พุทธธรรมคือเรื่องของคนที่รู้จักจิตตัวเอง


พุทธธรรมคือเรื่องของคนที่รู้จักจิตตัวเอง 
เป็นการให้รู้โดยไม่ติดกับสิ่งนั้น 
แม้แต่การรู้ธรรมะ ก็ไม่ให้หลงว่าตัวเองรู้ 
ตัวรู้ต้องอิสระอยู่ตลอดเวลา 
คือออกมาดูตัวเอง ดูกายและใจ   

หลวงตาสุริยา วัดป่าโสมพนัส (ส.มหาปัญโญภิกขุ)

ให้มองดูจิต จึงจะเห็นพิษของกิเลส



กิเลสก็ฝังอยู่ที่จิต ธรรมก็ฝังอยู่ที่จิต
กิเลสจะพ่นพิษถ้าจิตไม่มีธรรมครอง
ให้มองดูจิต จึงจะเห็นพิษของกิเลส
มันมีเลสมีพิษอยู่ในจิตของตน
ค้นดูมันให้ทั่ว หาตัวมันให้เห็น...
จิตจะได้ร่มเย็นถ้าเห็นตัวมันแล้ว

หลวงปู่สาย เขมธัมโม

ความทุกข์ ความเดือดร้อนเกิดขึ้น เพราะถือว่าเรามี



คนเขลาคิดว่ามีบุตร มีทรัพย์ 
จึงมีความเดือดร้อน
ความจริง “ตัวเองก็ยังไม่มี”
บุตรและทรัพย์จะมีมาจากที่ไหน
ความทุกข์ ความเดือดร้อนเกิดขึ้น
เพราะถือว่าเรามี
ความทุกข์ ความเดือดร้อนยังไม่ให้ผล
ก็เข้าใจว่ามีความสุข 
เมื่อของที่มีทำพิษ จึงรู้ฤทธิ์ทีหลัง 
นั้นก็เพราะถือว่าเป็นของๆ ตน

หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ

ท่าทีต่อกามคุณ



          ...เมื่อเราได้เห็นแล้วว่า การยึดมั่นอยู่กับความสวยงาม ความลุ่มหลง ความเพลิดเพลินในกามคุณ จะนำเราไปสู่ความผิดหวังในที่สุดเช่นนี้แล้ว ท่าทีของเราก็คือไม่ยึดมั่นถือมั่น  ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจงใจจะประหัตประหาร  แต่จะปล่อยวางไปเฉยๆ ไม่เกี่ยวเกาะอีกต่อไป...

                                                                                                      พระอาจารย์สุเมโธ

ตัวนึกคิดคือสมุทัย


ตัวนึกคิดนี่แหละคือสมุทัย  
มรรคคือการเอาสติมาดูความคิด 
นี่คือข้อปฏิบัติ

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ


ให้ทำเพื่อไม่ต้องการอะไร



ในทางพุทธศาสนา ให้ทำเพื่อไม่ต้องการอะไร
ถ้ามีเพื่ออะไร มันไม่หมด
ทางโลกทำอะไร เรียกว่ามันมีเหตุผล
พระพุทธองค์ท่านทรงสอนว่า  
ให้นอกเหตุเหนือผล ไม่ว่าจะทำอะไร 
ปัญญาของท่านให้นอกเหตุเหนือผล
ให้นอกเกิดเหนือตาย นอกสุขเหนือทุกข์

หลวงปู่ชา สุภัทโท

อย่าให้จิตเพ่งนอก



อย่าให้จิตเพ่งนอก 
ให้รู้ในตัวเห็นในตัว 
เมื่อรู้ในตัวแล้วจะรู้ทั่วไป 
เพราะตัวเป็นต้นเหตุ

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

เราเป็นผู้ว่าเอา สมมุติเอา



ตา สำหรับเห็น รูป
ใจ เป็นผู้รู้ว่า รูปดี รูปชั่ว 
รูปไม่ดี รูปไม่ชั่ว
แท้ที่จริง รูปทั้งหลายเขาไม่ได้ว่า รูปเขาดี
เขาไม่ได้ว่าเขาชั่ว 
เราเป็นผู้ว่าเอา สมมุติเอา

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

กลัวตัวเอง จึงเดินออกนอกตลอดเวลา



เพราะเรากลัวตัวเอง กลัวอยู่กับตัวเอง 
ก็ต้องเดินออกนอกอยู่ตลอดเวลา 
ซัดส่ายไปตามอารมณ์ภายนอกอยู่ตลอดเวลา
เลยเป็นทาสของสิ่งภายนอกอยู่ร่ำไป
สิ่งภายนอกขึ้นๆ ลงๆ เราก็ขึ้นๆ ลงๆ ...
ตามความเคลื่อนไหวของสิ่งเหล่านั้น
จิตใจของเราก็ไหวกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา 
ไหวกระเพื่อมจนกระทั่ง
เราถือความวุ่นวายว่าเป็นความปกติ

พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปล่อยวาง



          ความปล่อยวาง จุดสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมก็คือ ทรงสอนให้ปล่อยให้วาง ไม่ยึดถือ คนรู้มากก็ปล่อยได้มาก รู้น้อยก็ปล่อยได้น้อย ขั้นแรกทรงสอนให้ บริจาคทาน เพื่อเป็นอุบายอันหนึ่งที่จะได้ปล่อยให้วางได้ ต่อมาก็ จาคะ คือ ความสละ แต่เป็นขั้นที่สูงกว่าให้ทาน และยังมีขั้นละเอียดที่สูงขึ้นไปอีกเช่น การละอุปธิ คือ ค้นจนเห็นแล้วจึงสละ

                                                                                                       ท่านพ่อลี ธมฺมธโร