เมื่อสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ก็เป็นคนสมบูรณ์




มีสติรู้ตัวเสมอ รู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
กับกาย วาจา จิตของเรา 
รู้ว่าดี ชั่ว ถูก ผิด 
บุญ บาป ไม่บุญ ไม่บาป นั้น 
ล้วนเกิดมาเพื่อฝึกสติสัมปชัญญะของเรา 
เมื่อสติสัมปชัญญะของเราสมบูรณ์ 
เราก็เป็นคนสมบูรณ์ สามารถทำความดี
ได้สมบูรณ์ นี่คือแนวทาง 

หลวงพ่อทอง จนฺทสิริ

รู้แล้วปล่อย รู้แล้ววาง เป็นมรรค




รู้แล้วปล่อย รู้แล้ววาง เป็นมรรค 
รู้แล้วถือ รู้แล้วยึด เป็นสมุทัย

พระอาจารย์อังคาร อัคคธัมโม

ให้ใช้ความคิดเป็นเครื่องรู้ของจิต



          ให้ทำสติกำหนดรู้ลงที่จิต คอยจ้องดูว่าความคิดอะไรจะเกิดขึ้น พอมีความคิดอะไรเกิดขึ้น เราทำสติตามรู้ รู้ตามไปเรื่อย จิตมันจะคิดเรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องสารพัดสารเพอะไรก็แล้วแต่ ปล่อยให้มันคิดไป แต่หน้าที่ของเรา ทำสติตามรู้อย่างเดียว จะคิดเรื่องบุญเรื่องบาปเรื่องกุศลอกุศลอะไรไม่สำคัญ ให้กำหนดเอาความคิดอันนั้นแหละเป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ

                                                                                                    หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

รู้จริงคือรู้ไตรลักษณ์




...เมื่อเราอยากจะรู้จริง เราก็ต้องทิ้งตัวรู้ก่อน 
รู้ปลอมๆ เนี่ย เมื่อเราทิ้งตัวรู้ได้ปุ๊บ 
รู้จริงมันก็เกิดขึ้น รู้จริงคือรู้ว่าทุกสิ่งอย่าง
มันเกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่ มันก็ดับไป 
เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่ มันก็ดับไป ...
ตัวรู้จริงมีหน้าที่แค่นี้ ไม่ไหลไปตามอารมณ์ 
นี่เค้าเรียกรู้แบบธรรมะ...


หลวงพ่อวิชัย เขมิโย

สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกจิตให้เข้าใจและปล่อยวาง




พระพุทธเจ้าทรงแน่วแน่กับสิ่่งที่ได้ตรัสสอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด
คือการฝึกจิต ให้เข้าใจและปล่อยวางสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา 
โดยความเข้าใจนี้ แก่นแท้ธรรมชาติของตัวเราและสิ่งทั้งหลาย
จะเผยตัวออกมาเอง พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ชัดเจนมากว่า
ประสบการณ์ความเข้าใจในสัจธรรม ...
ไม่สามารถสรุปย่อเป็นหลักการ หรือสื่อได้โดยใช้คำพูด
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การฝึกจิต 

พระอาจารย์สุเมโธ

ให้รู้จักจิตว่าคราวไหน เกิดอะไร




ทุกข์เกิด ก็ให้อยู่กับทุกข์ สุขเกิด ก็ให้อยู่กับสุข ให้รู้จักตัวมัน 
ให้รู้จักจิตว่าคราวไหน เกิดอะไร ให้อยู่กับมัน 
....สังเกตดูมัน ให้ควรดูมันโดยกำหนดจดจ่อ ดูมันให้ตลอด 
ผลที่สุด มันก็จะจืดจางหายไป เช่นเดียวกับนั่งทับหญ้า 
นานๆ ไป มันก็จะค่อยๆ ตายไปเอง....

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

เมื่อเพียรดูจิต จะเข้าใจสังขาร




เมื่อเราเพียรเพ่งดูจิต 
ดูความคิด ความนึกของตัวตลอด 
ไม่ยอมให้หลุดจากจิต 
แล้วเราจะเข้าใจสังขาร 
อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ...
มันปรุงเราให้ดีใจ เสียใจ 
ร้องไห้ หัวเราะ โศกเศร้า 
มันปรุงเราได้ๆ

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร 

ขอให้ “จิตว่างจากอารมณ์” เท่านั้น




ให้พากันเร่งนะความเพียร
อย่างอื่นอย่าไปสนใจมาก
กำหนดที่ “จิต”
ขอให้ “จิตว่างจากอารมณ์” เท่านั้น
มันจะเกิดความเปลี่ยนแปลงทันที

หลวงปู่ลี กุสลธโร

วิธีตามดูจิต



วิธีตามดูจิต
***********
          การตามดูจิตนั้นต้องมีอุบายวิธี มีวิธีการดูคือให้เราดูจิตไปเฉยๆ อย่าบังคับเขา ให้เราดูความรู้สึกชอบใจ ไม่ชอบใจ หรือรู้สึกเฉยๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงแต่สังเกต อย่าห้าม อย่าบังคับความคิด ให้สังเกตดูความคิดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สังเกตความรู้สึกทุกชนิด จะเห็นความรู้สึกเปลี่ยนไปทั้งวัน ไม่มีความรู้สึกใดตั้งมั่นอยู่กับที่ จิตไม่เปลี่ยนนั้นไม่มี พอเราเห็นจิตเปลี่ยนไปแล้ว จิตของเราจะรู้สึกเฉยๆ ทำให้จิต ไม่เป็นทุกข์ นี้เป็นวิธีการที่จะทำให้เราฉลาดในจิตของเราเอง..

                                                                                           พระอาจารย์มานพ อุปสโม

“รู้” ได้โดย “มิได้ยึดถือ” คือการข้ามความหลง





มีคำถามว่า การ “ข้ามหลง” จะข้ามด้วยวิธีไหนได้หนอ
ตอบย่อๆ พอฟังได้ง่ายๆ ว่า ข้าม “ผู้รู้”.
“รู้” ได้โดย “มิได้ยึดถือ” ว่า ผู้รู้เป็น “เรา เขา สัตว์ บุคคล ตัวตน”
ในขณะจิตใดๆ เลยแล้วได้ เรียกว่าเรา “ข้ามความหลง” ได้โดยสิ้นเชิง 
โดยประการทั้งปวง 

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต