นิพพิทา คำว่าเบื่อ...


นิพพิทา คำว่าเบื่อ... 
ไม่ใช่เบื่ออย่างที่คนเขาเบื่อกัน  
คือเบื่ออย่างที่ไม่อยากรู้  ไม่อยากเห็น
ไม่อยากพูดด้วย  เพราะไม่ชอบมัน 
ถ้ามันเป็นอะไรไป ก็ยิ่งนึกสมน้ำหน้า
ไม่ใช่  เบื่ออย่างนี้...
เบื่ออย่างนี้...เป็นอุปทาน  
เพราะความรู้ไม่ทั่วถึง แล้วเกิดความอิจฉาพยาบาท  
เกิดความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่เรียกว่า...เบื่อนั่นเอง
เบื่อในที่นี้...
ต้องเบื่อตามคำสอนของพระพุทธเจ้า 
คือเบื่อโดยไม่มีความเกลียด ไม่มีความรัก
หากมีอารมณ์ชอบใจ  หรือไม่ชอบใจ 
อันใดเกิดขึ้นมา ก็เห็นทันทีเห็นว่า...
มันไม่เที่ยง
เบื่ออย่างนี้จึงเรียกว่า..."นิพพิทา" คือ...
ความเบื่อหน่ายคลายจากกำหนัดรักใคร่
ในอารมณ์อันนั้น
ไม่ไปสำคัญมั่นหมาย ในอารมณ์เหล่านั้น
ทั้งที่ชอบใจ  และไม่ชอบใจ
ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น  และไม่ไปสำคัญมั่นหมาย
ในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น...
จนเป็นเหตุ ให้ทุกข์เกิด

หลวงปู่ชา สุภัทโท

Image by NiklasErnst from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ปัญหาอยู่ที่มุมมอง ไม่ใช่เครื่องอยู่


.
ถาม : กราบนมัสการค่ะ เป็นคนคิดมากวิตกกังวล และหงุดหงิดง่ายค่ะ
ปกติฝึกในรูปแบบ ใช้ ‘พุทโธ’ เป็นเครื่องอยู่ค่ะ
ต่อมาหายไป ก็คอยรู้ทันจิตไหล
แต่ในชีวิตประจำวัน ไม่สามารถหาที่อยู่ให้จิตได้ 
มันว่างๆ แต่ก็คิดฟุ้งซ่านตลอด
นาน ๆ จะรู้ทีว่า เผลอบ้าง ฟุ้งซ่านบ้าง หลงบ้าง
ลองใช้ ‘พุทโธ’ หรือ ดูกายเคลื่อนไหว ก็ได้แค่ไม่กี่วินาที 
แล้วก็หลงยาวเลยค่ะ ขอความเมตตา แนะนำด้วยค่ะ
.
ตอบ : ก่อนอื่น ให้เปลี่ยนมุมมอง ความรู้สึกใหม่
จาก ‘นักปฏิบัติ’ มาเป็น ‘นักศึกษา’
คือทำไว้ในใจว่า จะขอเรียนรู้ความจริง
คำว่า ‘ปฏิบัติ’ มันหลอกใจเราให้ทำอะไรที่ไม่ธรรมดา
เพื่อให้ได้สิ่งที่ไม่ธรรมดา
จิตขณะนี้มันเผลอ มันฟุ้ง ก็เป็นเรื่องธรรมดา
ถ้าเป็นนักปฏิบัติ.. ก็จะทำให้หายฟุ้ง บังคับมัน
ถ้าเป็นนักศึกษา.. ก็จะรู้ไปตามที่มันเป็น
.
นักปฏิบัติ
ถ้าทำได้ตามต้องการ ก็จะดีใจ ภูมิใจ รู้สึกว่า ‘เราเก่ง’
ถ้าทำไม่สำเร็จ ก็หงุดหงิด เครียด
.
นักศึกษา
จะได้องค์ความรู้ สะสมไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจความจริงที่ซ่อนอยู่
คือเบื้องต้น จะเข้าใจลักษณะของสภาวะที่ปรากฏ
ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวเรา
.
นักปฏิบัติ
เวลามีเครื่องอยู่ ก็มักจะเข้าใจว่า 
จิตต้องอยู่กับเครื่องอยู่เท่านั้นจึงจะดี
พอจิตเผลอ จิตหลง ก็รีบบังคับจิตให้กลับ 
ให้อยู่นิ่งๆ กะจะให้ได้ดีกันตรงนี้
.
นักศึกษา
จะมีเครื่องอยู่ เพียงเพื่อเอาไว้คอยสังเกตว่า 
จิตเผลอเป็นอย่างไร
คือเอาไว้ศึกษาความจริงว่า จิตทำงานอย่างไร
เห็นครั้งหนึ่งแล้วยังไม่เข้าใจ.. 
ก็กลับมาที่เครื่องอยู่ เพื่อเรียนอีก
เริ่มเข้าใจแล้ว แต่ยังไม่แจ่มแจ้ง.. 
ก็กลับมาที่เครื่องอยู่ เพื่อเรียนอีก
ฉะนั้น ปัญหาไม่ได้เป็นที่  ‘เครื่องอยู่’
แต่อยู่ที่  ‘มุมมอง’

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากตอบโจทย์บนนิมฺมโลเพจ
วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๐

Image by ev3177 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

การฝึกฝนที่แท้จริง


การฝึกฝนที่แท้จริง...
คือการอยู่กับความจริงของชีวิตที่ดำเนินไป
กิจวัตรตลอดวัน เห็นใจที่พูดไม่หยุด (คิด)
และเห็นสิ่งที่หยุด (เพียงแค่รู้)
ในขณะที่ใจกำลังพูด (คิด)

การเดินทาง แห่งจิตวิญญาณ

Image by kucukgulberkan from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ผลของการปฏิบัติธรรม จะไม่มีวันเสื่อมลง ...


ไม่ว่าจะเพียรพยายามทำการงานทางโลก
สักเพียงไร ก็ไม่มีวันจบสิ้น
ทว่าหากพากเพียรปฏิบัติธรรม 
สิ่งที่ทำจะจบสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าการกระทำในสังสารวัฏ จะสวยงามเพียงไร 
ก็ล้วนแต่จบลงด้วยความเสื่อมสูญเสมอ
ทว่าผลของการปฏิบัติธรรม
จะไม่มีวันเสื่อมลง
...
เราได้ซึมซาบกรรม กิเลส และพลังนิสัย
ตั้งแต่อดีตกาลนานไกลจนไม่อาจนับจุดเริ่มต้น
สะสมพอกพูนไว้ในใจตลอดเวลา
...
เพราะตกอยู่ในอำนาจสิ่งเหล่านั้น
เราจึงหลงรับรู้สิ่งต่าง ๆ ผิดไปจากความเป็นจริง 
และต้องเร่ร่อนไปในสังสารวัฏ
ไม่สามารถคาดคะเนได้ว่า 
“จะได้หลุดพ้นเมื่อไร”
...
แม้จะระลึกได้ในเวลาตาย 
ก็สายเกินไปเสียแล้ว
เหมือนเมื่อศีรษะขาดแล้ว 
ยาจะมีประโยชน์อันใดเล่า
ดังนั้น  จงรู้ซึ้งถึงความทุกข์ในสังสารวัฏ
ดำเนินบนหนทางสู่ความสงบ (พระนิพพาน)
ถนอมรักทุกชีวิตด้วยความเมตตาและกรุณา
และปฏิบัติจนดำรงมั่นในสภาวะที่
ศูนยตากับความกรุณารวมกันเป็นหนึ่งเดียวเถิด

ท่านคุรุ รินโปเช

ชญานตารา เปม่า เดเชน ฟ้าบโซ่ 
แปลภาษาไทย

Image by geralt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ย่อมเป็นยวดยานของใจ


"เมตตาจะภิกขเว เจโตวิมุตติยา 
อาเสวิตายะ พหุลีกะตายะฯ"
"ภิกษุทั้งหลาย อันเมตตาเจโตวิมุตตินี้ 
ทำให้มากแล้ว เจริญให้มากแล้ว 
ย่อมเป็นยวดยานของใจ"
คำว่าเป็นยวดยานของใจนี้สำคัญมาก   
เพราะเมื่อใดก็ตามที่ใจเราคุ้นเคย
ต่อการเจริญเมตตา มีเมตตาเป็นวิหารธรรม 
ต่อให้เรายังต้องเวียนว่ายในวัฏสงสาร 
พรหมโลกย่อมเป็นที่หวังได้

พระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน

Image by 0fjd125gk87  from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เจริญสติไม่ต้องใช้สมอง


คำสอนของพระพุทธเจ้า ๘๔,๐๐๐เรื่อง 
สรุปลงมาที่กายกับใจเรานี่เอง

เกิดสุข เกิดทุกข์ที่กายและใจ
เกิดปัญหาที่กายและใจ 
ต้องมาดูที่กายและที่ใจ
ว่าเกิดอะไรกันเเน่

เจริญสติไม่ต้องใช้สมอง 
ใช้ความคิด เหตุผล
แค่รู้สึกตัวอยู่กับอิริยาบถ
ที่เกิดขึ้นตรงนั้น
เอาความหลงมาเป็นเหตุปัจจัย
ให้เกิดความรู้สึกตัว
รู้ทันความหลง

วิธีคือเอาสติมาตั้งไว้ที่กาย
ยกมือสร้างจังหวะ เดินจงกรม
หายใจ กะพริบตา เคลื่อนไหวให้รู้

อย่าไปกลัวหลง อย่าไปกลัวผิด
รู้ไปตรงๆ ซื่อๆ รู้สึกตัวแล้ว
มันจะอยู่เหนือสุข เหนือทุกข์

หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

Image by alllessandro_ from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ต่างกันตรงที่ “รู้” กับ “ไม่รู้” เท่านั้น


การปฏิบัติธรรมกับไม่ปฏิบัติธรรม 
มันก็ต่างกันตรงที่ “รู้” กับ “ไม่รู้” เท่านั้น 
ไม่ได้ต่างกัน เพราะเราไปทำให้เกิดความต่างขึ้น 
ถ้ายังทำ ให้เกิดความต่างขึ้นระหว่างการปฏิบัติ
กับไม่ปฏิบัตินั้น เรียกว่านักสร้างภาพ 
ตอนไม่ปฏิบัติเป็นคนหนึ่ง 
พอเข้าลู่จงกรมก็เป็นอีกคนหนึ่ง 
กลายเป็นนักแสดงไป 
ถ้าแสดงเก่งก็เป็นคนดี 
ก็ทุกข์แบบคนดี 
ให้เรารู้เท่าทันนักสร้างภาพด้วย

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by dimitrisvetsikas1969 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

เรียกว่าปัญญาชอบในวิปัสสนา


..เมื่อหลานๆ เห็นภัยในวัฎฎสงสารอย่างเต็มที่
แล้วมันก็เป็นผู้มีวาสนาอยู่ในตัว 
สามารถทำตัวให้พ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติได้โดยแท้ 
เพราะคนเรา เมื่อเห็นทุกข์ เป็นหลักของหัวใจแล้ว 
นั่นก็คือ ตัวศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง 
เมื่อเห็นอยู่เนืองๆ ติดต่ออยู่ไม่ขาดสาย 
ก็เรียกว่าภาวนาอยู่ไม่ขาดสาย 
เป็นข้อวัตรของจิตใจที่ชอบด้วย 
หนักเข้า ก็เบื่อหน่ายคลายเมาในวัฎ สงสาร 
แบบเย็นๆ รอบครอบ 
เรียกว่าปัญญาชอบในวิปัสสนา..

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

Image by Venrike from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา







 

เราจะต้องรู้แจ้งตัวเองให้เห็นชัด แล้วก็เบื่อหน่ายตัวเอง


..ในโลกนี้ทั้งหมดแล้ว
เรารักสิ่งใดชอบสิ่งใด
สิ่งนั้นก็คือรักตัวเองชอบตัวเองนั่นเอง
การเบื่อหน่ายโลกนี้ให้หมด...
ถ้าเราไม่คลายความยินดีในตัวเองออกได้
ไม่มีทางเลย
ถ้าเราจะให้จิตเบื่อหน่ายคลายโลก
หรือคลายอารมณ์ของโลกออก
เราจะต้องรู้แจ้งตัวเองให้เห็นชัด
แล้วก็เบื่อหน่ายตัวเอง
ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา...
เบื่อหน่ายในที่นี้ไม่ใช่ไม่อยากเห็นจงเกลียดจงชัง
แต่เป็นการทำให้เห็นแจ้งขันธ์ ๕
แล้วละความยินดีในตน
ถอนความยึดมั่นขันธ์ ๕

พระอาจารย์จรัญ ทักขญาโณ

Image by jeonsango from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

มันต้องยึดในตัวหลักปฏิบัติ


ถ้าโยมปรารถนาต้องการจะไปทางใดก็ตาม 
โยมต้องดับความอยากนั้นก่อน 
ดับความฟุ้งซ่านรำคาญใจ หยุดคิด... 
ลงมือทำ คือ "วางทุกตำรา"
.
เมื่อเราอ่านตำราแล้ว เข้าใจแล้ว
เราก็ต้องวางตำราเพื่อจะปฏิบัติ ใช่หรือไม่..
ดังนั้นอย่าให้ตำราทั้งหลายเข้าไปอยู่ในหัว 
ในความคิดทั้งหลาย 
เพราะมันจะเกิดการปรุงแต่งแห่งจิต.. 
จะเกิดการ "อุปาทาน" 
ดังนั้นโยมต้องวางทุกอย่าง

แต่เมื่อใดโยมประพฤติปฏิบัติไปแล้ว
แล้วโยมเห็นตามที่ว่ามันเกิดขึ้น
ไปตรงกับตำรานั้นแล 
ความเชื่อความศรัทธามันก็จะบังเกิด 
เพราะตำรานั้นก็เหมือนเข็มทิศ
ที่จะพาโยมเดินไป ถ้าเดินไปแล้วไม่ตรงตำรา..
มันจะเกิด “ตัวรู้" ขึ้นมาเอง 
ตำราจะผิดจะเพี้ยนมันก็จะบ่งบอกได้ 
ถ้าเราไปยึดตำราเสียแล้ว 
ไอ้สภาวะการยึดนี้แล เราจักไม่รู้จริงได้ 
มันต้องยึดในตัวหลักปฏิบัติ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

Image by jeonsango from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ที่มา : เพจธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี