กิเลสอยู่เหนือเราทันที


เมื่อเวลาใด ใจของเราเป็นปกติ
คือไม่ดีใจหรือไม่เสียใจ อยู่อย่างสบายๆ
เวลานั้นแหละ ใจเราอยู่กับธรรมะ
หรือเป็นธรรมะและอยู่เหนือกิเลส
เวลาใดใจเราดีใจหรือเสียใจ
เวลานั้นแหละ
กิเลสอยู่เหนือเราทันที

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by geralt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เมื่อใจเป็นกลาง


เราไม่สามารถห้าม
สิ่งภายนอกที่เปลี่ยนแปลงได้ 
แต่เราสามารถรู้เท่าทันความชอบ ไม่ชอบ
ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนั้นได้
เมื่อนั้นใจจึงเป็นกลาง
ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก
เมื่อใจเป็นกลางจึงสามารถมองเห็นโลก
ตามความเป็นจริง คือเป็นเพียง รูป นาม เท่านั้น

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Image by wal_172619 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

วิธีไม่เกิดเป็นเจ้าของอารมณ์


บางคนบอกว่า “โลกนี้วุ่นวายเหลือเกิน 
ไม่อยากกลับมาเกิด ฉันพอ พอแล้ว” 
ความคิดอย่างนี้ดีไหม?  ขอตอบว่า แล้วแต่เจตนา
.
ความปรารถนาที่จะออกจากวัฏสงสาร มีสองประเภท 
หนึ่ง ปรารถนาเพราะเห็นโทษ
ในการเวียนว่ายตายเกิดตามความเป็นจริง 
สอง ปรารถนาเพราะเบื่อหน่าย
.
ประเภทที่สองเป็นอาการของ วิภวตัณหา 
คือ ไม่อยากมีไม่อยากเป็น 
ความปรารถนาอย่างนี้ไม่เกิดผลที่ต้องการ 
เพราะตัณหาย่อมเพิ่มความผูกพันอยู่เสมอ 
ไม่สามารถนำไปสู่การหลุดพ้นได้
ข้อนี้สำคัญมาก นักปฏิบัติควรสังเกตว่า
ถ้ายึดไว้ซึ่งอารมณ์ไม่ชอบ 
รังเกียจ เบื่อหน่ายสิ่งใดแล้ว 
แม้แต่สิ่งนั้นไม่ดีก็ตาม นั่นคืออาการของกิเลส 
ไม่ใช่ทางออกจากทุกข์
.
หลวงพ่อชาเคยสอนว่า 
โลกคืออารมณ์ หลงโลกคือหลงอารมณ์ 
จะออกจากโลก ต้องออกจากอารมณ์ 
การไม่เกิดที่ควรสนใจศึกษาจึงอยู่ที่
การฝึกให้รู้จัก
วิธีไม่เกิดเป็นเจ้าของอารมณ์

พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ

Image by wal_172619 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ยิ่งลบ...ยิ่งเห็นร่องรอย


อารมณ์ต่าง ๆ .. ที่มันเกิด
ทั้งหงุดหงิด น้อยใจ ดีใจ เสียใจ
ไม่ต้องพยายาม ลบอะไรออกไป
ยิ่งลบ...ยิ่งเห็นร่องรอย
เพราะมันมี “ ตั ว เ ร า ” เข้าไปจัดการ
เพียงแค่ไม่ยึด และ ไม่ผลักไส ในสิ่งต่าง ๆ
สักแต่ว่า | รู้ |

หลวงตาณรงศักดิ์ ขีณาลโย

Image by aalmeidah from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ความสุขเหนือการปรุงแต่ง


...... “ ความสุขเหนือการปรุงแต่ง คืออยู่ด้วยปัญญาเข้าใจโลกและชีวิตตามเป็นจริง ” ......
.
......  ความสุขเหนือการปรุงแต่ง คืออยู่ด้วยปัญญา ที่รู้เท่าทันความจริงของโลกและชีวิต การเข้าถึงความจริงด้วยปัญญาเห็นแจ้ง ทำให้วางจิตวางใจลงตัวสนิทสบาย กับทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่อย่างผู้เจนจบชีวิต ….…
.
..…. “ คนที่อยู่ในโลกด้วยความรู้เข้าใจโลกและชีวิตตามเป็นจริง จิตเจนจบกับโลกและชีวิต วางจิตลงตัวพอดี ทุกอย่างเข้าที่อยู่ตัวสนิทอย่างนี้ ท่านเรียกว่าเป็นจิตอุเบกขา เป็นจิตที่สบาย ไม่มีอะไรกวนเลยเรียบสนิท เป็นตัวของตัวเอง ลงตัว .......
.
........ เมื่อทุกสิ่งเข้าที่ของมันแล้ว คนที่จิตลงตัวเช่นนี้ จะมีความสุขอยู่ประจำตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นสุขเต็มอิ่มอยู่ข้างใน ไม่ต้องหาจากข้างนอก และเป็นผู้มีชีวิตที่พร้อมที่จะทำเพื่อผู้อื่นได้เต็มที่ เพราะไม่ต้องห่วงกังวลถึงความสุขของตนและไม่มีอะไรที่จะต้องทำเพื่อตัวเองอีกต่อไป จะมองโลกด้วยปัญญาที่รู้ความจริง และด้วยใจที่กว้างขวางและรู้สึกเกื้อกูล
.
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

Image by aalmeidah from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ไม่ได้ทำใจให้สงบ


วิปัสสนาก็คือการรู้กาย รู้ใจ
การระลึกรู้กาย ระลึกรู้ใจ
ไม่ได้ทำใจให้สงบ
เพราะความสงบจะทำให้เราไม่รู้
เรื่องของกาย ไม่รู้เรื่องของใจ
ความสงบเป็นเพียงแค่การพักจิต
จะพักอยู่กับความสงบอย่างเดียว
ก็จะได้แค่ความสุข
จากความสงบเท่านั้น
แต่ว่าจะไม่ได้เข้าใจอะไรเลย

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

Image by aalmeidah from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่ายึดตึดเพ่งเล็งต่อความรู้สึก


การภาวนาคือการเดินทาง
แต่ไม่ใช่การเดินทางไปสู่เป้าหมายนอกตัว
เป็นการเดินทางย้อนรอย
กลับเข้าสู่แหล่งที่มันกำเนิดเกิดมา
.
รู้สึกตัวที่นี่แล้วรู้สึกอยู่อย่างนี้
แต่อย่ายึดตึดเพ่งเล็งต่อความรู้สึก
รู้สึกตัวแบบเบาๆ
มีนักปฏิบัติที่เข้าใจผิดอยู่มากๆ เช่น
พยายามที่จะสะกดจิตตัวเอง
เพ่งเข้าไปข้างในซึ่งมันให้ความสงบ
แต่ไม่ให้ความหลุดพ้น
เป็นการติดยึดอยู่ในความสุขที่ประณีต
เราติดอารมณ์สุขอันนั้น มันทำให้เฉื่อยชา
ทางปัญญารู้เห็นการเปลี่ยนแปลง 
สมยอมกับอารมณ์สุขอันนั้น
แล้วในที่สุดก็ไม่อยากรู้ความจริงอื่นใด…

ท่านเขมานันทะ

Image by aalmeidah from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เพราะเราถามไม่ถูก


ปัญหาชีวิตหลายอย่างมันแก้ไม่ได้ 
เพราะเราถามไม่ถูก 
เวลาเจอคนตำหนิ เราคิดว่า 
เขาถือดียังไงถึงมาว่าฉัน ถ้าคิดแบบนี้ทุกข์นะ 
แต่ลองเปลี่ยนคำถามเสียใหม่ว่า 
ทำไมเราถึงหวั่นไหวกับลมปากของเขา 
บางทีเราจะพบคำตอบว่า เราไม่น่าโง่เลย 
เป็นทุกข์เพราะลมปากของเขาทำไม 

 พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

Image by zgmorris13 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

โยมได้ของดีไปแล้วคือ "ได้มนต์"


บุคคลที่เจริญสวดมนต์อยู่เป็นนิจเช้าค่ำ 
เช้าเย็นก็ดี 
บุคคลผู้นี้จะไม่ตกอบายภูมิ 
ย่อมน้อมนำกุศลบารมีนี้
ให้ไปสู่สภาวะนิพพานได้ คือการสิ้นทุกข์ 
สิ้นเวรสิ้นกรรมได้..
เพราะในขณะที่โยมสวดมนต์อยู่นั้น 
จิตโยมตั้งมั่นในอักขระคาถาภาษา 
"ฌาน" ก็บังเกิด 
ถ้าในขณะที่โยมสวดอยู่นั้น..
"ปัญญา" โยมพิจารณาตามในความหมาย 
ในทุกข์ภัย ในความไม่เที่ยง 
ในความไม่มีตัวไม่มีตนสิ่งใด 
แม้ธรรมก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นแล 
จิตโยมก็จะวางทุกอย่าง 
นี่เรียกว่าสภาวะนิพพานก็บังเกิด 
วิปัสสนาญาณก็บังเกิด 
เรียกว่าโยมได้ของดีไปแล้วคือ "ได้มนต์" 
เข้าใจมั้ยจ๊ะ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

ที่มา เพจสถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี ธรรมะมหัศจรรย์

Image by ChrisFiedler from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ให้รีบถามตัวเองแล้วปฏิบัติตาม


พวกเราเกิดมานานขนาดนี้ 
โตขึ้นมาด้วยสติปัญญาขนาดนี้ 
เคยคุยกับตัวเองบ้างหรือยัง?
เคยได้คำตอบที่ชัดเจนจากตัวเองแล้วหรือยัง?
ในการดำเนินชีวิตว่า.......
จะเป็นนักท่องเที่ยวนักเกิดแล้วตาย
ไม่มีภพชาติที่แน่นอน
หาความสุขที่แท้จริงไม่มี  
หรือว่าจะย้อนกลับตามรอยของพระอริยสาวก
ตามรอยของพระพุทธเจ้า
เข้าสู่ดินแดนแห่งความไม่ตาย  
ก็ให้รีบถามตัวเองแล้วปฏิบัติตาม
เพราะว่าวันเวลาเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วผ่านไปเลย
ร่างกายอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วผ่านไปเลย  
เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไป 
โดยที่ไม่มีการประพฤติปฏิบัติ  
จิตใจดวงนี้ก็จะกลายเป็นจิตใจที่สิ้นหวังหมดหวัง
ในเรื่องของความสุขที่แท้จริง 

พระอาจารย์ชายแดน สีลสุทโธ

Image by Peggy_Marco from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา