ผู้เห็นทุกข์จริง ย่อมอยู่เหนือทุกข์..


ผู้เห็นทุกข์จริง ย่อมอยู่เหนือทุกข์.. 
จึงมองเห็นทุกข์ได้ชัดเจนว่า 
ทุกข์เป็นของปกติของกาย 
เวทนา (สุข - ทุกข์) ต่างก็ทำหน้าที่ของตนไปตามปกติของกาย 
จิตมองเห็นทุกข์ของกายด้วยปัญญา 
จิตไม่ยอมหลงยึดว่ากายนี้เป็นเราเป็นของเรา 
จิตในขณะนั้นจึงพ้นทุกข์ได้ 
เลยมีความสุข เพราะอยู่เหนือทุกข์ 
มองเห็นทุกข์กายดุจมองเห็นบ้านที่กำลังไฟไหม้ 
แต่เจ้าของบ้านไม่ร้อน ไม่ทุกข์ 
เพราะยืนอยู่นอกบ้านที่กำลังไฟไหม้ 
นี่คือพุทธพจน์

หลวงปู่หลุย จันทสาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


วางได้ สบายมากเหมือนดังคนที่ตายแล้ว


ใจวิมุตติหลุดพ้น ไม่ยึดไม่ถือ 
วางแล้วสบาย 
ทำใจให้วางอยู่ทุกวัน 
มีชีวิตอยู่ก็วางอยู่ วางแต่ยังไม่ตาย 
วางได้ สบายมากเหมือนดังคนที่ตายแล้ว 
หัดทำใจให้เป็นไปอย่างนี้เสมอๆ วางอยู่เสมอๆ 
เราก็จะไม่มี เราก็จะไม่ทุกข์ ไม่สุข 
ไม่หวง ไม่ห่วง ไม่ติดในห้วงมหรรณพ 
สักว่าแต่อยู่ สักว่าแต่ใช้อาศัยไปเฉยๆ

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


อารมณ์เป็นเชื้อโรคทางด้านจิตใจ


สำหรับนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย 
อารมณ์เป็นเชื้อโรคทางด้านจิตใจอย่างร้ายแรง 
ถ้าท่านปล่อยให้จิตใจของท่าน
เสพอารมณ์อยู่ตลอด 
จิตใจของท่านก็จะไม่มีพลัง 
หาความเป็นหนึ่งไม่ได้ 
หาความเป็นสมาธิก็ไม่ได้ 
มั่วสุมมืดบอดอยู่กับอารมณ์..
ผลที่ได้รับก็เป็นการต่อภพต่อชาติไม่มีที่สิ้นสุด 
นรกบ้างสวรรค์บ้าง...

พระอาจารย์ชายแดน สีลสุทโธ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



อย่าเสียเวลาไปสนใจสังโยชน์


ถาม: มีพระรูปหนึ่ง พูดเรื่องสังโยชน์ 10 และบอกว่าให้หนูไปทำความเข้าใจ เพื่อจะได้รู้ความก้าวหน้าของตัวเอง..

ตอบ: นี่แหละเป็นสาเหตุให้การสอนพุทธศาสนาในเมืองไทยไม่ก้าวหน้า เพราะไปสนใจที่ผลลัพธ์ สังโยชน์ 10 คือผลลัพธ์ เหมือนอิ่มข้าว เราจึงอย่าไปสนใจ ที่สนใจคือการกินอาหาร เมื่อกินมากพอมันอิ่มเอง...เราไม่จำเป็นต้องมานั่งดู ว่าเราอิ่มมากอิ่มน้อย อิ่มไปกี่กิโลกี่ขีด ไปดูทำไม การดับทุกข์ก็เช่นกัน อย่าเสียเวลาไปสนใจสังโยชน์ เมื่อถึงเวลา มันละของมันเอง การไปมัวสนใจดูนั่นแหละ กิเลสตัวเป้ง อยากมีอยากเป็นอยากได้โผล่มาทักทายทุกครั้งที่ดู... อย่าไปปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นอย่างนั้นอย่างนี้...จงปฏิบัติเพื่อหมดทุกข์ ใช้ความหมดทุกข์เป็นเครื่องวัดผลการปฏิบัติ ถูกต้องแน่นอนที่สุด ใช้สังโยชน์ชี้วัดมันคลาดเคลื่อน ไม่แน่นอน และก่อกิเลสได้ตลอดเวลา

สมสุโขภิกขุ จากหนังสือ คู่มือวิปัสสนา หน้า ๕๖

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


บุคคลของธรรม สลดแต่ไม่โศก


มีคำพูดว่า “บุคคลของธรรม สลดแต่ไม่โศก” 
มีเรื่องที่เป็นเหตุให้ทุกข์มันก็ทุกข์ แต่มันทุกข์เฉยๆ 
มันไม่ได้ทุกข์แบบคร่ำครวญตีอกชกหัว
เรียกร้องสิ่งที่แตกสลายให้คืนมา 
อย่างวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 
พระอรหันต์ที่หลุดพ้นแล้วท่านปลงธรรมสังเวช 
คือท่านไม่มีทุกข์ในใจ 
ส่วนพระอานนท์นี่ไปยืนร้องไห้อยู่คนเดียว 
แต่ท่านทุกข์เฉยๆ ไม่ได้ตีอกชกหัว 
คนที่รู้ความจริงชีวิตแล้ว โศกแต่ไม่เศร้า 
ทุกข์แต่ไม่ทรมานใจ ใจมันเฉยๆ 
เมื่อดีใจก็ดีใจแบบเฉยๆ ไม่ได้ดีใจแบบคลั่ง 
เสียใจก็เสียใจเฉยๆ 
นานเข้าก็ไม่มีคำว่า ดีใจ หรือ เสียใจ 
เมื่ออุเบกขาปรากฏอย่างต่อเนื่อง 
ทั้งดีใจและเสียใจก็ไม่ต่างกัน 
พรมแดนระหว่างดีใจและเสียใจมีไม่มาก

ท่านเขมานันทะ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

วิธีภาวนาแบบรู้ที่จิต


จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ถ้าปราศจากความสละละวาง



ถ้าปราศจากความสละละวางและความสลัดคืนในสิ่งทั้งปวงแล้ว 
ชีวิตไม่มีทางจะพบความสวัสดีปลอดภัยได้เลย

พระอาจารย์ชุมพล พลปญฺโญ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


อนัตตานุปัสสนา


 ..มองดูขันธ์ ๕ นี้ก็เห็นชัดเลย
ว่าเป็นของว่างเปล่าจากสัตว์จากบุคคล 
ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตนเป็นของตนจริงจังอะไร..
มองดูนอกขันธ์ ๕ นี้ออกไป
ก็มองไม่เห็นว่าอะไรจะเป็นแก่นสาร 
เป็นของเที่ยงของยั่งยืน..
มีแต่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น
แล้วก็แปรปรวนแตกดับไปอยู่อย่างนั้น..
ถ้าเกิดความรู้ความเห็นขึ้นมาอย่างนี้เสมอๆไป 
นั้นแหละท่านเรียกว่า “อนัตตานุปัสสนา” 
แปลว่า เห็นแจ้งในธรรมทั้งหลาย
ในสรรพสิ่งทั้งหลายว่าเป็น “อนัตตา”..
นี่แหละ..มีพระธรรมหรือว่ามีคุณธรรม
เป็นวิหารธรรม-เครื่องอยู่ภายในจิตใจ..
เมื่อใจมันมั่นอยู่ในธรรมเหล่านี้เสมอๆ ไปมันก็ทิ้งโลกได้ 
อาศัยอยู่กับโลกแต่ไม่ติดอยู่กับโลก 
เหมือนกับน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว 
ธรรมดาใบบัวจะหนีน้ำไม่ได้เลย 
ต้องแช่อยู่ในน้ำนั่นแหละ 
แต่ว่าใบบัวหากไม่ติดอยู่ในน้ำ 
น้ำไม่ซึมซาบเข้าใส่ในใบบัวได้ 
ฉันใดมุนีทั้งหลายก็ไม่ข้องอยู่ในอารมณ์ฉันนั้นแหละ 
ไม่ข้องไม่ติดอารมณ์ทั้งหลาย
ไม่ได้ซึมซาบเข้าสู่จิตใจของมุนีผู้รู้ทั้งหลายก็ฉันนั้น

 หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



เรามีปัญหาเมื่อไหร่ มันจะมีปัญหาไปหมด


ปัญหามันไม่มีอะไรกับเราหรอก
เราอย่าไปมีกับมัน
เพราะเราไปมีปัญหากับมัน ปัญหามันถึงได้มีกับเรา
ถ้าเราไม่มีปัญหากับมัน ต่อให้คนมาฆ่าเรา
เราก็ไม่มีปัญหาระหว่างเขากับเรา
ทุกอย่างยุติ สันติสุขทั้งคู่ ไม่มีเวร ไม่มีภัยต่อกัน
เรามีปัญหาเมื่อไหร่ มันจะมีปัญหาไปหมด

ครูบาเจ้าเพชร วชิรมโน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



จิตที่ว่างจากอุปาทาน ว่างทุกข์โดยอัตโนมัติ


คำว่า "สุญญตา" (ความว่าง) ก็มีทั่วไปในพระไตรปิฎก 
และยังตรัสกำชับไว้ว่า 
ข้อความเรื่องใดไม่เกี่ยวกับเรื่องสุญญตา 
ข้อความเรื่องนั้นไม่ใช่ตถาคตภาษิต..
เรื่องสุญญตานี้มิใช่เล็งถึงแต่ความว่างเฉย ๆ 
แต่เล็งถึงการทำให้จิตว่าง
จากสิ่งที่มากลุ้มรุมหุ้มห่อจิตให้เศร้าหมอง 
ให้มีจิตว่างจากกิเลสโดยเฉพาะ 
คืออุปาทานอันเป็นตัวการแห่งทุกข์โดยตรง 
ดังพระพุทธภาษิตว่า 
" จงเห็นโลกโดยความเป็นของว่างทุกเมื่อเถิด" ดังนี้เป็นต้น 
จิตที่เห็นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นของว่างอยู่นั้น 
คือจิตที่ว่างจากอุปาทานซึ่งย่อมจะว่างทุกข์ด้วยโดยอัตโนมัติ 
ซึ่งในที่นี้เราเรียกว่า "จิตว่าง" ..
การปฏิบัติเพื่อทำจิตให้ว่างจากอุปาทาน 
ประเด็นเดี่ยวนี้เท่านั้น ที่เป็นเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา 
การปฏิบัตินอกนั้นมีทั่วไปแม้ในศาสนาอื่น 
ดังนั้นพระไตรปิฏกที่แท้จะมุ่งสอน
แต่เรื่องทำจิตให้มีสุญญตาแต่อย่างเดียว 
และสุญญตาถึงที่สุดนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน

ท่านพุทธทาสภิกขุ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา