ความสงบที่เกิดจากปัญญา ไม่ใช่ความสุข


ความสงบนี้มี ๒ ประการ คือ 
ความสงบอย่างหยาบอย่างหนึ่ง 
และความสงบอย่างละเอียดอีกอย่างหนึ่ง 
อย่างหยาบนั่นคือเกิดจากสมาธิ
ที่เมื่อสงบแล้วก็มีความสุข 
แล้วถือเอาความสุขเป็นความสงบ 
.
อีกอย่างหนึ่งคือ 
ความสงบที่เกิดจากปัญญา 
นี้ไม่ได้ถือเอาความสุขเป็นความสงบ 
แต่ถือเอาจิตที่รู้จัก
พิจารณาสุขทุกข์เป็นความสงบ 
เพราะว่าความสุขทุกข์นี้
เป็นภพเป็นชาติเป็นอุปาทาน 
จะไม่พ้นจากวัฏสงสารเพราะติดสุขติดทุกข์ 
.
ความสุขจึงไม่ใช่ความสงบ 
ความสงบจึงไม่ใช่ความสุข
ฉะนั้น ความสงบที่เกิดจากปัญญา
นั้นจึงไม่ใช่ความสุข แต่เป็นความรู้เห็น
ตามความเป็นจริงของความสุขความทุกข์ 
แล้วไม่มีอุปาทานมั่นหมาย
ในสุขทุกข์ที่มันเกิดขึ้นมา 
ทำจิตให้เหนือสุขเหนือทุกข์นั้น 
ท่านจึงเรียกว่าเป็น
เป้าหมายของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

หลวงปู่ชา สุภัทโท


Image by elvina1332 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ต้อนรับความไม่สำเร็จ


ถ้าต้อนรับความไม่สำเร็จ 
อย่างถูกต้อง
มันจะมอบความรู้ 
ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ 
ถึงที่สุดในกาลข้างหน้า 
จนกลายเป็นผู้ทำอะไร สำเร็จไปหมด

ท่านพุทธทาสภิกขุ

Image by marcelkessler from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


มีแต่ตัว "ไม่รู้" ที่ทำงานตลอด


ตั้งสติให้เป็นนะ อย่าประมาทนะ 
เท้ากระทบพื้นอยู่ รู้สึก
กระพริบตาอยู่ ก็รู้สึก 
รู้ไป เพื่ออะไร? 
ให้ตัวรู้มันมีที่อยู่ 
เวลาตัว "ไม่รู้" ทำงานจะได้เห็น.. 
คนส่วนใหญ่ไม่มีตัวรู้ที่อาศัยอยู่ตรงนี้เลย 
มีแต่ตัว "ไม่รู้" ที่ทำงานตลอด 
เช่นไม่รู้แล้วก็เผลอคิดไปเรื่อยๆ..
เผลอคิดว่าเขาว่าเราแล้วก็ทุกข์ใจ 
และก็คิดว่าเขาเป็นคนทำให้เราทุกข์ 
จริงๆ แล้วความไม่รู้นะ
ที่เผลอคิดเข้ามามันทำให้ทุกข์ต่างหาก

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

Image by Photorama from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



นี่ล่ะบูชาพระพุทธเจ้าสูงสุดเลย


จิต เป็นนามธรรม 
อย่าหลงว่ามันเป็นเรา 
มันเป็นแค่นามธรรม 
คำว่านามธรรมคือ 
ไม่มีตัวตนตั้งแต่แรกแล้ว
. 
มันเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง 
เป็นธรรมชาติที่นึกคิด
ปรุงแต่งอารมณ์ได้ รู้อารมณ์ได้
.
แต่จิตนี่เราสามารถฝึกให้เกิดปัญญา
คือรู้ความจริงรู้สิ่งทั้งหลายแล้วก็ปล่อยวาง
.
จิตสุดท้ายจะรู้ว่าทุกอย่างต้องวางหมด
ต้องปล่อยหมด แม้กระทั่งตัวจิตเอง
จิตต้องวางจิตได้ด้วย จิตต้องทิ้งจิตได้ด้วย 
จิตต้องไม่หลงยึดจิตเอาไว้
.
ยึดอะไรไม่ได้เลย
แม้ผลของการปฏิบัติ 
ก็สักแต่ว่าสภาวะ อะไรเกิดขึ้น 
ก็ไม่ไปยินดียินร้าย
มันจะชัดไม่ชัด รู้-เห็น ไม่รู้ ไม่เห็น
ก็ไม่ยินดียินร้าย ไม่ต้องเอาอะไร
.
ให้ปล่อยวางอย่างเดียวพอ
ทำเหมือนไม่เอาอะไร
.
นี่ล่ะบูชาพระพุทธเจ้าสูงสุดเลย
ก็คือเอาธรรมะ
ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เข้ามาในจิตเรา
โดยเฉพาะเนื้อหาของความเป็นพุทธภาวะ 
ก็คือการที่จิตไม่ยึดติดข้องอะไร

พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโต

Image by sipa from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เท่านั้นก็เป็นธรรมแล้ว


ความพ้นทุกข์ไม่ได้อยู่ที่อื่น 
มันอยู่ที่ใจเรา 
ใจเราสบาย
ไม่ห่วงหน้าพะวงหลังก็หมดทุกข์ 
มันไม่ได้อยู่ที่การทรมานธาตุขันธ์
ให้ลำบากดอก 
มันอยู่ที่ความเป็นธรรมชาติ
ความพอดี สายกลาง 
ไม่ดีใจ เสียใจ 
ใจนิ่ง ใจว่างจากอารมณ์ภายใน ภายนอก
เท่านั้นก็เป็นธรรมแล้ว ไม่มีทุกข์ 
มีความทุกข์ก็เพราะใจติดโลก 
ถ้าติดโลกเเล้วก็เกิดโลก 
ถ้าเกิดโลกแล้วก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ 
เป็นอนัตตา ไม่มีสาระเเก่นสาร

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by andreas160578 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



แค่ไม่เข้าไปเป็นทุกข์


จากหนังสือ เพียงแค่...รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ไม่ต้องไปทำมาก


ผู้มีปัญญาโปรดฟัง
ไม่ต้องไปทำมาก 
ให้มี "สติอยู่กับจิต
เป็นหนึ่งเดียวกัน" 
ให้ได้ "ปัจจุบัน" 
แค่นี้เหลือกินเหลือใช้ 
เหลือจะพรรณนา 

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

Image by bg242 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความยึดติดเกิดที่ไหน


ความยึดติดเกิดที่ไหน 
ความเครียดและความกลัวเกิดที่นั่น 
ผู้อยู่ในโลกแต่ไม่รู้เท่าทันโลก 
ไม่ศึกษาและปฏิบัติธรรม
คือไม่สนใจธรรมชาติของตัวเอง 
ไม่สนใจธรรมชาติของตัวเอง
ย่อมเป็นเหยื่อของมันอยู่เรื่อย อย่างเช่น 
กลัวความตาย เป็นต้น และกลัวการ
พลัดพรากจากสิ่งที่ให้ความสุขแก่ชีวิต 

พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ

Image by JerzyGorecki from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



การภาวนาอยู่ในชีวิตประจำวันเรา


การภาวนาสำคัญคือรู้ทันความรู้สึก 
การเจริญสติในชีวิตประจำวัน 
ไม่ใช่กลับไปเดินจงกรม 15 นาที 
สวดมนต์ไหว้พระ แล้วนี้คือการภาวนา 
ถ้าคิดอย่างนี้ แล้วยังแบ่งชีวิตอย่างนี้ 
หรือรีบๆ ทำงานให้เสร็จ 
เดี๋ยวจะกลับไปเดินจงกรม 
อันนี้ยังภาวนาไม่เป็นเลย 
เพราะการภาวนาอยู่ในชีวิตประจำวันเรา

คุณมาลี ปาละวงศ์

Image by michaelkaelin from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



การไม่หวังอะไร อาจจะดูเหมือนทำให้หัวใจแห้งแล้ง


..ลองทำงานด้วยความรู้สึกที่ว่างลง  
จะเห็นว่าต่างกับที่ทำงานด้วยความอยาก 
ที่ทั้งเหนื่อย ทั้งหนัก ทั้งวุ่น ร้อนเร่าไปหมด  
ยิ่งมีการแก่งแย่งมีผลประโยชน์รุนแรงเท่าไร  
ก็ยิ่งเร่าร้อนจัดจ้านขึ้นเท่านั้น
ทำงานตามหน้าที่ของตน  
ไม่หวังบุญคุณกับใครให้ยุ่งยากใจ 
ทำงานเพื่อให้สังคมเจริญ
ตามกำลังความสามารถของตน 
ใครไม่ชอบก็ช่าง ใครชังก็เฉย  
กลับทำให้ใจนั้นโปร่ง เบาและชุ่มเย็น สุข สันติ
การไม่หวังอะไร อาจจะดูเหมือนทำให้หัวใจแห้งแล้ง
แต่พอลองทำได้ สัมผัสได้เข้าจริงๆ  
ก็จะกลับรู้สึกสงบเย็น
เป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง  

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา