เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อให้มีสติ


จิตของเราตื่นและมีสติรับรู้ตามธรรมชาติ 
ในทางพุทธเราบอกว่า 
จิตนั้นสว่างไสวในตัวเองเหมือนเปลวเทียน 
สิ่งเดียวที่เราต้องทำคือรับรู้ถึง
การส่องสว่างในตัวของจิตเอง 
เพียงแค่สังเกตคุณลักษณะในการมีสติของเราเอง 
สังเกตเห็นความจริงของการมีสติรู้ตัว 
การมีสติตามธรรมชาติของจิตนี้
ไม่เรียกร้องให้เราทำอะไรเลย 
เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อให้มีสติ 
สิ่งที่เราต้องทำคือ สังเกตเห็นว่าเรามีสติอยู่แล้ว

ท่านมิงจูร์ รินโปเช

เพจ Tergar Thai

"Our minds are naturally awake and aware. In Buddhists terms we say that the mind is self-illuminating, like the flame of a candle. The only thing we have to do is to acknowledge the self-illumination of the mind; to simply notice our own conscious quality, notice the fact of being aware. This natural consciousness of mind does not require us to do anything at all. We don’t need to work at being conscious; all we have to do is notice that we’re conscious already. " 

Mingyur Rinpoche

Image by YHBae from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การทำจิตเพื่อพระนิพพาน


"ใครเขาจักติจักว่าอย่างไรก็เรื่องของเขา ทำจิตของเราให้เป็นปกติก็แล้วกัน จิตปกติคือจิตสงบปราศจากอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจ ไม่ว่ากรณีใดๆ ไม่ถือเอามาเป็นสาระติดข้องอยู่ในอารมณ์ ให้เห็นเป็นธรรมดาในคำที่เกิดขึ้น ถ้อยคำนั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป หาสาระประโยชน์อันใดมิได้"
.
"เอาจิตรอดเข้าไว้เป็นประการสำคัญ โดยเฉพาะจิตของตนเองนั่นแหละเป็นหลักใหญ่ มิใช่ไปกังวลเรื่องจิตของใครอื่น จิตของเราคิดเป็นกุศลหรืออกุศลก็พึงรู้เข้าไว้ และพึงแก้ไขให้อยู่สภาพที่ถูกที่ควรด้วย"
.
"และอย่าทิ้งการตรวจสอบอารมณ์ของจิตว่า เบียดเบียนตนเองหรือเปล่า เบียดเบียนผู้อื่นหรือเปล่า เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นหรือเปล่า ความสงบของอารมณ์จะสมบูรณ์แบบ ก็จักต้องไม่เบียดเบียนทั้ง ๓ ประการนี้"
.
"ทำบุญเพื่อพระนิพพานก็ต้องทำจิตเพื่อนิพพานด้วย คือทำดี แต่ไม่ติดดี และรู้ว่าสิ่งไหนดี รู้ว่าสิ่งไหนไม่ดี แล้วไม่ทำอารมณ์ให้ไปเกาะทั้งดีและทั้งไม่ดี วางจิตให้อยู่ตรงกลางแบบสบายๆ นั่นเเหละ คือการทำจิตเพื่อพระนิพพาน"
.
สมเด็จองค์ปฐม
ที่มา : หนังสือ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๘ หน้า ๑๔๐
รวบรวมโดย : พล.ต.ท. นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

Image by InspiredImages from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อวิชชา ไม่ใช่แค่ความไม่รู้


มนุษย์สนใจแต่ตัวรู้ ซึ่งมาจากคุรุผู้รู้  จากผู้อื่น
น้อยคนนักที่จะค้นพบด้วยตัวเอง 
ว่าตามๆ กันมา กลายเป็นกรอบความคิด 
กรงขังเราเอง 
ทุกๆ เรื่อง เราคิดว่า เรารู้ว่า เราเห็นว่า  
อย่างที่เราคิดนั่นถูก ใช่หรือไม่ใช่ 
พอเชื่อสิ่งใด ใจท่านก็จะปิด ทั้งโลก 
อยู่แต่สิ่งที่เธอเชื่อ 
และก็เกิดอีกฝั่งโดยปริยาย 
คือ ปฎิเสธ หรือ ไม่เชื่อ ขึ้น
ถึงแม้นเธอ ไม่เชื่อ นั้นก็ยึดในความไม่เชื่อ
ทั้งตัวรู้ และ สิ่งถูกรู้ ก็ไม่หมายเอาทั้งคู่
เพราะทั้งสองสิ่งนี้ 
ขนสัตว์โลก พาเวียนเกิดเวียนตายมาแล้ว 
นับชาติไม่ถ้วน
อวิชชา ไม่ใช่แค่ความไม่รู้
แต่ อวิชชา คือ ทุกสิ่งที่ไปรู้แล้วไปยึดเป็นเจ้าของ

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

Image by Wolfgang_Hasselmann from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

คนดีนั้นคือคนอยู่เหนืออารมณ์


สุขที่เกิดจากการให้อภัยดูแล้วมันจะคล้ายคนแหย คนไม่สู้คน แต่ถ้าเรียนรู้แล้ว
คนแหยนั้นเป็นอีกประเภทหนึ่ง  คือคนโง่ดีๆ นี่เอง ขี้กลัว ไร้สติไร้การให้อภัย
. 
ส่วนคนดีนั้นคือคนอยู่เหนืออารมณ์ ที่โกรธเกลียดคืออยู่เหนือความคิดนั่นเอง 
นั่นเป็นคนซึ่งเข้าใจคนจนกระทั่งอยู่เหนือคน
.
ดังนั้น ไม่มีศัตรูที่เป็นคน  ไม่คิดว่าใครเป็นศัตรู เขาด่า เขาโกง เขาเกลียด 
ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นศัตรูที่จะต้องตอบโต้ 
เพราะหนทางของเราในการภาวนานั้น เหมือนกับไปในห้วงอวกาศ 
ในขณะที่คนที่เขารู้สึกว่าเราเป็นศัตรูเขาเพียงเดินดิน 
ดังนั้นมันจะชนกันไม่ได้ จริงหรือเปล่า
. 
เมื่อเขาเป็นปลาเราเป็นนก นกก็ไม่มีเรื่องอะไรของปลา 
แต่ถ้าเราเผลอไป เราเป็นนกอยู่แท้ๆ แล้วโฉบลงไปในน้ำ 
ในที่สุดเราก็ตกเป็นเหยื่อของปลา 
เราไปตอบโต้กับเขา เราก็ตกเข้าไปสู่ระดับของปัญหา
. 
ดังนั้น รักษาหัวใจของตัวเองให้ดี 
อย่าท้อ อย่าระอา อย่าเบื่อ อย่าน้อยใจ เมื่อกระทบกระทั่งกับผู้อื่น
ผู้ที่เดินทางนี้ไม่รู้สึกว่าตัวเองได้หรือเสียอะไร 
คนไม่คบก็ไม่เป็นไร ฟ้าดินรู้
. 
ภาษิตของจีนว่าอย่างนั้น 
เราทำความดีไม่มีใครยกยอ ไม่เป็นไรฟ้าดินย่อมรู้ 
แต่ว่าถ้าคนที่ภาวนารู้สึกตัวได้ดีแล้วนั้น ฟ้าดินอะไรก็มายุ่งไม่ได้ 
เพราะเราเหนือฟ้าเหนือดิน 
เมื่อเรารู้ตัวของเราดี 
ไม่ได้เกี่ยวกับอำนาจอะไรทั้งสิ้น นั่นคือการภาวนาของเรา
.
ท่านเขมานันทะ
ช่วงชีวิต ช่วงภาวนา พิมพ์ครั้งที่ 2 ปกอ่อน หน้า 104 
Image by Karuvadgraphy from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





 

การกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างง่ายๆ


การกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างง่ายๆ 
เพียงแค่...
เดินอย่างไร้ผู้เดิน
กินอย่างไร้ผู้กิน
ทำอย่างไร้ผู้ทำ
คิดนึกอย่างไร้ผู้คิดนึก
สุข-ทุกข์อย่างไร้ผู้สุข-ทุกข์
มีตัวตนอย่างไร้ผู้มีตัวตน
ฯลฯ 
เป็นการกลับคืนสู่ธรรมชาติสดๆ 
ที่นี่ เดี๋ยวนี้ 
อิสระที่นี่ เดี๋ยวนี้

อิโตมิ จัง

Image by Jordan_Singh from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ใจที่เป็นกลางก็คือ ใจที่เป็นธรรมะ


สรณะอื่นใด จะยิ่งไปกว่า
พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ
นั่นเป็นอันว่าไม่มี
ถ้าหากว่าใจของเรา
ถึงพุทธะ ถึงธรรมะ ถึงสังฆะแล้ว
รัตนะทั้งสามจะมารวมตัวกัน
เข้าอยู่จุดศูนย์กลางคือธรรมรัตนะ
ธรรมก็คือใจที่เป็นกลาง
ใจที่เป็นกลางก็คือ ใจที่เป็นธรรมะนั่นเอง
ถ้าหากว่าใจของพวกเรา
เข้าอยู่ในจุดที่เป็นกลางๆ นี้แล้ว
จะไม่มีสิ่งอื่นใดที่ใจของพวกเรา
จะเข้าไปเกาะอยู่ได้อีก
มีแต่สรรพสิ่งทั้งปวงที่มีอยู่ในโลกเท่านั้น
จะมาขออาศัยให้เราไปเป็นที่พึ่ง

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by Lancier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จิตยังปรารถนาจะอยู่เฝ้าวัฏฏะ


ถ้าใครจิตมันเกิดความภูมิใจ
ยินดียามทำกุศลและได้ฟังว่า 
กุศลกรรมที่ทำจะส่งให้
ได้ภพเทวดาชั้นนั้นขั้นนี้ 
ขอให้รู้ตัวเถอะว่า 
"จิตยังปรารถนาจะอยู่เฝ้าวัฏฏะอีกยาว"

การเดินทาง แห่งจิตวิญญาณ

Image by tonywuphotography from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

แล้วท่านก็จะอยู่ในสมาธิตลอดเวลา


จงทำใจของท่านให้อยู่ในสภาพ
เหมือนกับความว่างอันหาขอบเขตไม่ได้
แต่อย่าให้มันเข้าไปติดในทิฏฐิว่า “ดับสูญ”
จงให้ใจทำหน้าที่ของมันอย่างอิสระ 
ไม่ว่าท่านจะกำลังทำงานหรือหยุดพัก
จงอย่าให้ใจของท่านเกาะเกี่ยวในสิ่งใด
จงอย่าไปรู้สึกว่ามีความแตกต่าง
ระหว่างอริยบุคคล กับบุคคลธรรมดา 
อย่าไปคิดว่ามีความแตกต่าง
ระหว่างตัวผู้กระทำ กับสิ่งที่ถูกกระทำ
จงปล่อยจิตเดิมแท้และสิ่งทั้งปวง
ไว้ในสภาพแห่งความเป็นเช่นนั้น 
แล้วท่านก็จะอยู่ในสมาธิตลอดเวลา

ท่านเว่ยหล่าง
.
พุทธทาสภิกขุ แปล
จากสูตรของเว่ยหล่าง  หน้า ๑๕๔

Image by anishikiya from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ความรู้สึกหมดสนุกในการยึดมั่นถือมั่น


พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราพิจารณา
เรื่องความเกิดเรื่องความดับในชีวิตประจำวัน 
ส่วนมากเราจะจับจ้องแต่ความเกิด 
เพราะมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจ 
เราไม่ค่อยชอบดูความดับ
ความสิ้นไปของสิ่งต่างๆ 
แต่การหันมาดูเรื่องความดับ 
ย่อมเกิดปัญญามากกว่าการดูการเกิด 
การสังเกตเห็นความดับของอารมณ์ 
ความดับของความรู้สึกนึกคิดต่างๆ 
ทำให้สลดสังเวชในการเวียนว่ายตายเกิด 
และนำไปสู่ ‘นิพพิทา’ความเบื่อหน่าย 
‘นิพพิทา’หรือความเบื่อหน่ายนี้
เป็นความรู้สึกที่เยือกเย็น 
ไม่มีโทสะเข้าไปแอบแฝงเลย 
เป็นความรู้สึกหมดสนุกในการยึดมั่นถือมั่น

พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่าเขลาจนไม่เข้าสู่ธรรม


เฝ้าดูในจิตตน ทั้งวันและคืน
หากปรากฏอกุศลในจิต
ดับมันให้สิ้นจากรากเหง้าในใจ
นำจิตสู่ความดี
หากพบใครที่ทำชั่ว จงเมตตาเขา
เราอาจยึดติด หลงไหล
ในวัตถุใดใด
จงปล่อยวางปล่อยไป
เมื่อได้ยินวาจาที่ไม่น่าพอใจ
จงเข้าใจว่ามันคือเสียงสะท้อน
แห่งความว่าง
เมื่อพบกับโชคร้ายหรือความทุกข์
จงเข้าใจว่ามันคือสิ่งชั่วคราว
จงตระหนักไว้เสมอว่า
ธรรมชาติเดิมแท้ยังอยู่กับตน
การได้เกิดในภูมิมนุษย์นั้นแสนยาก
อย่าเขลาจนไม่เข้าสู่ธรรม

คุรุรินโปเช
เพจมหายาน ธิเบต
........
Day and night, look into your mind. If your stream of mind contains any nonvirtue, renounce it from the core of your heart and pursue virtue. When you see other people committing evil, feel compassion for them. It is entirely possible that you will feel attachment to or aversion for certain sense objects. Give that up. 
When you feel attachment towards something attractive or aversion towards something repulsive, understand that to be your mind’s delusion, nothing but a magical illusion. When you hear pleasant or unpleasant words, understand them to be an empty resounding, like an echo. 
When you encounter severe misfortune and misery, understand it to be a temporary occurrence, a deluded experience. Recognize that the innate nature is never apart from you. To obtain a human body is extremely difficult, so it is foolish to ignore the Dharma.

Image by angelicavaihel from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา