เมื่อดอกไม้ไม่แย้มบาน


เมื่อดอกไม้ไม่แย้มบาน
เราต้องปรับปรุงสิ่งแวดล้อมที่ปลูกดอกไม้
ไม่ใช่ดอกไม้

Alexander Den Heijer

When a flower doesn’t bloom, 
you fix the environment it grows in,
not the flower.
จากเพจ Power of Positivity

การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน
เราทำได้เพียงสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่จิต
คือ นำพาจิตให้เห็นความเป็นจริงของสัจธรรม
การบรรลุธรรมเป็นเรื่องของจิตเองตามธรรมชาติ
ไม่ใช่เรา...

Image by Fotoworkshop4You from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จิตทรงฌาน


คำว่า "จิตทรงฌาน" ไม่ใช่ว่าไปนั่งสมาธิทั้งวัน 
ไอ้นั่นน่ะมันบ้าแล้ว ถ้านั่งสมาธิทั้งวันนี่! 
เป็นโรคประสาทเป็นบ้าแน่…
คำว่า...ผู้ทรงฌาน 
แปลว่า ผู้มีจิตใจปกติ 
จะไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์ 
อำนาจของนิวรณ์อย่างหนึ่งอย่างใด ก็ตาม 
จะไม่ให้มีอำนาจเหนือจิตใจ 
ยามว่าง...ถ้าเรายังไม่เป็นอรหันต์ 
ย่อมมีนิวรณ์เข้ากินใจเป็นธรรมดา 
แต่ถ้าเวลาต้องการฌานเมื่อใด  
นิวรณ์จะต้องกระเด็นออกทันที 
ถ้ากระเด็นบ่อยๆ ไม่ช้ามันก็ไม่เข้ามายุ่งกับใจ…

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

Image by Beto_MdP from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

หลุมดักผู้ปฏิบัติธรรม


หลุมดักที่ผู้สอนการปฏิบัติ
มักจะขุดหลุมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ 
และผู้ปฏิบัติก็พร้อมที่โดดลงหลุมด้วยความสมัครใจ 
ก็คือ การชอบสอนว่าเมื่อเจริญสติไปเรื่อยๆ 
ความคิดจะค่อยๆ น้อยลงไป 
จนไม่มีความคิด 
และมองว่าช่วงว่างจากความคิดนั่นแหละ
คือการไม่ปรุงแต่ง
.
ซึ่งผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ก็ยินดีที่จะทำตาม 
เพราะโดยพื้นฐานก็รังเกียจความคิด
ไม่อยากคิดเพราะเข้าใจผิดว่า
  -ความคิดมันทำให้ฟุ้งซ่าน
  -ความคิดคือการปรุงแต่ง (สังขาร) 
    ต้องหยุดการปรุงแต่งจึงจะหลุดพ้น
  -การหยุดคิดได้นี่แหละจึงดูเหมือนเป็นผลการปฏิบัติ
  -ยังติดอยากสงบ
.
ทั้งหมดคือความเข้าใจผิด 
รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยังหลงทางอยู่ 
เพราะนี่คือเส้นทางของการฝึกสมถสมาธิ 
ซึ่งเป็นเส้นทางเก่าก่อนที่จะมีพุทธศาสนา
ซึ่งเป็นวิปัสสนา
.
แท้จริงการเจริญสติคือ
การทำความรู้สึกตัวเขย่าธาตุรู้ให้ตื่นขึ้นมา
แล้วสังเกตทุกปรากฏการณ์ของกาย (อาการของกาย) 
ของเวทนา (ความรู้สึก) 
ของจิต (ความคิด) ของอารมณ์ (ธัมมารมณ์)
.
ความคิดจะมากจะน้อย
จะคิดจะไม่คิด ฯลฯ 
มันเป็นธรรมชาติของจิต 
ผู้ปฏิบัติธรรม เพียงแค่สังเกต
ตามความเป็นจริงของมัน เท่านั้น

พระอาจารย์ ครรชิต อกิญจโน

Image by ELG21 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

การหยุดความคิดปรุงแต่ง


การหยุดความคิดปรุงแต่ง
ไม่ใช่ การห้ามจิต ไม่ให้คิด
ไม่ใช่ การเพ่งจิต เพื่อให้หยุดคิด
ไม่ใช่ การคิด เรื่องความไม่ปรุงแต่ง 
เช่น เรื่องนิพพาน 
ซึ่งเป็นการปรุงแต่งซ้อนความปรุงแต่ง 
หรือฝันซ้อนฝัน นั่นไม่ใช่การตื่นจากฝัน 
แต่เป็นการขังตัวเอง ให้อยู่ในโลกของความคิดฝัน
.
แต่ การหยุดความคิดปรุงแต่ง
คือ การหยุดตัวเอง 
ที่จะไปปรุงแต่งความคิด 
ให้ความคิด เป็นเพียง สักว่าความคิด
เมื่อใด ที่ความคิดหยุดลง 
“รู้” ที่หลงอยู่ในความคิดก็ตื่นขึ้น 
เป็น รู้ ตื่น และเบิกบาน
เมื่อนั้น เม็ดพันธุ์แห่งพุทธะย่อมงอกงาม
นั่นคือ การกลับสู่ธรรมชาติเดิม
.
“สรรพสิ่งในโลกล้วนกลับสู่พื้นดิน
ธรรมะชี้ทางสว่างรุ่งเรืองกลางใจคน”

ปรมาจารย์ตั๊กม้อ (พระโพธิธรรม)
โดยคุณชีวา นาวิน ในเพจ เซน

Image by FelixMittermeier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ความทุกข์มันก็เหมือนกับเกลือ


ความทุกข์มันก็เหมือนกับเกลือ 
มันจะเค็มหรือไม่  ขึ้นอยู่กับใจเรา  
ว่าใจเราจะเป็นแค่น้ำแก้วหนึ่ง 
หรือลำธารหนึ่งสาย 

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

Image by mkupiec7 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

สักแต่ว่า ทุกการกระทบ "โลก" ก็ไม่มี


สิ่งที่ผู้คนตระหนก กลัว มากที่สุด คือ"วันสิ้นโลก"
แต่ในทางพุทธนั้้น.....
โลกาวินาศ หรือ โลกแตก เกิดขึ้นทุกวัน
............................................
เพราะโลก สำหรับพระพุทธองค์ คือ
อายตนะ6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
ถ้าสิ่งเหล่านี้ทำงาน โลกของคนๆ นั้นก็มี
ถ้าสิ่งเหล่านี้ดับ โลกสำหรับบุคคลนั้นก็ดับ
คนตายกันทุกวัน โลกก็แตกกันทุกวัน
นี่คือความลึกซึ้งของพระพุทธองค์
.............................................
ด้วยทั้งหมดในโลก
เกิดจากจิตตสังขาร..การปรุงแต่งของจิต
โทสะ โมหะ โลภะ และทั้งปวงในโลกมาจากอายตนะ
กระทบที ปรุงแต่งที ให้ค่าที ก็เกิดโลกที
เป็นครั้งเป็นคราว มีเกิด มีสันตติ
มีเกิด ก็จากเราปรุง อนิจจังก็ดับเอง
มีเราเองเลยมีทุกอย่าง สิ่งถูกรู้และรู้ไม่จบไม่สิ้น
.............................................
ดังคำตรัสที่ว่า...
"โลก ความดับสนิทของโลก
และหนทางแห่งการดับสนิท ตถาคตกล่าวว่า
อยู่ในกายยาววา หนาคืบนี้"
เมื่อเห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน ไปเรื่อยๆ
จนกระทั่ง ไม่ใช่รู้ หรือ ไม่รู้ สักว่ารู้
ไม่ให้ค่าสิ่งที่รู้ ก็ไม่มีความหมาย
เมื่อนั้น เธอ "จักไม่มี " ไม่เกิดไม่ดับ
เมื่อเธอไม่มี โลกนี้ โลกหน้า ระหว่าง2โลกไม่มี
..................................................................
สักแต่ว่า ทุกการกระทบ
"โลก" ก็ไม่มี โลกราบเป็นหน้ากลอง
การปรุงให้เกิดขึ้นของ ภพ ชาติก็ไม่มี
วัฎสงสารก็ขาด จนไม่เกิดไม่ดับเองๆ

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

พายุทุกลูก...


พายุทุกลูก
มิใช่เข้ามาเป็นอุปสรรคชีวิตเสมอไป
บางลูกก็เข้ามา
เพื่อให้หนทางของเราแจ่มใสมากขึ้น
นิรนาม

Not all storms
Come to disrupt your life,
some come to
Clear your path.

Unknown

Image by Schäferle2 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นว่ามีตัวเราค่อยๆหายไป


สัมมาทิฏฐิ
คือความเห็นว่ามีตัวเราค่อยๆหายไป

...สัมมาทิฏฐิ  คือ...ความเห็นชอบ 
ส่งผลให้เกิดการกระทำชอบ การพูดชอบ
การดำรงชีพชอบ ความเพียรชอบ 
ความระลึกชอบ ความตั้งมั่นชอบ 
มันจึงไม่ใช่หนทาง 
ให้ก้าวเดินจากจุดหนึ่ง ไปอีกจุดหนึ่ง 
แต่มันเป็น...ทางที่สมบูรณ์ ใน...ตัวมันเอง
สัมมาทิฏฐิ
ไม่ใช่ การที่เราเป็นบุคคลผู้ที่ตื่นรู้  และหลุดพ้น 
แต่คือ...การที่ความเห็นว่า มีตัวเรา 
ค่อยๆ หายไป

พระอาจารย์สุเมโธ

Image by pixel2013 from pixabay

จากเพจ วัดพระธาตุขุนบง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เมื่อไม่โดนความคิดทำลายไป


เมื่อไม่โดนความคิดทำลายไป
ความสุขภายในของคนเรายังคงมีอยู่เดิม
.
ส่วนผู้มีปัญญามักรู้ความคิด 
จึงสามารถแปรเปลี่ยนความคิดให้เป็นปัญญาเสมอ 
จึงมักเข้าถึงความสุขสงบภายในชีวิตเสมอ

ผู้มีปัญญามักไม่ตกเหยื่อของความคิด
มักอิสระจากความคิด
ที่จะมาทำลายล้างสภาวธรรมแห่งตน

ตื่นทางปัญญา จิตกลับสู่เดิมแท้
(อิโตมิ จัง)

Image by Nennieinszweidrei from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ที่มันทุกข์เพราะไม่ยอมรับ


...ความไม่เที่ยงความแตกดับ
มันเป็นธรรมดาอย่างนี้ 
สรุปแล้วธรรมดาคืออะไร? ทำไมจึงไม่เที่ยง? 
เพราะมันต้องไปตามเหตุปัจจัยของมันอย่างนั้น 
.
จะไม่ยอมรับได้ไหม? ถ้าไม่ยอมรับมันก็ทุกข์ 
ที่มันทุกข์เพราะไม่ยอมรับ 
ทำไมจึงไม่ยอมรับ? ทำไมยอมรับไม่ได้? 
ก็เพราะไม่เห็นความจริงว่า
มันต้องเป็นของมันอย่างนี้ 
มันจะต้องเกิดอย่างนี้ มันจะต้องดับอย่างนี้ 
จะต้องเป็นของมันอย่างนี้ตามเหตุปัจจัย 
.
ถ้าไปเห็นความจริงอย่างนี้ ก็จะเกิดการยอมรับ
เพราะมันไม่สามารถจะไปห้ามได้
กับความเป็นของมันอย่างนี้ 
ถ้าเกิดยอมรับได้ใจก็จะไม่ทุกข์ 
.
จริงไหมถ้าใจยอมรับได้ 
สังขารร่างกายจะแก่ชรา
ถ้ายอมรับไม่ได้จะทุกข์ไหม? มันจะทุกข์ 
ถ้ายอมรับได้ แก่ไหมยอมรับได้? 
ก็แก่อยู่ดี แต่มันไม่ทุกข์ 
ฉะนั้นระหว่างการทำไม่ให้แก่
กับการยอมรับกับความแก่อันไหนง่ายกว่ากัน 
อันไหนมีสิทธิที่จะทำได้ 
.
การดับทุกข์จึงไม่ใช่ว่า
ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ตามที่เราต้องการ 
แต่เราต้องทำความต้องการของเรา
ให้สิ้นไปเพื่อให้มันยอมรับ 
ทำให้เกิดยอมรับมันก็จะหมดปัญหา 

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา