มารในใจ คือ เนื้อหาของความคิด




ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า คำว่า “มาร”
หมายถึง สิ่งที่บดบังความจริงแต่ดั้งเดิม
โดยเฉพาะมารในใจ คือ เนื้อหาของความคิด
ที่ปิดบังความว่างอันบริสุทธิ์ของจิตใจ
แต่ก็มิใช่เป็นการห้ามใช้ความคิด
เพราะความคิดเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของชีวิต
เพียงแต่ว่าจะอยู่กับความคิด
และใช้มันอย่างถูกวิธีอย่างไร
จึงจะไม่กลายเป็นเหยื่อของมาร


พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

ติดตามหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์อีกมากได้ที่ :
เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ถ้ารู้ว่าเผลออยู่ในความคิด




คนในโลกนี้ เผลออยู่ในความคิดตั้งแต่เกิด
ไม่เคยรู้ตัวเลย เรียกว่าไม่เคยรู้จักตัวเองเลย
ถ้าเราหลงไปอยู่ในความคิด 
แล้วรู้ได้ว่าเผลออยู่
เราจะหลุดจากโลกของความคิด
มาอยู่ในโลกของความเป็นจริง จิตก็จะตื่น


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ติดตามหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์อีกมากได้ที่ :
เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

อย่าเหินห่างจากสติ




สติเป็นสมบัติที่มีอยู่แล้วในเราทุกคน
แต่ว่ามันยังมีน้อยเกินไป มันยังไม่มาก ไม่เติบใหญ่ 
เพราะชีวิตของเราแต่ละเวลานาที 
เราปล่อยจิตใจไปตามอำนาจของความคิด
ความอยากต่างๆ ไปตามโลก ตามวัตถุที่รักที่ชอบ
เป็นทาสของอายตนะเสียเป็นส่วนใหญ่ ...
ดังนั้นวันเวลาที่เหลืออยู่...ขอให้เรากลับมาทำความคุ้นเคย
หัดครองชีวิตด้วยสติ ด้วยความรู้สึกตัว 
อย่าเหินห่างจากสติ มิฉะนั้นเราจะเสียเวลา

หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ


ติดตามหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์อีกมากได้ที่ :
เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

แค่รู้..โทสะดับได้เอง




วิปัสสนากรรมฐาน คืองานเจริญปัญญา 
ให้เห็นตรงต่อความเป็นจริง หมายถึงเห็นไตรลักษณ์
คือปรับเป้าหมายใหม่..ไม่ได้มุ่งที่ความสงบ 
แต่มุ่งที่จะรู้ตามความเป็นจริง
พอมีโทสะ ก็รู้ รู้เฉยๆ..ไม่แก้ ไม่กด ไม่คุม 

แค่รู้..ก็จะเห็นเลยว่า..โทสะดับได้เอง
รู้ปุ๊บ..ดับปั๊บเลย! สังเกตดีๆ 
อย่างนี้จึงจะโดยไตรลักษณ์ได้
อย่างนี้จึงจะเข้าใจสภาวะทั้งหลายตามที่มันเป็นได้


พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

ติดตามหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์อีกมากได้ที่ :
เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ความอยากของเราเกิดจากความคิดของเรา



ถ้าเรามีสติควบคุมความคิดได้ ทำใจให้สงบได้ 
สอนใจให้ปล่อยวางได้
เราก็จะไม่ทุกข์กับสิ่งต่างๆ 
เพราะเราจะควบคุมความอยากได้นั่นเอง
ความอยากของเราเกิดจากความคิดของเรา 
เราคิดเรื่องนั้นคิดเรื่องนี้แล้ว
เราก็อยากตามมา...


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ติดตามหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์อีกมากได้ที่ :
เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เมื่อรู้เท่าทันอารมณ์ตนเองบ่อยๆ



เมื่อรู้เท่าทันอารมณ์ตนเองบ่อยๆ แล้ว
เราจะมีที่พึ่ง คือธรรมะภายในจิตใจ 
ซึ่งเป็นที่พึ่งอันมั่นคงถาวร

พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส

ติดตามหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์อีกมากได้ที่ :
เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

อย่าพยายามหยุดความคิด




อย่าพยายามหยุดความคิด 
แต่ให้ทันการคิด อย่าตามความคิดไป 
กลับมาที่ความรู้สึกตัว กลับมาที่การเคลื่อนไหว
เมื่อฝึกเป็นไปอย่างนี้ สัญชาตญาณชนิดหนึ่ง 
คือสัญชาตญาณการป้องกันตน...
จะป้องกันสติไม่ให้คล้อยไปตามความคิด 
ไม่ให้ความคิดพาไป ...
ในที่สุดสติจะแก่กล้าขึ้นภายในช่วงเวลาสั้นๆ 
ถ้าปฏิบัติต่อเนื่อง ต่อไปสติจะไวขึ้นนั่นเอง

ท่านเขมานันทะ

ติดตามหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์อีกมากได้ที่ :
เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากบุคคลอื่น




ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากบุคคลอื่นทำให้เราเป็นทุกข์
แต่ตัวเราต่างหากล่ะ
เป็นผู้รับสัมผัสอารมณ์ แล้วเป็นผู้ทุกข์
เมื่อรู้อารมณ์เหล่านี้ เป็นอารมณ์แห่งความทุกข์
ควรจะรู้แล้วปล่อย รู้แล้วก็วาง ไม่ยินดียินร้ายมัน
ปล่อยใจให้เป็นอิสระเสรี เหมือนกับนกที่กางปีกสยายปีก...
เมื่อถึงลมบนแล้ว ก็ปล่อยให้ลมนั้นดันตัวเขาลอยไป
โดยที่ไม่ต้องกระพือปีกให้เหนื่อย
เขาเรียกว่าเป็นอิสระอย่างนั้น ปลดปล่อยได้อย่างนั้น


ครูบาเจ้าเพชร วชิรมโน

ติดตามหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์อีกมากได้ที่ :
เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การปฏิบัติในชีวิตประจำวันเป็นอย่างนี้



โดยปกติในชีวิตประจำวัน 
เมื่อเกิดอารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจ 
เราชอบระบายความรู้สึกออกไป
โดยการดุ หรือพูดอะไรให้คนอื่นเจ็บใจ
แต่ถ้าเรารู้สึกตัวแล้วไม่พูดอย่างงั้น
เราก็จะได้ธรรมะหลายข้อ...
ความรู้สึกตัวว่ากำลังหงุดหงิด คือสติ
และการที่ไม่ทำตามความรู้สึกนั้น คือความอดทน
เมื่อความเศร้าหมองในใจเราหาย
เกิดสำนึกในความไม่เที่ยงของอารมณ์
ความไม่เป็นตัวเป็นตนของอารมณ์ 
นั่นคือตัวปัญญา
การปฏิบัติในชีวิตประจำวันเป็นอย่างนี้


พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ

ติดตามหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์อีกมากได้ที่ :
เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ทุกอิริยาบถ มีสติ จะได้สมาธิ




ใครที่ยังไม่มีโอกาสจะเข้าวัดเข้าวา
มานั่งสมาธิหลับตาอย่างที่พระท่านชักชวน 
การปฏิบัติสมาธิ เอากันอย่างนี้ 
ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด 
ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา 
ทุกคนได้ฝึกสมาธิมาตามธรรมชาติแล้วตั้งแต่เริ่มรู้เดียงสา 
มาทีนี้เรามาเริ่มฝึกใหม่ นี่เป็นการเสริมของเก่าที่มีอยู่แล้วเท่านั้น อย่าไปเข้าใจผิด
ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์จิต 
เราทำสิ่งเหล่านี้ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น 
เวลานอนลงไป จิตมันคิดอะไร ให้มันคิดไป 
ให้มีสติไล่ตามรู้มันไปจนกระทั่งนอนหลับ 
ปฏิบัติต่อเนื่องทุกวันแล้ว ท่านจะได้สมาธิอย่างไม่คาดฝัน
ในขณะทำงาน กำหนดสติรู้อยู่กับงาน เวลาคิด ทำสติรู้อยู่กับการคิด 
โดยถือการทำงาน การคิด เป็นอารมณ์ของจิต
โดยธรรมชาติของจิต ถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก 
จิตย่อมสงบ มีปีติ สุข เอกัคคตาได้ ในโอกาสใดโอกาสหนึ่งจนได้ 
ถ้าผู้ปฏิบัติตั้งใจทำจริง



หลวงพ่อพุธ ฐานิโย


ติดตามหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์อีกมากได้ที่ : 
เฟสบุ๊คบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา