ภาวนาคือสายลมอ่อนๆ ที่พัดแผ่วผ่านเข้ามา


หากท่านพยายามภาวนา นั้นมิใช่การภาวนา
หากท่านพยายามเป็นคนดี ความดีไม่มีวันแย้มบาน
หากท่านพยายามอ่อนน้อม ความอ่อนน้อมจะหายไป
ภาวนาคือสายลมอ่อนๆ ที่พัดแผ่วผ่านเข้ามา
เมื่อท่านเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ แต่หากตั้งใจเปิดมันทิ้งไว้
ตั้งใจเชื้อเชิญให้สายลมพัดแผ่วผ่านเข้ามา...
มันย่อมไม่มีวันเกิดขึ้น...
If you try to pray. That was not a prayer.
If you try to be a good person.
Goodness will never comes. 
If you try to be humble. Humbleness will disappear.
Pray is a gentle breeze. That blows through
when you leave the window open. 
But if you try to intend or invite 
the gentle breeze to blow through ...
It will never happen ...

ท่านกฤษณมูรติ

Image by Bertsz from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

กาย และใจ มิใช่ที่พึ่ง


กาย และใจ  มิใช่ที่พึ่ง  
การพ้นไปจากอำนาจกาย ใจคือที่พึ่ง  
เมื่อพ้นจากอำนาจกายใจแล้ว  
เราไม่จำเป็นต้องมีที่พึ่งอีก

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by EvgeniT from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ก็จะเข้าถึงธรรม...


...ขันธ์ ๕ คือ 
รูป เวทนา สัญญา  สังขาร วิญญาณ  
หรือเรียกย่อๆ  ก็คือ รูปหนึ่ง นามสี่  
หรือย่อต่อออกไปอีกทีหนึ่ง  
อารมณ์ กับกาย..  
ถ้ากำหนดรู้อารมณ์  กำหนดรู้กาย  
ปล่อยวางอารมณ์  ปล่อยวางกาย  
ละวางอารมณ์  ละวางกาย  
ให้ว่างจากอารมณ์ ให้ว่างจากกาย 
หรือว่างจากรูป จากนาม  
ก็จะเข้าถึงธรรมอันที่ 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนา

หลวงปู่ดาบส สุมโน

Image by Lancier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ไม่ใช่เข้าไปกำหนด ไปดัดแปลง


ถ้าเราเริ่มต้นทางการภาวนา
ด้วยการมีสติ สัมปชัญญะแล้ว
เราจะไม่ออกนอกทางเลย
เพราะการมีสติ สัมปชัญญะนั้น
เป็นเพียงการนำจิตให้เป็นเพียงรู้
รู้ในกระบวนการตามธรรมชาติเท่านั้น
ไม่ใช่เข้าไปกำหนด ไปดัดแปลง
หรือไหลเพลินไปกับอารมณ์ต่างๆ
เราไม่ใช่ว่าจะปฏิบัติเพื่อบังคับสิ่งใดๆ ให้ได้
แต่เพื่อให้เห็นว่า สิ่งใดๆ นั้น บังคับไม่ได้จริง

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Image by 강춘성 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ทุกอย่างไม่ต้องตั้งใจละ


จิตว่างอยู่แล้ว ทำอารมณ์ให้ว่าง 
จิตไปหลงว่าความโลภ 
ความโกรธ ความหลง เป็นจิต
ความไม่ว่างเป็นตัวทุกข์ 
ตัณหามีอยู่ประจำจิต 
ตัณหาไม่แสดงอาการเมื่อเวทนาไม่ปรากฏ
นึกหยุดคิด สติจะเต็มกาย 
ทุกอย่างไม่ต้องตั้งใจละ 
และไม่ต้องตั้งใจเอาด้วย 
ทุกอย่างดูไว้เฉยๆ 
เดี๋ยวปัญญามันเกิดขึ้นเรื่อยๆ

หลวงปู่เจือ สุภโร

Image by rdmphotosltd from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เพียง หยุด ยอม หรือ พอ


เมื่อใดถูกใจ..เมื่อนั้นยึดติด..
เมื่อใดไม่ถูกใจ..เมื่อนั้นคอย..จับผิด
ยิ่งยึดเรื่องราว ใจก็ยิ่งติดในมายาสมมุติ
ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้างเป็นธรรมดา
อย่าไปทุกข์เพราะปากเพราะความคิดของคน
ไม่มีใครในโลกนี้ ที่ไม่โดนตำหนิ
ไม่มีใครในโลกนี้ ที่ไม่โดนนินทา
ไม่มีใครในโลกนี้ ที่จะไม่โดนผู้อื่นเขาว่า
เราพึงยอมรับความจริงของธรรมชาติเช่นนั้น
อย่าไหลจมกับกระแสแห่งชอบหรือไม่ชอบใจ 
แต่ให้เธอเพียง หยุด ยอม หรือ พอ 
ช่างมัน ไม่ปล่อยตนตามความคิด
ที่ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ
แห่งธรรมคู่ หรือ ตามโลกธรรม 8 เสียเท่านั้น 
มายาก็จะสิ้นสุดลงไปเอง 

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

Image by torkanhakh from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ไม่คาดหวัง ไม่ตั้งใจ ไม่ให้ค่า


การปฏิบัติอย่างง่ายๆ
สำหรับปัญญาพื้นฐานทั่วไป
เฝ้าสังเกตุดู..อารมณ์..ความรู้สึก..นึก..คิด..
ในระหว่างวัน ตั้งแต่ลืมตาตื่น จนหลับตานอน
ทำไปสม่ำเสมอ..อย่าง..
ไม่คาดหวัง ไม่ตั้งใจ ไม่ให้ค่า

อาจารย์ปู่ เอกธาตุ

Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

จบลงที่การวางตัวรู้


ชีวิตคนเรามีแค่สองขณะ คือ "รู้" กับ "หลง"
ขณะที่รู้ก็คือไม่หลง ขณะที่หลงก็คือไม่รู้
ให้ฝึกมีจิตที่รู้อยู่ จนกว่าจิตจะตื่นออกมาว่า
อ๋อ แม้แต่ "รู้" นี่ มันก็ "ไม่ใช่เรา"
สิ้นสุดการเกิดอยู่ตรงที่เห็นว่า ผู้รู้ไม่ใช่เรา
จบลงที่การวางตัวรู้
เห็นว่ามันไม่ใช่เรา เป็นการเกิดดับเท่านั้น
สิ้นสุดความทุกข์ตรงที่เห็นแจ้งเช่นนี้

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ถ้าไปโกรธเขาก็เรียกว่าเราแพ้ตัวเอง


ไปเดือดร้อนอะไรกับคนนินทา 
ใครนินทาเราไม่ได้ยินไม่ใส่ใจก็สบาย 
คนนินทาน่ะเป็นยาชูกำลัง
ที่จะเตือนตัวเอง 
เขาติดีกว่าเขาชม จะได้รู้ตัว 
ถ้าเราเป็นอย่างนั้นจะได้ปรับปรุง 
เราจะไปโกรธเขาทำไม 
ถ้าไปโกรธเขาก็เรียกว่าเราแพ้ตัวเอง

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

Image by merlinlightpainting from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

เป็นการเสพความทุกข์


ความสุขที่ได้รับจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ 
เป็นความสุขที่ปนไปด้วยความอยาก 
เมื่อเสพแล้ว แทนที่จะเกิดความอิ่มความพอ 
ก็จะเกิดความอยาก ที่จะเสพเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ 
เมื่อมีความอยากขึ้นมากไปเรื่อยๆ 
ก็จะมีความทุกข์เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ 
เพราะความอยากนี้เป็นต้นเหตุของความทุกข์ใจ 
ดังนั้นการเสพความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย 
จึงไม่ได้เป็นการเสพความสุข 
แต่เป็นการเสพความทุกข์

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by merlinlightpainting from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา