิจารณ์ว่าจะเสียท่าเสียที
ให้ความชั่วทั้งหลาย เข้ามาเหยียบย่ำทำลายได้
.
ยิ่งฝึกให้ขาดความสืบต่อกับอารมณ์ 
ดีชั่วทั้งหลายอย่างประจักษ์แล้ว 
ยิ่งประเสริฐเลิศโลก ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

Image by KELLEPICS from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา