พระพุทธศาสนาสอนให้ ทิ้ง


คนสามัญนั้น...
สิ่งที่ชอบใจ  ก็รับเอา   
สิ่งที่ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ  ก็โกรธ
แต่ก็รับเอา  รับเอาความโกรธ
สิ่งที่ชอบใจ รับเอา  
ด้วยความสมัครใจ  ความพอใจ
สิ่งที่ไม่ชอบใจ รับเอา
ด้วยความโกรธ  รับเอา ทั้งสองอย่าง
ไม่ยอมทิ้ง...ทุกอย่าง
ส่วนพระพุทธเจ้า ทรงรับเสมอภาค
ทรงรับ  แล้วทิ้งเลย
คือในพระทัยของพระองค์  ไม่มีเสียแล้ว
ไม่ทราบจะเอาไปไว้ที่ไหน  ไม่มี ที่เก็บไว้
เหตุนั้น...
ให้ยกบูชาพระพุทธเจ้า ให้หมดทุกสิ่ง ทุกอย่าง
แล้วเรา...
ก็ไม่ต้องเอาอะไร  คราวนี้
ทิ้ง...ได้แล้ว ของเอา คือ...
ของว่าง...ของสงบ...ของเยือกเย็น นั่นแหละ
เป็นของตอบแทน
ถ้าเราทิ้งได้  มันก็ได้ตรงนี้  พูดง่ายๆ ว่า...
พระพุทธศาสนาสอนให้ ทิ้ง...
ทิ้งแล้ว...จึงได้  
ถ้าไม่ทิ้ง  เรา...ก็ไม่ได้

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
Cr.เพจ วัดพระธาตุขุนบง

Image by Grey85 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

พลังที่เราทั้งหลายควรเจริญขึ้นมา


ใครชอบใจเรื่องพลังละก็
เฉลียวใจกันบ้างนะว่า
พระพุทธเจ้ากล่าวถึงพลังอะไรที่ควรเจริญ
อย่าง “พละ ๕” เคยได้ยินใช่มั้ย
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
นั่นแหละพลังที่เราทั้งหลายควรเจริญขึ้นมา
เพราะพลังเหล่านี้
คือพลังที่ทำให้จิตใจเราเองเป็นพระแท้ๆ ขึ้นมา

อ.สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา

Image by 0fjd125gk87 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การภาวนานั้นคือ การรับรู้อารมณ์ใด ก็ทิ้งทันที


การภาวนานั้นคือ
การรับรู้อารมณ์ใด
ก็ทิ้งทันที 
ก้าวสู่ขณะใหม่อีกขณะหนึ่ง
เปรียบดังหัวเรือซึ่งเหินอยู่เหนือยอดคลื่น
ไม่อาจพิศวาสคลื่นลูกใดได้นานๆ 
ฟันฝ่าไปเรื่อยจนกว่าจะบรรลุจุดหมาย 

ท่านเขมานันทะ

Image by StarFlames from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เรียกว่ามองข้ามช็อตไปได้


ถ้าเรายกจิตให้อยู่เหนือโลกธรรม 
หรือเหนือความเป็นคู่ 
ก็จะเห็นโลกและชีวิตได้ไกลขึ้น 
เราจะไม่ติดอยู่กับการมีหรือการเสีย 
เพราะรู้ดีว่าวันนี้ถึงได้มา 
พรุ่งนี้ก็ต้องเสียไป 
วันนี้ได้รับคำสรรเสริญ 
พรุ่งนี้ก็หนีไม่พ้นคำนินทา 
วันนี้เขารักเรา พรุ่งนี้เขาอาจจะเกลียดเรา 
การยกจิตสู่ระดับโลกุตระ 
จะช่วยทำให้เรารู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง 
ไม่ติดอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า 
เพราะรู้ดีว่าวันหน้าทุกสิ่งทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไป 
เรียกว่ามองข้ามช็อตไปได้

พระอาจารย์ไพศาล  วิสาโล

Image by KIMDAEJEUNG from pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

อย่าเข้าไปมี ไปเป็น


ละความยินดียินร้าย
ในทุกความรู้สึก ในทุกความคิด
อย่าเข้าไปมี ไปเป็น
ในขณะจิตปัจจุบันของการรับรู้
ปล่อยให้ สิ่งถูกรู้ และสิ่งรู้
เป็นเพียงธรรมชาติล้วนๆ
ที่ละคลายถ่ายถอนกันเอง

อาจารย์ปู่ เอกธาตุ

Image by KIMDAEJEUNG from pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

รู้จริงนั้นรู้ได้อย่างไร


ท่านพ่อลี สอนว่า ....
รู้จริงนั้นรู้ได้อย่างไร 
รู้จริงนั้นรู้อย่างนี้คือ 
รู้ได้สองหน้า 
ละได้สองทาง 
วางได้ทั้งหมด 
คือ รู้ของเที่ยง รู้ของไม่เที่ยง 
รู้ทุกข์ รู้สุข 
รู้อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน 
รู้อัตตา คือตัวตน 
นี่เรียกว่า รู้ได้สองหน้า 
ไม่ยึดถือในสิ่งเที่ยง และไม่เที่ยง 
ไม่ยึดถือทุกข์และสุข 
ไม่ยึดถือในอัตตาและอนัตตา 
.
ที่เรียกว่า ละได้สองทาง วางได้ทั้งหมด 
ไม่ยึดเอาอดีต อนาคต ปัจจุบัน 
จิตนั้นจึงไม่ใช่จิตไปข้างหน้ามาข้างหลัง 
ตั้งอยู่ก็ไม่ใช่ 
เมื่อทำได้เช่นนี้เรียกว่า 
วางได้ทั้งหมด 
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย 
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญจิ โลเก 
อุปาทิยติ 
ไม่ยึดถือสิ่งใดๆ ทั้งหมดในโลกนี้

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Cr.เพจ ลูกศิษย์ท่านพ่อลี

Image by Lancier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

จึงพบ ใจที่เป็นพุทธะ


เมื่อ ปล่อยวาง “ความปรุงแต่ง”
และไม่โหยหา “ความไม่ปรุงแต่ง”
ก็ สิ้นยึด ทั้งสังขารและวิสังขาร
จึงพบ ใจที่เป็นพุทธะ
ใจที่ รู้จริง รู้แจ้ง รู้พ้น 
สิ้นอวิชชา กิเลสตัณหา

หลวงตาณรงศักดิ์ ขีณาลโย

Image by Henryphoto from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

โดยนัยนี้ ความสุขก็เกิดขึ้นเอง


มนุษย์ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้ความอยาก
ความดิ้นรนออกหน้าแล้ววิ่งตาม 
เหมือนวิ่งตามเงาของตนเองในเวลาบ่าย 
ยิ่งวิ่งตาม ก็ดูเหมือนเงาจะห่างตัวออกไปทุกที 
ทุกคนต้องการและมุ่งมั่นในความสุข 
แต่ความสุขก็เป็นเหมือนเงานั้นเอง 
ความสุขมิใช่เป็นสิ่งที่เราจะต้องแสวงหาและมุ่งมอง 
หน้าที่โดยตรงที่มนุษย์ควรทำนั้นคือ 
การมองทุกข์ให้เห็น พร้อมทั้งตรวจสอบ
พิจารณาสาเหตุแห่งทุกข์นั้น 
แล้วทำลายสาเหตุแห่งทุกข์เสีย 
โดยนัยนี้ ความสุขก็เกิดขึ้นเอง 

พระอานนท์พุทธอนุชา
โดย อาจารย์วศิน อินทสระ

Image by NIL-Foto from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





 

ถ้าจิตว่างรู้ที่ความว่าง ถ้าจิตคิดรู้ที่ความคิด


ถ้าหากว่าท่านผู้ใดขี้เกียจ 
หรือไม่มีอะไรจะคิด
ก็ให้กำหนดจิตรู้ที่จิตเฉยๆ 
ถ้าจิตว่างรู้ที่ความว่าง 
ถ้าจิตคิดรู้ที่ความคิด 
ว่างรู้ที่ความว่าง 
คิดรู้ที่ความคิด 
ไล่ตามกันไปอย่างนี้ 
เมื่อเราฝึกหัดจนคล่องตัว จนชำนิชำนาญ 
ทีหลังเราอาจจะไม่ได้ตั้งใจกำหนดรู้
อารมณ์จิตหรือความคิด 
สติก็ทำหน้าที่ตามรู้คอยควบคุม 
เมื่อมีสติสัมปชัญญะ จิตของเราก็รู้ว่า
อะไรดีอะไรชั่ว อะไรผิด อะไรถูก 
มันจะรู้ของมันขึ้นมาเอง..

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

Image by NiklasErnst from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ทุกข์เพราะไม่รู้ทันความคิด



คนเราไม่ได้ทุกข์เพราะความคิด
แต่ทุกข์เพราะไม่รู้ทันความคิด
ที่สำคัญแยกแยะไม่เป็น
ระหว่างความคิดที่มันคิดขึ้นเอง
กับความคิดที่เราตั้งใจคิด
ซึ่งถ้าเรารู้ทันความคิดที่มันคิดขึ้นเอง
เราจะเห็นกลไกการทำงานของขันธ์
ไม่ว่าจะเป็นสัญญาขันธ์. สังขารขันธ์ 
ซึ่งแน่นอนว่าการมองเห็นอย่างนั้น
จะทำให้เราเห็นตามความเป็นจริง
และยิ่งกว่านั้น เราจะเห็นอาการ
ของการหลงเข้าไปยึดมั่นถือมั่น
มีตัณหาอุปาทานกับความคิดที่มันเกิดขึ้น. 
อันนั้นต่างหากที่ทำให้เราเป็นทุกข์   
เพราะถ้าเราไปเข้าใจว่าเราทุกข์เพราะความคิด
เราก็จะมุ่งสู่การพยายามไม่คิดหรือกดข่มความคิด
ซึ่งมันเป็นหนทางที่ผิด
แต่ถ้าเราเข้าใจว่าเราทุกข์
เพราะเราไม่รู้ทันความคิด
เราก็จะมุ่งสู่การเจริญสติเรียกว่าเจริญมรรค 
เพื่อให้ความรู้สึกตัวนั้นไปรู้เท่าทันตามความเป็นจริง

พระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน

Image by KELLEPICS from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา