คนไข้ติดอกติดใจในของแสลง


การที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงว่า
ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั้น
เป็นการเผยความจริงออกมาให้เห็น
เสมือนหมอบอกเหตุแห่งโรค
แก่คนไข้และให้เว้นของแสลงเสีย
แต่คนไข้ติดอกติดใจในของแสลงอยู่
จึงหาเชื่อฟังหมอไม่
เขาคงกินของแสลงไปกินยาไป
ในที่สุดโรคก็ไม่หาย

อ.วศิน อินทสระ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม



พุทธภาษิตที่ว่า
“ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม”
ความหมายที่แท้จริงก็คือ 
เมื่อมีปัญญา เข้าใจความจริง 
ปัญญานั้นก็จะรักษาใจไม่ให้ทุกข์
ถึงแม้จะสูญเสียทรัพย์สมบัติ แต่ใจไม่ทุกข์
ถึงแม้ร่างกายเจ็บป่วย แต่ใจไม่ทุกข์..
เมื่อเห็นความจริงของชีวิตและโลก 
ก็ไม่ยึดติดถือมั่น 
พร้อมยอมรับความแปรเปลี่ยนได้
ตระหนักดีว่าชีวิตเหมือนกระแสน้ำ 
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มาแล้วก็ผ่านเลยไป
ไม่สามารถที่จะยึดให้มันอยู่นิ่ง
หรือให้เป็นของเราตามใจเราได้

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ทุกคนไม่เคยหยุดอยาก มีแต่อยากจะไป "หยุด"


พระพุทธเจ้าสอนให้เราดับต้นเหตุ
ที่ทำให้เกิดทุกข์ ก็คือ ตัวสมุทัย 
เหตุให้เกิดทุกข์ ซึ่งก็คือตัณหานั่นเอง ได้แก่
กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา 
เราจึงต้องมาดับตัณหา
ก็คือ ความอยากได้และความไม่อยากได้ 
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดทุกข์ 
เราต้องมาหยุด "อยาก" ทุกคนไม่เคยหยุดอยาก
มีแต่อยากจะไป "หยุด"กัน .. 
อยากจะไปหยุดธรรมชาติให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ที่เราเดือดร้อนกันทุกวันนี้ 
ไม่ได้เดือดร้อนเพราะอะไรเลย 
เดือดร้อนเพราะมาฝืนธรรมชาติ 
หากทุกคนมาปลดปล่อยธรรมชาติทั้งหมด
ให้มันเป็นธรรมชาติเสีย 
เพื่อเราจะได้เป็นธรรมชาติ 
เมื่อปล่อยธรรมชาติทั้งหมดนี้ให้อิสระ 
เราก็จะได้อิสระจากธรรมชาติ 
แค่นี้ก็ต่างอันต่างอยู่ต่างอันต่างจริง
ไม่เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


อย่าไปบังคับ ข่มขี่จิต


นักภาวนามีหน้าที่เพียงแค่ 
ตั้งใจนึก บริกรรม ภาวนา เท่านั้น
ไม่มีสิทธิ์ที่จะบีบบังคับ ข่มขี่ 
ให้จิตเกิดความสงบและเกิดความรู้
ถ้าเรามีความตั้งใจ ที่จะบังคับ กดขี่ 
ให้จิตเกิดความสงบ
ก็เป็นกิริยาแห่งความอยาก 
คืออยากให้จิตมันสงบ อยากให้จิตมันเกิดความรู้
เมื่อเราปฏิบัติด้วยความอยาก 
จิตของเราจะสงบได้อย่างไร 
เพราะความอยากเป็นตัวกิเลสที่คอยปิดกั้น
ดังนั้น นักภาวนาควรจะได้ทำจิตของตนเอง 
เพียงแค่นึกคำภาวนา และมีสติรู้ 
อยู่กับคำบริกรรมภาวนาเท่านั้น
เรื่องความสงบหรือไม่สงบ ให้เป็นเรื่องของจิตเอง 
อย่าไปบังคับ ข่มขี่

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่แท้จริง


ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่แท้จริง
เกิดจากการลดความยึดมั่นในทิฏฐิและความเห็น
ความถ่อมตนงอกงามเมื่อเราไม่ต้องกังวล
ต่อภาพลักษณ์ตนเองในสายตาคนอื่น
และเห็นว่าความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย

 พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป


คำว่า "จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป"
ประโยคสั้นนิดเดียว ครอบคลุมธรรมะมหาศาล
ทำอะไร ทำญาณ
"ญาณ" คือ ปัญญา
ไม่ใช่บอกว่า จงมีสติเห็นจิตนะ
จงมีญาณเห็นจิต ญาณคือปัญญา
ญาณเป็นตัวปัญญาเห็นไตรลักษณ์

ถ้าสติเห็นตัวสภาวะ ตัวปัญญาเห็นไตรลักษณ์
-สติ เห็นสภาวะ เช่น เห็นตัวความโกรธ..สติเป็นตัวรู้
-ปัญญา เป็นตัวเข้าใจถึงความเป็นไตรลักษณ์
ว่าสิ่งที่สติไประลึกนั้นล้วนแต่ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
เพราะฉะนั้นการดูจิตนี้ไม่ใช่ใช้สติไปดู
แต่ใช้ปัญญาไปดู
คือดูให้เห็นไตรลักษณ์
ดูความเป็นไตรลักษณ์ของจิต
ไม่ใช่ดูตัวจิต..
เพราะฉะนั้น เราเห็นจิตเหมือนตาเห็นรูป
หมายความว่า จิตเป็นอย่างไรก็เห็นเป็นอย่างนั้น
ไม่ใช่เข้าไปแทรกแซง
แต่เห็นด้วยญาณ สภาวะจิตเป็นอย่างไร
ทุกๆ สภาวะนั้นล้วนแต่แสดงไตรลักษณ์
ดูเข้าไปตรงนี้ 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




ทิ้งโลกออกจากใจ ไม่ใช่หนีโลก


จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ผู้เห็นการณ์ไกลควรหัดเสียสละ


ผู้เห็นการณ์ไกลควรหัดเสียสละ
คราวละเล็กละน้อย
เป็นการสร้างนิสัย อุปนิสัย 
และอัธยาศัยที่ดีให้แก่ตน 
นิสัยนั้นจะค่อยๆ หยั่งรากลงลึก
เป็นอุปนิสัยสันดานที่มั่นคง ทำลายยาก 
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และการเสียสละ
จะค่อยๆ แผ่ขยายวงกว้างออกไป 
จนสามารถทำสิ่งที่
คนทั้งหลายอื่นทำได้โดยยาก
เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความดี
และความสุขของโลก

อ.วศิน อินทสระ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



การยอมเขา ใช่ว่าเรายอมแพ้


การยอมเขา ใช่ว่าเรายอมแพ้ 
แต่เราจะแก้ ฝึกตัวฝึกใจให้จิตสงบ 
สยบอยู่ภายใน ด้วยการให้อภัย 
ไม่รบใครนั้น
ชนะใจตน

เกร็ดธรรมะจากวัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


อยู่"ให้" ... จึงจะเป็นสุข


อยู่"ให้" ... จึงจะเป็นสุข
ถ้าอยู่ "เอา" ความสุขจะหายไปโดยธรรมชาติ...
แม้แต่ธรรม 
คิดแต่จะ "เอาธรรม" ก็เลยพยายามจะ "ทำเอา"
ทำเอาธรรม อาจทำได้
แต่ก็เพียงแค่ "ได้ทำ"
ไม่มีทาง "ได้ธรรม" ...
ความสุข ความสงบ ความสันติน่ะ มันคือผล
แล้วตามหลักธรรมชาติ
สิ่งทั้งหลายล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย
แล้วหนึ่งในเหตุปัจจัยแห่งความสุข
ก็คือ ก า ร เ ป็ น ผู้ ใ ห้ นี่ ล่ ะ . . .

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Cr.Facebook Lovely Ole

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา