งานเป็นฐานสร้างสติให้เป็นมหาสติปัฏฐานได้




เมื่อเวลาทำงาน เอาจิตไปจดจ่ออยู่ที่งาน
จะเป็นงานอะไรก็ได้ เอาจิตไปรู้อยู่ที่งาน
ที่ทำด้วยความจดจ่อ ด้วยความตั้งใจ 
จิตกับสติอย่าให้พรากจากกัน
ให้จดจ่ออยู่กับงานที่ทำ
แล้วงานจะกลายเป็นอารมณ์ของจิต
เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ
เป็นฐานสร้างสติให้เป็นมหาสติปัฏฐานได้

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เวลาดูจิตเราไม่ได้ดูให้ “นิ่ง”



เวลาดูจิตเราไม่ได้ดูให้ “นิ่ง” 
ดูจิต เราต้องการจะให้เห็น
จิตเปลี่ยนไม่หยุด เห็นจิตเปลี่ยนไปเรื่อยๆ 
แล้วจิตจะไม่ไปผูกติดกับอารมณ์ใด
อารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว..


พระอาจารย์มานพ อุปสโม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

สุขเกิดเพราะไม่ติดอยู่กับอะไรในโลก




สุขจะเกิดขึ้นได้อย่างไร 
สุขจะเกิดได้ เพราะศีลบริสุทธิ์ 
มีอารมณ์จิตทรงฌาน 
มีปัญญาญาณรู้เท่าความเป็นจริงของสังขาร 
ไม่ติดอยู่ในขันธ์ ๕ ไม่ติดอยู่ในวัตถุ 
ไม่ติดอยู่ในอะไรทั้งหมดในโลก 
อารมณ์มันก็เป็นสุข

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

จิตเป็นบัณฑิต-จิตเป็นพาล



บัณฑิตกับคนพาล
*********************************************
การรู้ก็ดี การเห็นก็ดี คือจิตมีสติกำหนดรู้ เห็นไปตามความเป็นจริง 
และพิจารณาไปเป็นธรรมดาในสิ่งนั้นๆ จุดนี้นับว่าประเสริฐ 
กล่าวคือ จิตมีความเป็นบัณฑิต ไม่หลงใหล
ไปกับรูป-เสียง-กลิ่น-รส-สัมผัส-ธรรมารมณ์ 
อารมณ์ไม่เกาะติด เพราะเห็นสภาพสิ่งสัมผัสเหล่านั้นว่าไม่เที่ยง 
มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา 
จิตก็ไม่ยึดเกาะสิ่งสัมผัสเหล่านั้นมาปรุงแต่งเป็นอารมณ์ 
สร้างความพอใจ-ไม่พอใจให้เกิดความรุ่มร้อนแก่จิต 
นี่แหละคือคำว่า รู้สักเพียงแต่ว่ารู้ เห็นเพียงสักแต่ว่าเห็น
ซึ่งต่างกับทรชนคนพาล จิตหวั่นไหวไปกับอายตนะสัมผัส 
รู้เห็นสิ่งใดมิได้ขบคิดถึงความเป็นจริง สร้างอารมณ์ตลอดเวลา 
ด้วยความรู้ไม่เท่าทัน สภาวธรรมนั้น ๆ 
เยี่ยงนี้ตถาคตไม่สรรเสริญ เพราะไม่ใช่หนทางสงบ 
ไม่ใช่หนทางนักพรต ที่จักบำเพ็ญเพียร
เพื่อเข้าถึงมรรค ถึงผลแห่งพระนิพพาน

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

อินทรีย์พละกล้าแข็ง จะประหารกิเลสโดยอัตโนมัติ




การกำหนดให้ได้ปัจจุบันธรรม ทำให้ขณิกสมาธิรวมตัว
เมื่อขณิกสมาธิรวมตัว ทำให้อินทรีย์พละมีกำลังแก่กล้า
เมื่ออินทรีย์พละมีกำลังกล้าแข็ง
จะเข้าไปทำหน้าที่ประหัตประหารกิเลส ในมรรคญาณโดยอัตโนมัติ
โดยที่เราไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวแต่ประการใด


หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

สติกำหนดรู้อารมณ์ปัจจุบัน เป็นการประหารกิเลสชั่วขณะ



การมีสติที่กำหนดรู้อารมณ์ปัจจุบันนั้น
เป็นการประหารกิเลสอยู่ชั่วขณะ
จิตย่อมว่างจากกิเลส
ยิ่งกำหนดรู้ตามอารมณ์ได้ติดต่อ
ต่อเนื่องได้มากเท่าไร
จิตย่อมว่างจากกิเลสมากเท่านั้น

พระอาจารย์มหาบุญทัน รตนปญฺโญ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ไม่ยึดขันธ์ 5 ไม่หลงผิดในเรื่องใดๆ




ความรู้ในการเจริญวิปัสสนานี้ พระศาสดาก็ทรงสอน
ให้ยกขันธ์ห้านี้แหละขึ้นมาพิจารณาก่อนสิ่งอื่นทั้งหมด 
เพราะจิตใจมันยึดมั่นถือมั่นอยู่ในขันธ์ห้านี้ 
ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา 
มันจะหลงละเมอไปในเรื่องต่างๆ ภายนอก
ก็เพราะมันหลงขันธ์ห้านี้ก่อน มันสำคัญผิดในขันธ์ห้านี้แล้ว 
มันจึงได้หลงผิดไปในอารมณ์อื่นภายนอก...
ถ้ามันรู้แจ้งในขันธ์ห้านี้ตามเป็นจริง 
มันไม่สำคัญว่าเป็นตัว เป็นตนเป็นเราเป็นเขาแล้ว 
ปล่อยวางไว้ตามสภาพเหล่านี้แล้ว 
มันจะไม่หลงผิดไปในเรื่องใดๆ ทั้งหมดเลย

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

คนเรามีความสุขมากที่สุดเมื่อเข้าถึงธรรม




คนเราจะมีความสุขมากที่สุดก็ต่อเมื่อทำตัวเองให้เข้าถึงธรรม 
ถ้าทุกคนปฏิบัติธรรมก็จะเห็นจิตใจของตัวเอง 
แต่ถ้าเอาแต่ใจตัวเอง ทุกคนก็จะไม่เห็นจิตใจและไม่ได้สิ่งที่ถูกใจ 

พระอาจารย์ชายแดน สีลสุทโธ


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การภาวนา เบื้องต้นจะต้องให้เห็นใจของตน




.. การภาวนา “เบื้องต้นจะต้องให้เห็นใจของตนเสียก่อน” 
พวกเราจะต้องฝึกหัดใจ 
ถ้าไม่เห็นใจก็ไม่ทราบว่าจะไปฝึกหัดตรงไหน ฝึกหัดจิตกำหนดจิต 
คือว่า “มีสติไปกำหนดจิตที่มันคิดมันนึกนั่นแหละ”
เอาตรงนั้นให้เห็นเสียก่อน เห็นจิตเสียก่อน 
เราจะต้องควบคุมดูแลรักษาตลอดเวลา 
คิดนึกสิ่งใดก็ให้เห็นจิตนั่นแหละมันคิด..

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เห็นขันธ์ 5 เป็นทุกข์ เป็นสัมมาทิฐิ




ถ้าเราเห็นขันธ์ 5 เป็นทุกข์ เป็นของว่างเปล่า
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาจริงๆ 
เราจะรักคนอื่น เราจะมีพรหมวิหาร เราจะเมตตา 
เราจะเห็นผู้อื่นเสมอกับเรา เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกับเรา 
สอง เราจะเห็นเลยว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นว่างเปล่าจากตัวตน 
เราจะไม่ไปยึดถืออะไรกับสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราเห็นอย่างนี้ชัดเจน 
นี่เขาเรียกว่า เรามีสัมมาทิฐิ


พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา