รื้อเรือนของตัณหาผู้สร้างภพ




ความคิดของเราทุกอย่าง เราคิดถึงตรงไหน 
ตรงนั้นแหละ เป็นภพเป็นที่อยู่อาศัยของจิต 
เรือนของตัณหา คือ รูป เสียง กลิ่น รส 
โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ 
ดังนั้น เราต้องทำจิตให้ว่างจากรูป 
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ 
เราจึงจะรื้อเรือนของตัณหาผู้สร้างภพได้ 
เพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ 
และธรรมารมณ์ นั่นแหละคือภพของจิต


พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

จิตอยู่นอกตัว ไม่สว่างไสว




จิตเป็นเรื่องแปลก จิตเราอยู่ข้างนอก 
จิตของเราไม่สว่างไสว เป็นจิตที่มืด 
แต่ถ้าจิตได้ถูกอบรมให้อยู่ในตัวได้ 
จิตเองจะเจิดจ้าสว่างไสวในตัวมันเอง 
อย่างอัศจรรย์ใจขึ้นมา 
จิตสงบพิจารณาอยู่ในตัว
ท่องเที่ยวในกายนคร จิตจะแจ้งขึ้นๆๆๆ 
เราจะอัศจรรย์ว่า อย่างนี้ก็มีหรือ? ..


พระอาจารย์จรัญ ทักขญาโณ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ปัญญาที่แท้เกิดจากการมีสติในทุกๆ อิริยาบถ



ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานานนับเป็นหลายชั่วโมง
บางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใด ก็ยิ่งจะเกิดปัญญามากเท่านั้น
ปัญญาที่แท้เกิดจากการที่เรามีสติในทุกๆ อิริยาบถ
การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้า
และต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งนอนหลับไป
อย่าไปห่วงว่าท่านต้องนั่งภาวนาให้นานๆ
สิ่งสำคัญก็คือ ท่านเพียงแต่เฝ้าดู
ไม่ว่าท่านจะเดินอยู่หรือนั่งอยู่ หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่…

หลวงปู่ชา สุภัทโท

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ละกิเลสด้วย “สติ”




ละกิเลสด้วย “สติ” 
สติฟอกอาสวะกิเลสเอง

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การวินิจฉัยความรู้สึกคิดนึกอยู่ตลอดเวลา




การวินิจฉัยความรู้สึกคิดนึกอยู่ตลอดเวลา
เท่ากับถอยตัวออกมาจากสิ่งที่ถูกรู้ 
เมื่อวินิจฉัยมันอยู่เรื่อยๆ 
เท่ากับวิจัยขันธ์ ๕ อยู่เรื่อยๆ 
เท่ากับหัดกลั่นน้ำสกปรกให้เป็นน้ำใส
สติปัญญาตรงนั้นที่ฝึกฝนอบรม
จนเป็นนิสัย จนเป็นอัตโนมัติ 
ครูบาอาจารย์ท่านเรียกมหาสติ มหาปัญญา


พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เมื่อเราวางสุขได้แล้ว




เมื่อเราวางสุขได้แล้ว 
ทุกข์ก็วางได้.. 

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การปฏิบัติธรรมก็เพื่อแยกใจให้ออกจากร่างกาย




การปฏิบัติธรรมก็เพื่อที่จะแยกใจให้ออกจากร่างกาย
ให้ต่างฝ่ายต่างอยู่กัน อยู่ตามธรรมชาติของตน 
ธรรมชาติของร่างกายก็คือ “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” 
ธรรมชาติของใจก็คือ “สักแต่ว่ารู้” “อุเบกขา” 
นั่นคือสิ่งที่เราต้องแยกมันออกจากกัน 
ปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างเป็นไปตามธรรมชาติของเขา 
ที่ใจไม่เป็นสักแต่ว่า ไม่เป็นอุเบกขา
ก็เพราะว่า มันถูกตัณหาถูกโมหะความหลง
มันหลอกให้มาจับมามัดให้ติดกับร่างกาย..
แล้วก็เกิดความอยากไม่ให้ร่างกายแก่ 
ไม่ให้ร่างกายเจ็บ ไม่ให้ร่างกายตาย 
แต่ไปห้ามมันไม่ได้..ความทุกข์ก็เกิดขึ้นภายในใจ


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงจะมีศีล โดยไม่ต้องสมาทานและรักษา




ศีลที่ต้องตีความเป็นศีลโลก ๆ...
ส่วนศีลเหนือโลกไม่ต้องตีความ
เพราะผู้ปฏิบัติที่มีสติสัมปชัญญะ
ย่อมไม่นำตนเข้าสู่ภาวะล่อแหลมต่อการเสียศีล
ความแตกต่างกันนี้เอง ทำให้ชาวบ้าน...
เขาถือศีลได้อย่างกระพร่องกระแพร่ง
ส่วนผู้ปฏิบัติที่แท้จริงจะมีศีล
โดยไม่ต้องสมาทานและรักษา
เพราะสติสัมปชัญญะ
ที่รักษาจิตตนเองนั้นแหละ
คือเครื่องทำศีลให้สะอาดบริสุทธิ์ไปในตัว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การสลัดคืน การไม่เอาอะไร จะทำให้จิตเป็นอิสระ




ถ้าเราเที่ยวนึกคิดไปต่างๆ นานา 
จิตก็มีการปรุงแต่งไปสารพัด 
ล้วนแต่จะเป็นความสกปรก เศร้าหมอง 
อยู่กับดีๆ ชั่วๆ ตัวตนของเรา ของเขา 
จนจิตนี้ก็จะถูกผูกมัดทำให้หมดอิสระ
การสลัดคืน การไม่เอาอะไร 
จะทำให้จิตนี้เป็นอิสระขึ้นมา 
มันก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมาง่ายๆ อย่างนี้


ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ไม่มีความจำเป็นต้องไปละนั่นละนี่





การที่ใครๆ จะปฏิบัติให้ถึงมรรคผล เป็นพระโสดาบัน 
เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ 
จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปละนั่นละนี่ 
ที่แท้การคิดว่าจะละ..จะละความโลภ ละความโกรธความหลง 
คิดจะละอย่างนั้นมันกลับผิด เพราะเราจะละสิ่งใด 
เราต้องรู้เห็นตามความเป็นจริง และตามความเป็นจริงแล้ว 
เราไม่อาจจะละอะไรได้ทั้งนั้น มีแต่มันละเราเพราะว่าเรายึดมันไว้


หลวงปู่เจือ สุภโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา