บุคคลของธรรม สลดแต่ไม่โศก


มีคำพูดว่า “บุคคลของธรรม สลดแต่ไม่โศก” 
มีเรื่องที่เป็นเหตุให้ทุกข์มันก็ทุกข์ แต่มันทุกข์เฉยๆ 
มันไม่ได้ทุกข์แบบคร่ำครวญตีอกชกหัว
เรียกร้องสิ่งที่แตกสลายให้คืนมา 
อย่างวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 
พระอรหันต์ที่หลุดพ้นแล้วท่านปลงธรรมสังเวช 
คือท่านไม่มีทุกข์ในใจ 
ส่วนพระอานนท์นี่ไปยืนร้องไห้อยู่คนเดียว 
แต่ท่านทุกข์เฉยๆ ไม่ได้ตีอกชกหัว 
คนที่รู้ความจริงชีวิตแล้ว โศกแต่ไม่เศร้า 
ทุกข์แต่ไม่ทรมานใจ ใจมันเฉยๆ 
เมื่อดีใจก็ดีใจแบบเฉยๆ ไม่ได้ดีใจแบบคลั่ง 
เสียใจก็เสียใจเฉยๆ 
นานเข้าก็ไม่มีคำว่า ดีใจ หรือ เสียใจ 
เมื่ออุเบกขาปรากฏอย่างต่อเนื่อง 
ทั้งดีใจและเสียใจก็ไม่ต่างกัน 
พรมแดนระหว่างดีใจและเสียใจมีไม่มาก

ท่านเขมานันทะ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

วิธีภาวนาแบบรู้ที่จิต


จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ถ้าปราศจากความสละละวาง



ถ้าปราศจากความสละละวางและความสลัดคืนในสิ่งทั้งปวงแล้ว 
ชีวิตไม่มีทางจะพบความสวัสดีปลอดภัยได้เลย

พระอาจารย์ชุมพล พลปญฺโญ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


อนัตตานุปัสสนา


 ..มองดูขันธ์ ๕ นี้ก็เห็นชัดเลย
ว่าเป็นของว่างเปล่าจากสัตว์จากบุคคล 
ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตนเป็นของตนจริงจังอะไร..
มองดูนอกขันธ์ ๕ นี้ออกไป
ก็มองไม่เห็นว่าอะไรจะเป็นแก่นสาร 
เป็นของเที่ยงของยั่งยืน..
มีแต่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น
แล้วก็แปรปรวนแตกดับไปอยู่อย่างนั้น..
ถ้าเกิดความรู้ความเห็นขึ้นมาอย่างนี้เสมอๆไป 
นั้นแหละท่านเรียกว่า “อนัตตานุปัสสนา” 
แปลว่า เห็นแจ้งในธรรมทั้งหลาย
ในสรรพสิ่งทั้งหลายว่าเป็น “อนัตตา”..
นี่แหละ..มีพระธรรมหรือว่ามีคุณธรรม
เป็นวิหารธรรม-เครื่องอยู่ภายในจิตใจ..
เมื่อใจมันมั่นอยู่ในธรรมเหล่านี้เสมอๆ ไปมันก็ทิ้งโลกได้ 
อาศัยอยู่กับโลกแต่ไม่ติดอยู่กับโลก 
เหมือนกับน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว 
ธรรมดาใบบัวจะหนีน้ำไม่ได้เลย 
ต้องแช่อยู่ในน้ำนั่นแหละ 
แต่ว่าใบบัวหากไม่ติดอยู่ในน้ำ 
น้ำไม่ซึมซาบเข้าใส่ในใบบัวได้ 
ฉันใดมุนีทั้งหลายก็ไม่ข้องอยู่ในอารมณ์ฉันนั้นแหละ 
ไม่ข้องไม่ติดอารมณ์ทั้งหลาย
ไม่ได้ซึมซาบเข้าสู่จิตใจของมุนีผู้รู้ทั้งหลายก็ฉันนั้น

 หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



เรามีปัญหาเมื่อไหร่ มันจะมีปัญหาไปหมด


ปัญหามันไม่มีอะไรกับเราหรอก
เราอย่าไปมีกับมัน
เพราะเราไปมีปัญหากับมัน ปัญหามันถึงได้มีกับเรา
ถ้าเราไม่มีปัญหากับมัน ต่อให้คนมาฆ่าเรา
เราก็ไม่มีปัญหาระหว่างเขากับเรา
ทุกอย่างยุติ สันติสุขทั้งคู่ ไม่มีเวร ไม่มีภัยต่อกัน
เรามีปัญหาเมื่อไหร่ มันจะมีปัญหาไปหมด

ครูบาเจ้าเพชร วชิรมโน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



จิตที่ว่างจากอุปาทาน ว่างทุกข์โดยอัตโนมัติ


คำว่า "สุญญตา" (ความว่าง) ก็มีทั่วไปในพระไตรปิฎก 
และยังตรัสกำชับไว้ว่า 
ข้อความเรื่องใดไม่เกี่ยวกับเรื่องสุญญตา 
ข้อความเรื่องนั้นไม่ใช่ตถาคตภาษิต..
เรื่องสุญญตานี้มิใช่เล็งถึงแต่ความว่างเฉย ๆ 
แต่เล็งถึงการทำให้จิตว่าง
จากสิ่งที่มากลุ้มรุมหุ้มห่อจิตให้เศร้าหมอง 
ให้มีจิตว่างจากกิเลสโดยเฉพาะ 
คืออุปาทานอันเป็นตัวการแห่งทุกข์โดยตรง 
ดังพระพุทธภาษิตว่า 
" จงเห็นโลกโดยความเป็นของว่างทุกเมื่อเถิด" ดังนี้เป็นต้น 
จิตที่เห็นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นของว่างอยู่นั้น 
คือจิตที่ว่างจากอุปาทานซึ่งย่อมจะว่างทุกข์ด้วยโดยอัตโนมัติ 
ซึ่งในที่นี้เราเรียกว่า "จิตว่าง" ..
การปฏิบัติเพื่อทำจิตให้ว่างจากอุปาทาน 
ประเด็นเดี่ยวนี้เท่านั้น ที่เป็นเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา 
การปฏิบัตินอกนั้นมีทั่วไปแม้ในศาสนาอื่น 
ดังนั้นพระไตรปิฏกที่แท้จะมุ่งสอน
แต่เรื่องทำจิตให้มีสุญญตาแต่อย่างเดียว 
และสุญญตาถึงที่สุดนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน

ท่านพุทธทาสภิกขุ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ตนเป็นที่พึ่งของตน ก็คือจิตนี่แหละ


ทำไมพระพุทธเจ้าจึงบอกว่า อัตตาหิ อัตโน นาโถ
ทำไมต้องบอกว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
คนอื่นใครจะพึ่งได้ ทำไมพูดอย่างนี้
แล้ว ตน คือใคร?
ตน ก็คือจิตที่เราฝึกนี่ไง
ตนเป็นที่พึ่งของตน ก็คือจิตนี่แหละ
เมื่อผู้ใดตามรักษาจิต
ผู้นั้นชื่อว่ารักษาตน
ผู้ใดรักษาตน
ผู้นั้นย่อมพ้นจากบ่วงของมารได้

พระอาจารย์ธัมมทีโป

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ใครรู้สึกสติขาดบ่อยบ้าง ถ้ารู้สึกอย่างนี้ดี


มีสติ เดี๋ยวก็ขาดสติอีกแล้ว
ใครรู้สึกสติขาดบ่อยบ้าง
ถ้ารู้สึกอย่างนี้ดี
ถ้าใครรู้สึก สติฉันไม่เคยขาดเลย สติเที่ยง
อันนี้เวรกรรมแล้ว
จริงๆ แล้ว มันเกิดดับตลอดเวลา
กระทั่งจิตก็เกิดดับ 
จิตไม่ได้เที่ยง อย่าไปเข้าใจผิด
ถ้าเห็นว่าจิตเที่ยง เป็นมิจฉาทิฏฐิ
เรียกเป็น "สัสสตทิฏฐิ"...

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ปล่อยวางแม้กระทั่ง "สิ่งที่ถูก"


ความหลุดพ้น ปล่อยวางแม้กระทั่ง "สิ่งที่ถูก"
อย่าปล่อยวางโดย "ความยึดมั่นถือมั่น" 
อย่ายึดมั่นถือมั่น แม้กระทั่งในสิ่งที่ถูกต้อง
เมื่อเห็นว่าเราถูกแล้ว ก็เห็นว่าเราไม่ผิด
แต่ความเป็นจริงแล้ว "ความผิด" มันฝังอยู่ใน "ความถูก" 
แต่เราไม่รู้จัก นี่คือ "ทิฏฐิมานะ"
"ทิฏฐิ" คือความเห็น "มานะ" คือความยึดไว้ถือไว้
ถ้าเรายึดในสิ่งที่ถูกก็เรียกว่ามันผิด 
ถือถูกนั่นแหละ ยึดมั่นถือมั่นในความถูก 
ไม่เป็นการปล่อยวาง
เมื่อปัญญารู้แจ้งเห็นจริงแล้ว “วางทันที” 
วางตัวปัญญานั้นอีกที  เข้าสู่ "ความว่าง” 
อยู่กับ “ความว่าง”

หลวงปู่ชา สุภัทโท

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น มันก็ละลายของมันไป


อะไรๆ ที่มีการปรากฎ มีการเกิด ย่อมดับเอง
มันก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็สลายไปเองเรื่อยๆ
แต่ความรู้สึกของเรามันจะลวงหลอกไป
การปรุงมันเกิดมาจากอวิชชา
ให้เกิดสังขาร ก็เลยปรุงแต่งขึ้นเรื่อยๆ 
ไม่ให้เราหยุดสักที เมื่อมันปรุงขึ้นมาอีก 
เราก็ว่า อันนี้เป็นของไม่แน่นอน ตัดบทมันไปเลย
ตัวที่ไปตัดก็เป็นสังขาร
มีเราหลงไปจัดการตามความคิด
เลยไม่หยุดซักที 
ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น มันก็ละลายของมันไป.. 

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา