ให้พิจารณาละอารมณ์เสมอ


          การที่ภาวนาจิตใจให้มันสงบลงไปได้ ก็เพราะมันเตือนใจของตนให้ละเรื่องภายนอกอยู่เสมอ ในเวลาที่ไม่ได้นั่งสมาธิภาวนา ก็ต้องเตือนใจให้ละอารมณ์ที่มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มันกระทบมาเวลาใด เราก็พิจารณากำหนดละมันในเวลานั้นไปเรื่อยๆ ให้จิตนี้เป็นปกติอยู่เสมอ 

                                                                                        หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

อัปปิจฉตา เป็นผู้มักน้อย



อัปปิจฉตา เป็นผู้มักน้อย 
การมักน้อยที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น
ไม่ใช่มักน้อยอะไร 
มักน้อยในอารมณ์สัญญา
มักน้อยในกิเลสตัณหา 
มักน้อยในสังขารการปรุงคิด 

พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร

ถึงความเห็นของเราจะถูก...



ถึงความเห็นของเราจะถูก แต่ถ้าเรายึดเข้าไว้มันก็ผิด 

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

การกำหนดจิต ให้รู้เท่าทัน อย่าบังคับ


จิตใจนี้ก็เหมือนกัน 
มันเป็นสภาพที่ดิ้นรนไปในอารมณ์ ซัดส่ายไปในอารมณ์... 
การที่สติตามดูรู้เท่าทันจิตก็เหมือนกับเป็นคนเลี้ยงเด็ก... 
ไม่ใช่ว่าเราไปบังคับจิตว่าอย่าคิด อย่าคิด บังคับเข้าไว้ 
มันก็จะเหมือนเด็กที่ถูกบังคับให้มันอยู่นิ่งๆ เด็กมันก็พาล... 
เกิดความคับแค้นใจ อึดอัด มันยิ่งเกิดความฟุ้งมากยิ่งขึ้น 
ฉะนั้นการกำหนดจิตนั้น ให้ตามดูรู้เท่าทัน อย่าไปบังคับ 
โดยการยอมรับกับความเป็นจริงของจิตว่า 
จิตนี้มีสภาพที่ไม่เที่ยง...จะต้องแปรเปลี่ยนไป... 
จะเป็นผู้ที่ตามดูรู้ทัน ไม่บังคับ มันก็สงบของมันเอง 

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

สมบัติของโลก ก็ต้องอยู่ในโลก


บรรดาสิ่งสมมุติที่เราไปยึดถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของเรานั้น
ก็จะได้เพียงชีวิตหนึ่งๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา หรือสมบัติต่างๆ
เมื่อเราตายไปแล้ว เราจะยึดถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเราอีกไม่ได้
เราจะเอาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นติดตามไปสวรรค์ นรก หรือที่ไหนๆ ก็ไม่ได้
ตรงกับคำว่า “สมบัติของโลก ก็ต้องอยู่ในโลก” 

 หลวงปู่คำดี ปภาโส

การตัดกิเลสไม่จำเป็นต้องขาดทีเดียว


          การตัดกิเลสบางทีมันไม่จำเป็นว่าจะต้อง ชัวะ ให้มันขาดทีเดียว แต่เราค่อยๆ เหมือนเวลาเราจะให้ต้นไม้มันตาย เราค่อยๆ เล็มรอบๆ ต้นมันก่อน ถ้ามันยังอยู่อีก เราก็ค่อยๆ เล็มรอบๆ มันอีก จนกว่ามันจะยืนต้นตาย กิเลสของเราก็เป็นเช่นนั้น ให้เราพิจารณาอยู่บ่อยๆ พิจารณาอยู่เนืองๆ พิจารณาอยู่เป็นนิจ มันขาดไปเอง ไม่รู้ตัวหรอก 

                                                                             พระอาจารย์ยุคลธรณ์ ธัมมปุตโต

พระธรรมอยู่ที่ไหน



ธมฺโม จ วินโย จ พระธรรมอยู่ที่ไหน 
เดิมทีอยู่ที่กายพระพุทธเจ้า ที่ใจพระพุทธเจ้า 
น้อมเข้ามาในกายของเรา ก็เป็นตัวเดียวกันนั่นแหละ 
พระธรรมที่ใจของเรา วินัยก็ที่ใจของเรา

ธรรมนั้นคืออะไร รูปก็พระธรรม เวทนาก็พระธรรม 
สัญญาก็พระธรรม วิญญาณก็พระธรรม 
ตาก็พระธรรม หูก็พระธรรม จมูกก็พระธรรม 
ปากก็พระธรรม กายก็คือพระธรรมนั่นแหละ 

หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม

ทำบุญเพื่อทำลายโลภะ โทสะ โมหะ



การปฎิบัติธรรมะก็ดี การให้ทานก็ดี การรักษาศีลก็ดี
มีจุดสำคัญอยู่ที่การจะมาทำลายโทสะ
ทำลายโมหะ ทำลายโลภะ นี่เอง
ถ้าทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล ไม่มุ่งมาที่จุดนี้แล้ว...
ก็แสดงว่าคนๆ นั้นยังไม่รู้จริง

แต่ถ้าคนใดแม้จะไม่เคยให้ทาน ไม่เคยรักษาศีล
แต่การอยู่ การกิน การนั่ง การนอนของเขา
มีจุดมุ่งหวังที่จะมาทำลายโทสะ 
ทำลายโมหะ ทำลายโลภะ
นี้แสดงว่าคนผู้นั้นแหละ
เข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ความสำคัญของอธิษฐานบารมี



            การทำบุญสร้างบารมี ก็เหมือนกับเก็บตุนสเบียง เก็บตุนอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้บนเรือ แต่หากมุ่งเพียรปฏิบัติโดยขาดอธิษฐานบารมี ก็เปรียบดั่งเรือที่ลอยลำอยู่กลางทะเล บนเรือมีความพร้อมทุกด้าน แต่ไม่รู้ว่าจะมีเสบียง หรืออาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านั้นไว้เพื่ออะไร แล้วจะล่องเรือไปทิศใด จุดหมายปลายทางที่สุดของเรือคือที่ใด...อธิษฐานบารมีนั้นสำคัญ เมื่อสร้างความดีแล้ว เราต้องอธิษฐาน การอธิษฐานไม่ใช่เป็นความโลภ อธิษฐานในที่นี้หมายถึง ความมุ่งมั่นปรารถนาในที่สุดแล้ว คือตายจากร่างกายนี้ขอไปพระนิพพาน หรือต้องการบำเพ็ญโพธิญาณ เพื่อสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในเบื้องหน้า

           หากเรามีอธิษฐานบารมี ธรรมะจะจัดสรรครูบาอาจารย์ วิชา สถานที่ กัลยาณมิตร ชีวิตจะมีจุดมุ่งหมาย จะมีแนวทาง ไม่เป็นไปตามอำนาจแห่งกรรม

                                                                                พระอาจารย์ยุคลธรณ์ ธัมมปุตโต

กายไม่ใช่เรา ความนึกคิดไม่ใช่เรา


          การที่จะมีสติปัญญา รู้จักความจริงของธรรมชาติของร่างกายจิตใจนี้ เราต้องทวนกระแสของจิต ทวนกระแสของกิเลส ซึ่งเคยชินอยู่กับจิตใจของเรา เคยชินอยู่กับความหลงที่คิดว่าร่างกายนี้คือเรา คือตัวตนของเรา จิตของเรานี้เคยชินกับความหลง ซึ่งคิดว่าอารมณ์ภายในจิตใจของเราเกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา ความนึกคิดปรุงแต่งทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็คิดว่าเป็นเรา ความทุกข์ทั้งหลายจึงเกิดขึ้นอยู่ในดวงใจของเรานี้ไม่มีที่สิ้นสุด

                                                                                พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต