หากไม่มีความคิด ก็เหมือนกับก้อนหิน


พระอาจารย์ ว้อหลุน หลังจากบำเพ็ญเพียรอยู่หลายปี 
ก็นึกว่าตนเองรู้แจ้งแล้ว จึงไปหาท่านเว่ยหล่าง
เพื่อทดสอบภูมิธรรม พร้อมกับเขียนโศลก .. ว่า
. 
"ว้อหลุน มีเทคนิคและวิธี ที่จะสามารถดับร้อยความคิดได้ 
สิ่งที่มากระทบจิตไม่เกิด ต้นโพธิ์เติบโตขึ้นทุกวัน"  
.
ท่านเว่ยหล่างเมื่ออ่านแล้ว.. ได้พูดกับลูกศิษย์ว่า 
"ว้อหลุน ยังไม่เข้าไม่ถึงหลักธรรมอย่างแท้จริง 
 หากปฏิบัติธรรมลักษณะนี้.. ต้องแย่แน่ 
 หลงคิดว่า.. สิ่งที่มากระทบจิตไม่เกิด
 เป็นความสามารถอย่างสูง เป็นความเข้าใจที่ผิด
.
เราปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นพุทธะที่มีชีวิต ไม่ใช่เป็นพุทธะที่ตายแล้ว 
กลายเป็น ท่อนไม้ ดิน หรือ หิน  แล้วจะเป็นพุทธะอย่างไร 
ไม่สามารถฉุดช่วยผู้คน แล้วจะมีประโยชน์อะไร 
.
ท่านเว่ยหล่างจึงแต่งโศลกตอบไปว่า 
"เว่ยหล่างไม่มีเทคนิคและวิธี 
ร้อยความคิดก่อเกิดไม่มีหยุด
สิ่งที่มากระทบจิตย่อมเกิด 
แล้วต้นโพธิ์จะเติบโตได้อย่างไร" 
.
เหล่าลูกศิษย์อ่านโศลกยังไม่เข้าใจ ท่านเว่ยหล่างจึงอธิบายให้ฟังว่า 
ทุกสิ่งที่ต้องใช้เทคนิคและทุกวิธีล้วนแต่ต้องใช้ความสามารถ 
จิตย่อมจดจ่ออยู่กับความสามารถในการกระทำนั้น 
ยังเป็นการยึดติดอยู่กับการกระทำ เท่ากับ ยังใช้ไม่ได้
.
ไม่จำเป็นต้องไปดับความคิด ไม่มีความคิด.. แล้วจะไปทำอะไรได้ 
หากไม่มีความคิด ก็เหมือนกับก้อนหิน ก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง 
เหมือนกับเวลาที่เราแสดงธรรม หรือฟังธรรม.. ต้องใช้ความคิดร่วมด้วย
. 
...แม้มีความคิด
...แต่ไม่ยึดติด(ไม่หมายมั่น)กับรูปลักษณ์นั้น 
...ก็เหมือนกับไม่มีความคิด 
.
ส่วนต้นโพธิ์นั้น แสดงถึงจิตเดิมแท้ของพุทธะ 
ไม่เพิ่มไม่ลด ไม่เกิดไม่ดับ แม้จะปฏิบัติธรรม จนเป็นพุทธะแล้ว 
ก็ไม่ได้เพิ่มอะไรแม้แต่นิดเดียว  แล้วจะมีอะไรเติบโตได้อย่างไร
..................................................
“แม้มีความคิด
 แต่ไม่ยึดติด (ไม่หมายมั่น) กับรูปลักษณ์นั้น 
 ก็เหมือนกับไม่มีความคิด “ 
คนแบบเดียวกับ ว้อหลุนที่คอยดับความคิดไม่ให้จิตเกิด
มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน 
แล้วกี่ร้อยล้านคน..ถึงจะมีคนแบบ.. ท่านเว่ยหลาง..สักคน 
ที่ไม่ดับความคิด แต่ไม่มีอุปาทานกับความคิด 
เพราะเมื่อแจ้งจิตเดิมแท้ 
ธรรมทั้งหลายล้วนประชุมลงในนิโรธะ 
ตถตา 
Cr.ห้องธรรม Awake
Image by chuxiyue from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ความทุกข์มีอยู่ แต่ไม่มีใครทุกข์


ความคิดโดยตัวของมันเอง
ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง
มีความเป็นทุกข์อยู่โดยตัวของมันเองอยู่แล้ว
พอมีเราเข้าไปยึดถือเป็นเจ้าของ ก็ยิ่งทุกข์ไปอีก
เราต้องมองให้เห็นว่า 
ความทุกข์มีอยู่ แต่ไม่มีใครทุกข์
เพราะมีจิตที่รู้สึกตัว ที่แยกตัว
ออกมาจากอารมณ์หรือความคิดได้..

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Image by gabyps from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การครอบครอง มิใช่ความสุข


การครอบครอง มิใช่ความสุข 
หากเป็นจุดเริ่มต้นแห่งทุกข์ 
วันแรกที่ได้มา 
คือวันที่นับถอยหลังสู่การสูญเสีย 
จงเปิดดวงตาธรรมของตน 
แล้วมองให้เห็นความจริงในข้อนี้ 
จงพิจารณาธรรมแยบคาย 
และมีชีวิตโดยไม่ประมาทในธรรม 
ความสุขแท้คืออิสระจากทุกสิ่ง 
ความสุขปลอมคือ
การครอบครองบางสิ่งเพียงบางเวลา 
เพื่อแสวงหาต่อไปเมื่อสูญเสีย 
สิ่งที่ครอบครองไม่ใช่ความผิด 
ผิดที่ยึดในสิ่งที่ครอบครอง

คุณพศิน อินทรวงค์ 

Image by ksa61011 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

สัพเพ ธัมมา อนัตตาติฯ


สุขทุกข์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในทุกลมหายใจ
สภาพจิตเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามอาการสุขทุกข์
ความนึกคิดปรุงแต่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามสภาพจิต
เรรวนบ้าง มั่นคงบ้าง สลับๆ กันไป
ไม่เห็นว่าจะมีสิ่งไหนน่ายึด
ไม่เห็นสิ่งไหนเป็นตัวเป็นตนสักอย่าง
สัพเพ ธัมมา อนัตตาติฯ

หลวงปู่เครื่อง สุภัทโท 
วัดสระกำแพงใหญ่ จ.ศรีสะเกษ

Image by strh from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

แม้แต่สภาวะที่ดี เราก็ไม่ยอมให้ย้อมจิต


อย่าว่าแต่สภาวะที่ชั่ว 
แม้แต่สภาวะที่ดี 
เราก็ไม่ยอมให้ย้อมจิต 
เรามีหน้าที่รู้ทันไปเรื่อย 
อย่าให้กระทั่ง ศรัทธา ปิติ 
หรือกุศล หรือคุณงามความดีทั้งปวง 
สามารถย้อมใจเราได้

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

Image by ksa61011 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ถ้าสุขเหลืออยู่มันก็เป็นปัญหา


“พระนิพพาน” เป็น “บรมธรรม” 
กําจัดปัญหาไม่มีอะไรเหลือ 
แต่เรามักจะพูดกันว่า
กําจัดทุกข์ไม่มีอะไรเหลือ 
ระวังให้ดี ถ้าสุขเหลืออยู่มันก็เป็นปัญหา 
มันต้องหมดไป 
เพราะความสุขนี้มันก็เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 
อยู่ในตัวความสุขนี้เอง 
ไม่สุข ไม่ทุกข์ นั่นแหละ ที่เรียกว่า “สุขที่แท้จริง” 
สุขอย่างชาวบ้านรู้จักนั้น
มันเป็นสุขอย่าง “สังขาร” 
ต้องมี..ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา 
อยู่ในความสุขนั้น

ท่านพุทธทาสภิกขุ

Image by ksa61011 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่าทำตนให้เป็นกระสอบทราย


โดยปกติทั่วไป
คนเราชอบทำตัวเป็นกระสอบทราย
พอมีใครว่าก็โดนตน โดนชกอยู่เรื่อย
บางคนโดนชกจนตาบวมเลย
ทุกข์มากเหลือเกิน...
ฉะนั้น อย่าทำตนให้เป็นกระสอบทราย
ให้เป็นมนุษย์โปร่งแสง
ไม่มีตน ไร้ตน
เขาจะได้ชกไม่โดน ชกวืดไป
โดนแต่ลม...

อ.สุภีร์ ทุมทอง
หนังสือเส้นทางสู่ความพ้นทุกข์ หน้า ๑๙๘

Image by cocoparisienne from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เห็นจิตตนเองแล้ว เป็น "มรรค"


ธรรมะนี้ เป็นของเย็น 
ผู้ปฏิบัติถูกต้องแล้ว
เห็นจิตตนเองแล้ว เป็น "มรรค"
จะเป็นคนกระตือรือร้น มีความเสียสละ 
มีความเย็น สบาย และเมื่อทำจนชำนาญเป็น "วสี" 
จะเข้าใจชัดเลยว่า จิตไม่ใช่ธาตุทั้งสี่ ธาตุทั้งสี่ไม่ใช่จิต
และ จิตไม่ใช่ขันธ์ ขันธ์ไม่ใช่จิต 
จิต ก็อยู่อย่างเย็นสบาย เป็น "จิตว่าง"

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

Image by ksa61011 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ศีลเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้าย


พระพุทธเจ้าสอนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา 
พระพุทธเจ้าตั้งศีลขึ้นมา
ก็เพื่อให้เราเป็นปกติมากที่สุด 
“ศีลนี้ คือความเป็นปกติ”
อย่างพระอริยะก็มี “อริยกันตศีล” 
คำว่าอริยกันตศีลนี้ก็คือว่า
มีความเป็นปกติเป็นเครื่องอยู่เลย 
เพราะฉะนั้น “ศีลจึงเป็นจุดเริ่มต้น”
ที่พระพุทธเจ้าพยายามที่จะบอก
ให้เราเข้าใกล้ความเป็นปกติมากที่สุด 
พระพุทธเจ้าจึงตั้งศีลขึ้นมา
ในขณะเดียวกัน “ศีลก็เป็นจุดสุดท้ายด้วย” 
ที่เรากำลังปฏิบัติเพื่อไปให้ถึง
ความเป็นปกติโดยสิ้นเชิง
อย่างสิ้นเชิง โดยสมบูรณ์ 
ก็คือไม่มีความกระเพื่อมหวั่นไหวอีกแล้ว

Camouflage

Image by geralt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ไม่สนับสนุนให้คน ยึดติดกับความเป็นพุทธ


องค์ดาไลลามะบอกว่า
“อาตมามักบอกกับคนอื่นๆ ว่าเป็นพุทธ
แต่อาตมาก็ไม่สนับสนุนให้คน
ยึดติดกับความเป็นพุทธ”
เมื่อเรายึดติด
ทัศนะของเราก็เจือไปด้วยอคติ
เราไม่สามารถมองเห็นความเป็นจริงได้
ถ้าเราเป็นพุทธที่ยึดติด
เราก็ไม่สามารถมองเห็นความดี
ของคริสต์ อิสลาม ฮินดู ฯลฯ ได้
แต่ถ้าเรามองด้วยความเป็นกลาง ไม่เจืออคติ
เราจะเห็นความงดงามและคุณค่าในสิ่งนั้น
และทุกสิ่งรอบตัว

ท่านดาไลลามะ

Image by Peggy_Marco from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา