เห็นด้วยปัญญา



ในบทสวดมนต์ มีข้อความตอนหนึ่งซึ่งเป็นพุทธพจน์ว่า
“เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง
นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด”
ข้อความนี้ระบุชัดว่า “เห็นด้วยปัญญา”
คือเมื่อมีปัญญารู้ชัดว่า สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ไม่น่ายึดถือ
จิตก็จะสงบอย่างแท้จริง

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ยินดีในความสงบด้วยปัญญา



ผู้มีปัญญาเหล่าใด 
ประกอบด้วยศีล 
ยินดีในความสงบด้วยปัญญา 
ผู้มีปัญญาเหล่านั้น 
เว้นไกลจากความชั่วแล้ว ...
ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น.

เย จ สีเลน สมฺปนฺนา ปญฺญายูปสเม รตา
อารกา วิรตา ธีรา น โหนฺติ ปรปตฺติยา.

(โพธิสตฺต) ขุ.ชา.จตุกฺก ๒๗/๑๔๓.

มรรคที่มี อยู่ที่ตนของตนนี้เอง




...มรรคที่มี อยู่ที่ตนของตนนี้เอง 
เมื่อเราจะเจริญซึ่งสมถะหรือวิปัสสนา 
ก็ไม่ต้องหนีจากกายกับจิต ไม่ต้องส่งนอก
ให้พิจารณาอยู่ในตนของตน เป็นโอปนยิโก 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ปฏิบัติแล้วทุกข์เบาลง จึงจะถูกต้อง



ถ้าเรามาถูกทางแล้ว ถูกต้องแล้ว 
ความทุกข์จะต้องน้อยลงไป
ดังนั้น ใครที่ปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกสบายขึ้น 
รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าทุกข์เบาลงไป 
อันนั้นถูกต้องเลย...
แต่ถ้าปฏิบัติธรรมแล้วกลับยิ่งหนัก
กิเลสยิ่งหนาแน่นขึ้น อัตตาตัวตนมากขึ้น
แสดงว่าต้องมีที่ผิด 
ต้องมีความหลงผิด 
ต้องมีบางอย่างไม่ถูกต้อง 
ต้องแก้ไขแล้วนะนี่

พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโต

ให้ผู้มีสติตื่นรู้อยู่เฉยๆ เหมือนแมงมุมเก็บตัวอยู่ตรงกลางใย



เริ่มต้น สติตั้งอยู่ไม่นาน 
ต่อมากลายเป็นที่พึ่งของจิตเราได้ 
ท่านให้ผู้มีสติตื่นรู้อยู่เฉยๆ 
เหมือนแมงมุมเก็บตัวอยู่ตรงกลางใย 
มีอะไรมากระทบจิต ...
จึงพิจารณาทันที 
แล้วกลับไปอยู่เหมือนเดิม 
เหมือนแมงมุม เห็นใยสะเทือน 
วิ่งออกไปจับแมลงเป็นอาหาร 
แล้วกลับไปอยู่ที่เดิม

พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ

การได้เห็นกาย/จิตตัวเองด้วยปัญญาอันชอบ




การได้เห็นกาย/จิตตัวเองด้วยปัญญาอันชอบ 
คือความภูมิใจของนักปฏิบัติธรรม

หลวงตาสุริยา วัดป่าโสมพนัส 
(ส.มหาปัญโญภิกขุ)

พยายามดูที่จิตอยู่เรื่อยๆ ไม่ต้องดูอะไรมาก



          การปฏิบัติ โยมทั้งหมดพยายามดูที่จิตอยู่เรื่อยๆ ก็แล้วกัน ไม่ต้องดูอะไรมาก เรากำหนดที่จิตไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่...ถ้ามันอยากได้ในสิ่งที่เดือดร้อน เราก็มาดูที่จิตก็แล้วกัน ถ้ามาดูที่จิตแล้ว มันไม่มีอะไรที่จะต้องการเอาเลย ถ้าคนว่าสิ่งที่ไม่ถูกหูเรา ถ้าเราจะรับไม่ไหวก็ต้องมาดูที่จิต ถ้ามาดูที่จิตแล้วไม่มีเลย...มีแค่ “ผู้รู้” อย่างเดียว...เราต้องมาดูตรงนี้ พยายามทำจิตของเรา ภาวนาทุกๆ วันก็เพื่อให้จิตเรารวมตรงนี้ เพื่อจะแก้ปัญหาภายในจิตของเรา ให้เป็นอิสระจากอารมณ์ทั้งหลาย

                                                                                               หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

เรียนธรรมะต้องเรียนที่กายและใจ




เรียนธรรมะต้องเรียนที่กายและใจ
หาตัวเองกันจริงๆ ต้องดูจิตของเราดูกายของเรา
หลักการดูจิตก็คือ ดูความคิด 
หลักการดูกายก็คือ ดูลมหายใจ...

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ตัวกูคือรากเหง้าของความทุกข์


ชีวิตของเราแท้จริงมีแต่กายกับใจ 
ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู 
ตัวกูเป็นสิ่งที่ใจปรุงแต่งขึ้นมาเอง 
แล้วก็ยึดเอาไว้ ไม่ปล่อย
เมื่ออะไรก็ตามมากระทบ ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ...
หากเกิดทุกขเวทนาก็จะเกิดความรู้สึกว่า 
กูทุกข์ กูปวด กูโกรธ
เมื่อเศร้า ไม่ใช่เพียงความเศร้าเกิดขึ้น 
แต่มีความรู้สึกว่า กูเศร้า 
นี้คือรากเหง้าของความทุกข์ทั้งปวง

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ไม่มีอะไรที่เป็นไปอย่างใจเราต้องการเสียทุกอย่าง



          ที่เราเครียดจริงๆ ก็เพราะว่าเราไปตั้งความหวังไว้กับคน ว่าเขาจะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างนี้ เขาไม่น่าจะทำอย่างนั้น ไม่น่าจะทำอย่างนี้ ตั้งความหวังไว้มากก็ผิดหวังมาก พอเครียดขึ้นมาเสียงตัวเองก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น รู้ตัวเมื่อไรให้รีบเบรกไว้ กลับมาสู่ความจริงที่ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปอย่างใจเราต้องการเสียทุกอย่าง เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน

                                                                                                   หลวงพี่เล็ก สุธมฺปญฺโญ