ชาวพุทธเห็นว่า แก้วแตกแล้ว


คนมองโลกแง่บวก บอกว่ามีน้ำตั้งครึ่งแก้ว  
คนมองโลกแง่ลบ บอกว่าเหลือน้ำแค่ครึ่งแก้ว
แต่ชาวพุทธเห็นว่า แก้วแตกแล้ว
เวลาพิจารณาว่าแก้วแตกแล้ว 
เราสามารถใช้แก้วโดยไม่ยึดติด 
เราใช้ประโยชน์จากแก้วอย่างชาญฉลาด 
โดยไม่หลงลืมธรรมชาติอันไม่จีรังยั่งยืนของแก้ว  
และเมื่อแก้วแตกไปในที่สุด 
เราย่อมไม่ประหลาดใจ และไม่ทุกข์ใจไปกับมัน

พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ

Image by g3gg0 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เรียกว่า "ภควา"


ตาไม่ติดรูป รูปไม่ติดตา 
หูไม่ติดเสียง เสียงไม่ติดหู 
จมูกไม่ติดกลิ่น กลิ่นไม่ติดจมูก 
ลิ้นไม่ติดรส รสไม่ติดลิ้น 
กายไม่ติดสัมผัส สัมผัสไม่ติดกาย 
ใจไม่ติดอารมณ์ อารมณ์ไม่ติดใจ  
แยกออกเป็นส่วนๆ เรียกว่า "ภควา" 
เป็นตัววิปัสสนาญาณ เป็นฉฬงฺคุเปกฺขา 
ปล่อยได้ทั้งอายตนะภายใน อายตนะภายนอก

ท่านพ่อลี ธัมธโร

Image by Leolo212 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 


เวลาเราปฏิบัติ มันไม่เบาใจ
เพราะ จะเอาท่าเดียว 
ลองปรับใหม่ ปฏิบัติไม่เอาอะไร 
เดิน.. รู้ตัวแบบไม่เอาอะไร 
นั่ง.. รู้ตัวแบบไม่เอาอะไร 
พอใจไม่เอาอะไรๆ มันก็จะคลายจากตัณหา 
ตัณหาจางคลายใจก็จะเริ่มเบาขึ้น 
แต่ที่มันหนักเพราะ จะเอา 
ยิ่งเอา ก็ยิ่งหนัก ยิ่งผลัก ก็ไม่พ้น 
ต้องทำใจกลางๆ ว่างๆ ไม่มีตัวไม่มีตน 
จึงหลุดจึงพ้นจึงถึงนิพพาน 

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

Image by monicore from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

คนเราสามารถเข้าถึงจิตบริสุทธิ์ในตัวเอง


คนเราสามารถเข้าถึงจิตบริสุทธิ์ในตัวเอง
และสามารถเข้าถึงพลังงานบริสุทธิ์ในตัวเองได้ง่ายมาก
แค่การรู้จักรักษาจิตใจของตัวเองให้เป็นกลาง
และให้อยู่ในความเป็นธรรมชาติไว้เสมอ..
จะช่วยให้เชื่อมต่อพลังธรรมชาติได้สูงมาก..
จะยิ่งช่วยเสริมส่วนดีของชีวิตให้กล้าแกร่ง..
_____________________
จิตใจที่มีความปกติมักมีความนิ่ง เบิกบาน
สำรวม มีพลัง และสว่างไสวในตัวเอง..
ความปกติของจิตใจเป็นแบบนี้
ยิ่งเจออะไรดีดีก็ยิ่งต่อยอดได้ง่าย
มีความสุขความเจริญในตัวเองได้ง่าย..
ดังนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่า
ทำไมเราจึงต้องรักษาจิตใจให้อยู่
ในคลื่นพลังงานบวกเสมอๆ
เพื่อที่เราจะได้ไม่พลาดสิ่งดีดีไป
ในตอนที่ยังสามารถรับได้

ตื่นทางปัญญา จิตกลับสู่เดิมแท้
(อิโตมิ จัง)

Image by monicore from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่าให้จิตไปติดในสิ่งที่เกี่ยวข้องนั้น


มันมีของที่เกิด 
และของที่ทำลายไป 
มีสิ่งที่เกิดขึ้น
แล้วก็มีสิ่งที่มาทำลายไป 
อันนี้เป็นธรรมชาติ 
.
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้แก้ไขธรรมชาติ 
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้แก้จิตแก้ใจ 
แก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตในใจ 
อย่าให้มันเกาะอยู่ในจิตได้ 
.
... สิ่งที่จิตไปเกี่ยวข้อง จะเป็นสิ่งใดๆ ก็ช่าง 
อย่าให้จิตไปติดในสิ่งที่เกี่ยวข้องนั้น 
ถ้าหากว่าจิตไปติดในสิ่งที่เกี่ยวข้อง 
สิ่งนั้นๆ ทั้งหมดเป็นของที่เกิดมา
 แล้วก็เป็นของเกิดมาแก่ 
เกิดมาเจ็บ เกิดมาตาย แล้วก็มาทุกข์
. 
... จิตไปติดสิ่งที่เกิดมาทุกข์ เราก็ทุกข์ไปด้วย 
ถ้าหากว่าจิตเป็นอิสระ
ไม่ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดมาทุกข์ 
จิตก็ไม่ทุกข์

หลวงปู่แบน ธนากโร
 
Image by PavanPrasad_IND from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

คนนั้นแหละเขาเรียกว่า ‘โกรธเป็น’


โกรธเป็นไหม
คนไหนโกรธแล้ว ‘ไปเป็น’ กับความโกรธ
คนนั้นเขาเรียกว่า ‘โกรธไม่เป็น’
แต่คนไหนโกรธเป็นนะ โกรธแล้วรู้ความโกรธ
แล้วไม่ได้ไปโกรธกับความโกรธ
คนนั้นแหละเขาเรียกว่า ‘โกรธเป็น’
เห็นความโกรธ แต่เราไม่ได้ไปเป็นกับความโกรธ
เราเป็นคน‘ผู้รู้’ เป็น‘คนดู’มันเป็น
ไม่ใช่ ‘เรา’ เป็น

พระอาจารย์กระสินธุ์ อนุภัทโท

Image by PavanPrasad_IND from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

มีปัญญา ก็คือ ผู้ที่รู้ ละ วางได้


เราเกิดมาเพื่อสิ่งใด?
ก็เพื่อฝึกฝน ขัดเกลาตนเองไง
ลอกความหนัก ความหนาออกไป
วางของหนัก ของร้อนลงไป
จนจิตใจคลี่คลาย
เกิดเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมา
จนสามารถหลุดจากการยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง
ปัญญาอันสูงสุด คือ...ความไม่มี
วางทุกอย่างลง จนมันดับสนิท 
ไม่มีส่วนเหลือเลย
....ปราศจากราคะ
....ปราศจากโทสะ
....ปราศจากโมหะ
คืนสู่ความเป็นธรรมชาตินั่นเอง
เพราะฉะนั้น สิ่งนี้ค่อย ๆ เพียรฝึกฝนปฏิบัติไป
ความก้าวหน้ามันวัดกันตรงนี้นะ
ไม่ได้วัดว่าต้องไปรู้เห็นอะไรหรอก
ไม่ต้องไปละเอียดอะไรมากมายหรอกนะ
ถ้าเราไปหลง เราไปติดข้อง
แล้วเราวางไม่ลงนั่นแหละ...ขาดปัญญา!
มีปัญญา ก็คือ ผู้ที่รู้ ละ วางได้นั่นเอง
อยู่กับปัจจุบันได้
ไม่กังวล ไม่ยึดมั่นถือมั่น

พระมหาวรพรต กิตฺติวโร

Image by Henryphoto from pixabay

 ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น


ถ้าหลุดพ้นโดยไปหมายมั่นว่า
เราจะเป็น "ผู้หลุดพ้น" 
มันหลุดพ้น ไปติดอยู่กับความหมาย
ของคำว่า หลุดพ้น 
มันต้อง "หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น" 
หลุดพ้นเสียจาก "ความยึดมั่นถือมั่น" 
เป็นความหลุดพ้นของตัวกู 
ต้องทำลายตัวกู ที่จะหลุดพ้นนั้นเสีย
จึงเป็นความหลุดพ้น ที่แท้จริง

ท่านพุทธทาสภิกขุ

Image by geralt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ชีวิตย่อมมีคุณค่าในตัวของมันเอง


อย่าฝากคุณค่าชีวิตตน
ไว้กับการมองหรือความคิดของคนอื่น
ชีวิตย่อมมีคุณค่าในตัวของมันเอง
ไม่ผ่านการสมมุติของใครๆ แม้แต่เราเอง
เมื่อตระหนักในคุณค่าของชีวิตตน
จงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ส่วนรวม
ด้วยความไม่ประมาท

พระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน

Image by hubertngo from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
 

นั่นแหละเป็นตัวจริงสมาธิ


สมาธิ กาย วาจา 
ตา หู จมูก ลิ้น สงบ
นั้นเป็นแค่เพียงเงา 
คือ กายนั่งนิ่ง 
ปากปิดไม่สนทนาปราศรัย 
จมูกไม่สนใจกลิ่น 
ตาหลับไม่สนใจรูป เหล่านี้เป็นต้น
ถ้าจิตตั้งมั่น เป็นอัปปนาจิต 
แม้ยืน เดิน นั่ง นอน 
ก็ไม่หวั่นไหว  นั่นแหละเป็นตัวจริงสมาธิ

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by No-longer-here from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา