ปฏิบัติก็คือ


ปฏิบัติก็คือ
จิตมีความสุข ก็รู้
จิตมีความทุกข์ ก็รู้
จิตเฉยๆ ก็รู้
แค่นี้ก็เรียกว่าปฏิบัติแล้ว
เฝ้ารู้เฝ้าดูไป
คนทั้งหลาย
มัวแต่สนใจในรูป ในเสียง
ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสทางกาย
หรือในเรื่องราวที่คิด
อย่างคิดอะไรเพลินๆ
ใจมันก็มีความสุขขึ้นมา
อย่างคนแก่นะคิดถึงอดีต มีความสุข
เด็กๆ ก็ฝันเฟื่องไปถึงอนาคต
แล้วมีความสุข
โตขึ้นเราจะเป็นนักบินอวกาศ
จะเป็นโน่น จะเป็นนี่
(คิด) เพลินไป มีความสุข
มันไม่ได้ย้อนมาดูว่าตอนนี้
จิตสุข หรือจิตทุกข์ หรือเฉยๆ
ถ้าย้อนมาสังเกตเรื่อยๆ นะ
ต่อไปมันก็จะเห็นเลย
จิตสุขก็ไม่เที่ยง จิตทุกข์ก็ไม่เที่ยง
จิตเฉยๆ ก็ไม่เที่ยง
จิตสุข เราก็สั่งให้มันสุขอย่างนี้ตลอด
ก็สั่งไม่ได้
จิตทุกข์ เราห้ามมันทุกข์ ก็ไม่ได้
จิตเฉยๆ เราจะไปสั่งให้มันสุข
ให้มันทุกข์อะไรขึ้นมา
อย่าเฉยนาน อะไรอย่างนี้ มันก็ห้ามไม่ได้
เฝ้ารู้เฝ้าดูไปนะ
จนเห็นความจริง (ว่า) จิตมันเป็นอนัตตา
มันสั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้
ไม่อยู่ในอำนาจของเราที่จะสั่งตามใจชอบ
เฝ้าดูไปนะจะเห็นว่า
เฝ้าดูแค่เวทนา (ทางใจ) ๓ ตัวนี้แหละ
สุดท้ายมันก็จะเห็นจิตเอง
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกนะ ดูไปเรื่อยๆ
มันจะเข้าใจธรรมะขึ้นมา
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

30 เม.ย.69


 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น