ก็ถือว่าเป็น“การปฏิบัติธรรม”


การทำจิตใจให้เบิกบานผ่องใสได้
ก็ถือว่าเป็น“การปฏิบัติธรรม”
ทางพระพุทธศาสนาถือว่า
ความร่าเริง เบิกบาน ผ่องใส
เป็นลักษณะของจิตใจที่เจริญงอกงาม
การทำจิตใจได้อย่างนี้ก็เรียกว่า
เป็น “การปฏิบัติธรรม” แล้ว
ไม่ต้องทำอะไรมาก
เพียงทำใจให้เบิกบานผ่องใสได้
ก็เป็น “การปฏิบัติธรรม”
ทางพระท่านใช้คำว่า...
๑. มีปราโมทย์ ร่าเริงเบิกบานใจ
๒. มีปีติ อิ่มใจปลื้มใจ
๓. มีปัสสัทธิ ผ่อนคลายกายใจ
บางคนมีแต่ความเครียดทั้งวัน ความเครียดเป็นความเสียสุขภาพจิต
เป็นทางเสื่อมของจิตใจ สิ่งที่ตรงกันข้ามคือ “ปัสสัทธิ” ความผ่อนคลายกายใจ
๔. มีความสุข สะดวกใจ คล่องใจ ไม่มีอะไรมาบีบคั้นจิตใจ แล้วก็
๕. มีสมาธิ มีใจตั้งมั่น สงบ แน่วแน่ อยู่กับสิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์
ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย
เอาละ! ขอให้ได้อย่างน้อยสักอย่างหนึ่งนี้ คือใจมีปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ
สุข สมาธิ มีความร่าเริง เบิกบาน ผ่องใส ในจิตใจ มีความปลื้มใจ มีความอิ่มใจ
มีความผ่อนคลายกายใจ ปลอดโปร่งโล่งใจ ขอให้มีอย่างนี้
ซึ่งแสดงออกมาในอาการที่ยิ้มแย้มแจ่มใสได้ และให้พัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป
เริ่มแต่ให้มีเมตตาจิต ระลึกถึงผู้อื่นด้วยความปรารถนาดี
คิดที่จะทำประโยชน์ช่วยให้คนทั้งหลายมีความสุข
เรามาสำรวจดูว่า ใจของเรานี้มีคุณภาพดีขึ้นไหม
สมรรถภาพจิตใจของเราดี ขึ้นไหม
และสุขภาพจิตเช่นความสุขเบิกบานผ่องใสอย่างที่ว่ามาแล้ว
เรามีบ้างหรือเปล่า อย่างน้อยให้ได้ยิ้มบ้าง
ถ้ายิ้มไม่ได้เลยตลอดวัน ก่อนนอนต้องหาทางยิ้มให้ได้สักครั้งหนึ่ง
ออกไปยิ้มกับแม่บ้านหรือออกไปยิ้มกับพ่อบ้าน
ออกไปยิ้มกับลูกหรือกับใครสักคนหนึ่ง
คิดว่าวันนี้ก่อนวันจะหมดไปเราจะนอนหลับแล้ว ขอให้เราได้ทางใจบ้าง
ให้ยิ้มออกสักครั้งก็ยังดี ถ้าทำได้อย่างนี้ แม้ไม่ได้อะไรอื่น
ท่านก็ถึอว่าได้แล้ว นี่แหละ! เป็นความหมายของคำสอนที่ว่า
ไม่มากก็น้อย ต้องให้ได้อะไรบ้าง
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ "สุขนี้มิไกล :
ใครปัญญาไวหาได้ทุกสถาน"
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

13 พ.ค.69



 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น