การให้อภัยนั้นเป็นทั้งวิปัสสนา และบุญใหญ่


ให้อภัยกันได้ อโหสิ ยอมกันบ้าง 
การให้อภัยนั้นเป็นทั้งวิปัสสนา
และบุญใหญ่กว่าการให้ทานด้วยวัตถุ
สร้างวัด สร้างเจดีย์ งานกฐิน มาร้อยวัด
ยังไม่เท่าการให้อภัย ให้อโหสิ ครั้งเดียวเลย

ให้หมดใจ ไม่โกรธ ไม่อาฆาต
ไม่ขอเอาคืน หรือเก็บมาทำร้ายใจตนเอง 
ให้อภัยเป็น
ก็จะเป็นวิปัสสนาและหลุดพ้นไปในตัว


พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม
Image by ThaiThu007 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


คนมีปัญญาเรียกร้องสิทธิที่จะไม่ทุกข์


คนส่วนใหญ่เรียกร้องสิทธิมนุษยชน 
แต่คนมีปัญญาเรียกร้องสิทธิที่จะไม่ทุกข์

ท่าน ว.วชิรเมธี

Image by AlemCoksa from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



สมาธิของพระพุทธเจ้าแปลว่า "ความตั้งมั่น”



สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ได้แปลว่า "สงบ”
สมาธิของพระพุทธเจ้าแปลว่า "ความตั้งมั่น”
จิตมันตั้งมั่นอยู่ ไม่ไหลนั่นเอง
โดยที่ไม่ได้บังคับไว้
ถ้าบังคับไม่ให้ไหล ก็ใช้ไม่ได้...

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

Image by susan-lu4esm from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ว่างจากสมมติ ว่างจากความรู้


..สมมตินั้นเป็นแค่ภาพ เป็นแค่สิ่งที่แทนให้รู้ภายนอก.. 
สิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่ในใจจริง... 
ตั้งสติให้ตั้งมั่น ให้ดูมัน 
สมาธิตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวกับความรู้ภายในทั้งหมด 
ถ้าสติตั้งมั่น สมาธิตั้งมั่น 
ปัญญาก็จะเห็นแจ้งความจริงของสิ่งเหล่านี้ 
มันเกิดขึ้นแล้วดับไปหมด ไม่มีอะไรเป็นของเรา 
ไม่มีอะไรเป็นตัวเรา ไม่มีอะไรเป็นตัวตนของเรา 
เรียกว่าอนัตตาธรรม
ถ้าเห็นดั่งนี้ ความว่างจากความเป็นของเรา 
เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา ก็อยู่ตรงนั้นนั่นเอง 
สมมติมีอยู่ เมื่อไม่เอามัน ก็เท่ากับว่างจากสมมติตรงนั้น 
ความรู้มีอยู่ ถ้าไม่เอามัน ไม่หลงมัน 
ก็เท่ากับว่างจากความรู้ตรงนั้นนั่นเอง 
จิตที่ประกอบด้วยสติสมาธิปัญญาเห็นแจ้ง 
จึงเป็นจิตที่อิสระ จิตที่ปล่อยวางนั่นเอง


พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

Image by Pexels from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



วางสุข ทุกข์ไม่ต้องวางก็หายไปเอง


ดูก่อนอานนท์ ..
บุคคลทั้งหลายผู้ที่จะรู้ว่า
สุขทุกข์ติดกันอยู่นั้นหายากยิ่งนัก
มีแต่เราตถาคตผู้ประกอบด้วยทศพลญาณนี้เท่านั้น
บุคคลทั้งหลายที่ยังเป็นปุถุชนคนโง่เขลานั้น 
ทำความเข้าใจว่า
สุขก็มีอยู่ต่างหาก ทุกข์ก็มีอยู่ต่างหาก
ครั้นถือเอาสุข เราก็ได้สุข
เราไม่ถือเอาทุกข์ ทุกข์ก็ไม่มีดังนี้
เพราะเหตุที่ว่าเขาไม่รู้ว่าสุขทุกข์ติดกันอยู่
เขาจึงไม่พ้นทุกข์
เมื่อผู้ใดอยากพ้นทุกข์ ก็ให้วางสุขเสีย
ก็เป็นอันละทุกข์วางทุกข์ด้วยเหมือนกัน
ใครเล่าจะมีความสามารถพรากสุขทุกข์ออกจากกันได้
ถ้าเราตถาคตพรากสุขและทุกข์ออกจากกันได้ 
เราจะปรารถนาเข้าสู่พระนิพพานทำไม
เราจะถือเอาแต่สุขอย่างเดียว
เสวยแต่ความสุขอยู่ในโลกนี้ 
ก็เป็นอันสุขสบายพออยู่แล้ว นี้ไม่เป็นเช่นนั้น 
เราแสวงหาสุขโดยส่วนเดียว ไม่มีทางที่จะพึงได้
เราจึงวางสุขเสีย
ครั้นวางสุข ทุกข์ไม่ต้องวางก็หายไปเอง อยู่กับเราไม่ได้

คิริมานนทสูตร

Image by Buhaan_ from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


อย่าถือเอาแม้อย่างเดียว


อาการของธรรมทุกแง่ที่เกิดกับจิต  
อาการจิต ความสัมผัสรับรู้ 
ในขณะที่อารมณ์มากระทบจิต 
ไม่ให้พลั้งเผลอและนอนใจในอารมณ์ 
นั่นแล เรียกว่า ความเพียร ..
ดี ชั่ว , สุข ทุกข์ , เศร้าหมอง ผ่องใส ... 
จงตามรู้ด้วยปัญญา 
แล้วปล่อยวางไว้ตามสภาพ 
ไม่ยึดถือและสำคัญว่าเป็นตน
สิ่งใดปรากฏขึ้น จงกำหนดรู้ 
อย่าถือเอาแม้อย่างเดียว
รู้ชั่ว ปล่อยชั่ว 
ถ้ากลับมาหลงดี ถือสิ่งที่ดีว่าเป็นตน 
นี้ก็ชื่อว่าหลง
จงระวังการมีสติ หรือเผลอสติในขณะนั้นๆ 
อย่าตามกังวล เป็นความผิดทั้งนั้น

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

Image by danfador from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ความเพียรแบบสายลมพัดผ่าน


ความเพียรในการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่แปลก 
เราไม่อาจใช้ความเพียร
ในลักษณะเดียวกับการทำสงคราม 
ถ้าเราต้องการเอาชนะกิเลส 
นั่นคือการเพิ่มพลังให้กิเลส 
แม้เราไม่ต้องการเอาชนะ เพียงแค่ทำความเข้าใจ 
กิเลสกลับลดลงอย่างน่าประหลาด 
การทำความเพียรในแง่มุมของการปฏิบัติ
จึงมีความหมายตรงกับคำว่า “ไม่เพียรไม่พัก” 
เราไม่ได้ทำจริงจังนักแต่เราก็ไม่หยุดทำ 
ไม่ใช่ความเพียรแบบพายุ 
แต่เป็นความเพียรแบบสายลมพัดผ่าน..

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ปล่อยวาง


จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


มีสติกำหนดรู้อยู่ในสิ่งที่จิตรู้นั่นแหละ


จิตรู้สิ่งใด..สติระลึกรู้สิ่งนั้น..สมาธิย่อมตั้งอยู่ที่นั้น
ปัญญาย่อมเกิดกับสิ่งนั่น..และเมื่อจิตเกิดกับสิ่งใด
จิตย่อมดับในสิ่งนั้นเช่นกัน..
มีสติกำหนดรู้อยู่ในสิ่งที่จิตรู้นั่นแหละ..
แล้วจะรู้และเข้าใจธรรมชาติของจิต... 

พระอาจารย์มหาบุญทัน รตนปญฺโญ

Image by Myriams-Fotos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ปัญญาวิมุตติ


..เวลาจิตคิดนึกปรุงแต่ง 
สติมันรู้ทันมันก็ชำระไป 
เดี๋ยวมันคิด รู้ทัน ปรุงแต่งขึ้นมา รู้ทัน 
พอสติรู้เท่าทันความคิดปรุงแต่ง 
ความปรุงแต่งมันก็ต่อยาวไม่ได้ 
พอปรุงแต่ง รู้ทัน มันก็ดับไป ปรุงแต่ง รู้ทันก็ดับไป 
การที่จิตปรุงแต่งแล้วก็ยาวไปเรื่อย ๆ มันก็จะฟุ้งบ้าง 
ราคะ โทสะ โมหะมันจะตามมา 
แต่ว่าสติมารู้ทัน รู้ทัน ปรุง รู้ทัน 
ปรุง เผลอ รู้ทัน ปรุง รู้ทัน 
จนกระทั่งมันปรุงไม่ออก 
จิตจึงรวมเป็นสมาธิได้ 
.
แม้แต่กำหนดที่จิต กำหนดดูความปรุงแต่ง 
จิตรวมเป็นสมาธิได้เอง
โดยที่ไม่ต้องไปเพ่งลมหายใจให้ต่อเนื่องเพื่อทำสมาธิ 
กำหนดดูเท่าทันต่อจิต ดูเท่าทันต่อความปรุงแต่ง 
จิตก็รวมเป็นสมาธิได้ 
อย่างนี้เรียกว่าวิปัสสนานำหน้า สมถะตามหลัง 
คือสมาธิมันตามขึ้นมาได้เอง 
แล้วก็รู้ชัดรู้แจ้งในสภาวธรรมนั้น 
จิตรวมไปก็มีปัญญารู้เห็นสภาวะ 
ความเปลี่ยนแปลง ความหมดไปดับไป 
จนก้าวไปสู่วิมุตติความหลุดพ้น 
อย่างนี้เรียกว่าเป็นปัญญาวิมุตติ 
คือหลุดพ้นด้วยกำลังของปัญญา
ที่ไม่ได้ทำสมถะมาก่อน ไม่ได้เจโตวิมุตติมาก่อน 
แต่ทำปัญญาโดยเฉพาะ 

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

Image by dermatz_fotografie from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา