ยึดถืออุปสรรคเป็นอารมณ์กวนใจ เป็นความเขลา



โดยมาก อุปสรรคต่างๆ 
เป็นเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยไม่มีสาระ 
แต่มักจะรับเข้ายึดถือเป็นอารมณ์กวนใจ
ให้เดือดร้อนไปเอง จนถึงให้ทอดทิ้งความดี 
ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่เป็นความฉลาด 
แต่เป็นความเขลาของเราเอง 
และทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าเป็นผู้แพ้

ส่วนการชนะนั้น 
ก็มิได้ประสงค์ให้ชนะในทางก่อเวร 
แต่มุ่งให้เอาชนะตนเอง คือชนะจิตใจที่ใฝ่ชั่วของตน 
และเอาชนะเหตุการณ์แวดล้อม
ที่มาเป็นอุปสรรคแห่งความดี
เพื่อที่จะรักษา และเพิ่มพูนความดีของตนให้ดียิ่งๆ ขึ้น

 สมเด็จพระญาณสังวร 
 สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ความดีที่แท้จริง อยู่เหนือดี-ชั่ว




ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนน่ะ
ชอบก็ไม่ให้เอา ไม่ชอบก็ไม่ให้เอา
ไม่มีชอบ ไม่มีไม่ชอบ ไม่มีรัก ไม่มีเกลียด 
เราเดินตรงเข้าไปหาสัจธรรม
ถ้ารู้จักแต่เรื่องบุญ 
เรื่องบาป ฉันไม่เอา ฉันจะเอาบุญ ...
อันนี้มันเป็นตัวอวิชชาเหมือนกันนะ
เรื่องไม่บาป ไม่บุญ ทำไมไม่เดินเล่า 
เรื่องที่ว่าไม่ดี ไม่ชั่ว ทำไมไม่เดิน 
มันเป็นทางจะให้เราพ้นทุกข์
ความดีที่แท้จริง มันอยู่เหนือดี เหนือชั่ว
มันอยู่เหนือผิด เหนือถูก

หลวงปู่ชา สุภัทโท

คนเห็นวัด...




มาถึงวัดเห็นดินและต้นไม้
ยังไม่ใช่เห็นวัดดังคำขาน 
คนเห็นวัดต้องเห็นธรรมสัมมาญาณ
เพ่งสังขารรู้ชัดเห็นวัดจริง

หลวงพ่อวิชัย เขมิโย

รักษาจิตไปทำไม



          การรักษาจิตนั้น จะรักษาไปทำไม..? คือ รักษาไม่ให้มันยุ่ง มันไปยุ่งเกี่ยวกับอารมณ์ส่วนไหน ก็ใช้สติ และสัมปชัญญะคอยแก้ไข ให้มันละ มันวางอารมณ์สิ่งเหล่านั้นเสียได้ นั่นเรียกว่า..เป็นผู้มีปัญญา

                                                                                          หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป

ความไม่สวยงามในร่างกายนี้ ผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงจะรู้



          ความไม่สวยงามในร่างกายนี้ ผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงจะรู้ เห็นตามความเป็นจริง ธรรมชาติเดิมของร่างกายแล้ว ไม่มีสิ่งใดเป็นของสวยงาม มีแต่สิ่งสกปรกโสโครก  ความสวยงามนั้นมีอยู่ที่กิเลส สังขาร โมหะ อวิชชา มีความเข้าใจผิด รูปนั้นจึงมีความสวยงาม รูปสวยงามเพราะความรัก รูปสวยงามเพราะความยินดี รูปสวยงามเพราะความใคร่ รูปสวยงามเพราะมีความกำหนัด ถ้าจิตไม่มีความรัก ความใคร่ ความกำหนัดแล้ว รูปนั้นจะไม่มีสิ่งใดเป็นของสวยงามเลย..

                                                                                        หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ

ความรุ่งเรืองและการล่มสลายเป็นเพียงหยาดน้ำค้าง



          ...จงมองดูปรากฏการณ์แห่งความรุ่งโรจน์และความตกต่ำ ด้วยดวงใจที่สงบไร้กังวล เพราะทั้งความรุ่งเรือง และการล่มสลาย เป็นเพียงหยาดน้ำค้างบนใบหญ้าเท่านั้น

                                                                                                    ปรมาจารย์ตั๊กม้อ

เป็นมนุษย์ เดินทางผิด จิตเศร้าหมอง



เป็นมนุษย์ เดินทางผิด จิตเศร้าหมอง 
เหมือนแมลงป่อง อวดรู้ ชูแต่หาง
สำแดงเดช เดชา แต่ตาฟาง 
ต้องอัปปาง ทับถม จมแผ่นดิน

ตัวทิฏฐิ มานะ สละยาก 
เมื่อรู้มาก เก็บไว้ กลายเป็นหิน
มีอาหาร อยู่มากหลาย แต่ไม่กิน 
มีทรัพย์สิน เงินทอง ยังต้องจน

เรียนรู้ธรรม แต่ไม่นำ มาสอนจิต 
เมื่อไม่เพ่ง พินิจ ก็ไม่ได้ผล
ผู้ไม่ประมาท ตามโอวาท พระทศพล 
เจอของดี ภายในตน ทุกคนเอย

หลวงปู่เปลื้อง ปัญญาวันโต

คนทั้งหลายส่วนมาก ล้วนตายไปกับความมืดบอด



คนทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นมาในโลก 
ส่วนมาก ล้วนตายไปกับความมืดบอด
ตอนยังมีชีวิต ก็หลงมัวเมาสนุกสนานเพลิดเพลิน
ในการอยู่การกิน หัวเราะร้องไห้กันไป
ตามแต่จะประสบสุขทุกข์ รักและชัง 
ปล่อยตัวปล่อยใจ ให้ชีวิตเดินไปตามยถากรรม
โดยไม่สนใจที่จะคิดสร้างกรรมดี ขึ้นด้วยจิตใจ
และเรี่ยวแรงตามกำลังสติปัญญาที่มี
ปล่อยให้วันคืนล่วงไป เหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง 
ที่เขาเลี้ยงอย่างอ้วนพี แล้วก็นำไปสู่โรงฆ่า
ช่างน่าเวทนาเสียจริงๆ

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

ให้กำหนดสติรู้จิต เพียงอย่างเดียว



อย่าไปไขว่คว้าอะไร ให้มันมากมายนัก 
ให้กำหนดสติรู้จิต เพียงอย่างเดียว 
บาปมันเกิดที่จิต บุญมันเกิดที่จิต 
ดีชั่วเกิดที่จิต 
สวรรค์นิพพานเกิดที่จิต 
มันไม่ได้เกิดที่อื่น..

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

ให้บำเพ็ญจิตจนไม่ติดดี ติดชั่ว



          ทางพระสอนให้ละชั่ว ทำความดี แต่ก็ไม่ให้ติดอยู่ในความดี ให้บำเพ็ญจิตให้ยิ่งขึ้นจนถึงไม่ติดดีติดชั่ว จึงจะพ้นจากโลกนี้ไปได้ เพราะแม้คุณความดีจะส่งผลให้เป็นสุขไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เป็นเทพ อินทร์ พรหม ก็ตาม แต่เมื่อกำลังของกุศลกรรมความดีนั้นๆ หมดลง ก็ย่อมต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ทางพระจึงมุ่งสอนให้มุ่งภาวนา ทำจิตให้รวม ระวังตั้งมั่น ทำจิตให้มีปัญญารู้ความเป็นจริงด้วยตนเอง จนถอดถอนอุปทานความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ ออกเสียจึงจะเป็นไปเพื่อความสิ้นภพสิ้นชาติ หมดทุกข์หมดยากโดยแท้จริง


                                                                                                หลวงปู่สิม พุทธาจาโร