การวินิจฉัยความรู้สึกคิดนึกอยู่ตลอดเวลา




การวินิจฉัยความรู้สึกคิดนึกอยู่ตลอดเวลา
เท่ากับถอยตัวออกมาจากสิ่งที่ถูกรู้ 
เมื่อวินิจฉัยมันอยู่เรื่อยๆ 
เท่ากับวิจัยขันธ์ ๕ อยู่เรื่อยๆ 
เท่ากับหัดกลั่นน้ำสกปรกให้เป็นน้ำใส
สติปัญญาตรงนั้นที่ฝึกฝนอบรม
จนเป็นนิสัย จนเป็นอัตโนมัติ 
ครูบาอาจารย์ท่านเรียกมหาสติ มหาปัญญา


พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เมื่อเราวางสุขได้แล้ว




เมื่อเราวางสุขได้แล้ว 
ทุกข์ก็วางได้.. 

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การปฏิบัติธรรมก็เพื่อแยกใจให้ออกจากร่างกาย




การปฏิบัติธรรมก็เพื่อที่จะแยกใจให้ออกจากร่างกาย
ให้ต่างฝ่ายต่างอยู่กัน อยู่ตามธรรมชาติของตน 
ธรรมชาติของร่างกายก็คือ “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” 
ธรรมชาติของใจก็คือ “สักแต่ว่ารู้” “อุเบกขา” 
นั่นคือสิ่งที่เราต้องแยกมันออกจากกัน 
ปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างเป็นไปตามธรรมชาติของเขา 
ที่ใจไม่เป็นสักแต่ว่า ไม่เป็นอุเบกขา
ก็เพราะว่า มันถูกตัณหาถูกโมหะความหลง
มันหลอกให้มาจับมามัดให้ติดกับร่างกาย..
แล้วก็เกิดความอยากไม่ให้ร่างกายแก่ 
ไม่ให้ร่างกายเจ็บ ไม่ให้ร่างกายตาย 
แต่ไปห้ามมันไม่ได้..ความทุกข์ก็เกิดขึ้นภายในใจ


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงจะมีศีล โดยไม่ต้องสมาทานและรักษา




ศีลที่ต้องตีความเป็นศีลโลก ๆ...
ส่วนศีลเหนือโลกไม่ต้องตีความ
เพราะผู้ปฏิบัติที่มีสติสัมปชัญญะ
ย่อมไม่นำตนเข้าสู่ภาวะล่อแหลมต่อการเสียศีล
ความแตกต่างกันนี้เอง ทำให้ชาวบ้าน...
เขาถือศีลได้อย่างกระพร่องกระแพร่ง
ส่วนผู้ปฏิบัติที่แท้จริงจะมีศีล
โดยไม่ต้องสมาทานและรักษา
เพราะสติสัมปชัญญะ
ที่รักษาจิตตนเองนั้นแหละ
คือเครื่องทำศีลให้สะอาดบริสุทธิ์ไปในตัว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การสลัดคืน การไม่เอาอะไร จะทำให้จิตเป็นอิสระ




ถ้าเราเที่ยวนึกคิดไปต่างๆ นานา 
จิตก็มีการปรุงแต่งไปสารพัด 
ล้วนแต่จะเป็นความสกปรก เศร้าหมอง 
อยู่กับดีๆ ชั่วๆ ตัวตนของเรา ของเขา 
จนจิตนี้ก็จะถูกผูกมัดทำให้หมดอิสระ
การสลัดคืน การไม่เอาอะไร 
จะทำให้จิตนี้เป็นอิสระขึ้นมา 
มันก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมาง่ายๆ อย่างนี้


ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ไม่มีความจำเป็นต้องไปละนั่นละนี่





การที่ใครๆ จะปฏิบัติให้ถึงมรรคผล เป็นพระโสดาบัน 
เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ 
จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปละนั่นละนี่ 
ที่แท้การคิดว่าจะละ..จะละความโลภ ละความโกรธความหลง 
คิดจะละอย่างนั้นมันกลับผิด เพราะเราจะละสิ่งใด 
เราต้องรู้เห็นตามความเป็นจริง และตามความเป็นจริงแล้ว 
เราไม่อาจจะละอะไรได้ทั้งนั้น มีแต่มันละเราเพราะว่าเรายึดมันไว้


หลวงปู่เจือ สุภโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

คุณค่าด้านจิตใจ ต้องอาศัยการสละออก




การใช้ชีวิตเพื่อการเสียสละหรือการปล่อยวาง 
ไม่ใช่เรื่องของการได้หรือการเอา 
แม้แต่การได้ฌานก็ยังเป็นเรื่องของการสละออกไป 
ไม่ใช่เรื่องของการบรรลุถึง เมื่อเราสละละวางได้มากเท่าใด 
ปล่อยวางออกไปได้มากเท่าใด 

หลังจากนั้น สภาวะของฌาน ก็จะเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ


พระอาจารย์สุเมโธ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การหลงอยู่ในฌาน ทำให้เสียเวลาล่าช้า




ผู้ที่มีสติปัญญาที่ดี มีความฉลาดรอบรู้ในสมาธิ 
ไม่หลงติดอยู่ในความสงบ และมีปัญญารอบรู้ในฌาน 
จะมีความสำนึกได้ว่า ที่จะเข้ากระแสแห่งมรรคผลนิพพาน 
ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติที่ดีจะมีสติปัญญาบากบั่น
ตัดกระแสของกิเลสตัณหาให้หมดไปสิ้นไปจากใจโดยเร็ว 
ไม่ต้องไปวกวนโค้งไปมาตามฌานให้เสียเวลา 
นี้คือความเห็นที่เป็นสัมมาทิฏฐิที่สมบูรณ์


หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

จะไม่กำหนดรู้คำภาวนา ไม่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกก็ได้




ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก 
เราสักแต่ว่าเห็น เราสักแต่ว่ารู้ 
ไม่ยึดถือว่ามันเป็นเราของเรา 
ถ้าทำจิตอย่างนี้ได้จนเป็นเอกัคตารมณ์ 
มีปัญญาเห็นได้ชัด สามารถตัดขันธ์ห้า 
คือไม่เกี่ยวข้องกับขันธ์ห้าได้ ใจจะเป็นสุข 
ถ้าพิจารณาอย่างนี้ได้เสมอๆ 
จะไม่กำหนดรู้คำภาวนา 
ไม่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกก็ได้


หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

มีกายที่ยังไม่ตายก็คือมีศีลแล้ว




ศีล คือ กาย มีกายที่ยังไม่ตายก็คือมีศีลแล้ว 
เพียงพอแล้วที่จะเป็นต้นทุนในการศึกษา
รูป นาม กาย ใจ ให้รู้จริงตามที่มันเป็นจริง 
ไม่ต้องหาอะไรมาเพิ่มอีก 
เพียงแค่ดูลงไปที่ “กาย”ในปัจจุบัน 
มันก็มี “รู้” ในปัจจุบันแล้ว 
แต่ถ้ากายนี้ตายแล้วก็เป็นซากศพ 
มันไม่มีศีลแล้ว หมดทุนแล้ว

หลวงพ่อไพฑูรย์ ขันติโก

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา