สละสิ่งไม่ดีในใจ เป็นยอดของทาน



          หัดเสียสละความรู้สึก สิ่งที่ไม่ดีที่มีอยู่ในตน ในจิตใจ ออกไปเสียบ้าง ความเคียดแค้น ความโกรธ ไม่พอใจ โกรธเล็กๆ น้อยๆ ขัดเคือง หัดสละออกไปจากใจบ้าง ก็เป็นทาน เป็นยอดของทาน สิ่งชั่วเหล่านี้ยังติดแน่นเพราะเรานิยมพอใจในสิ่งเหล่านี้ จึงแกะยาก เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาให้เห็นโทษของสิ่งเหล่านี้ให้มาก

                                                                                               หลวงพ่อทอง จนฺทสิริ

ดูตัวเอง จิตจะสว่างไสว



          โยมทั้งหลาย สังเกตดูที่เขาหล่อพระพุทธรูปกัน เห็นมั้ย? พระพุทธเจ้าไม่เคยส่งพระเนตรไปข้างนอก แค่ดูตัวเองนะ ทอดพระเนตรลงต่ำ ดูที่มือตัวเองนั่นแหละ ... ไม่ส่งใจออกนอก นั่น! เขาเรียกว่าดูตนเองแหละ ... ไม่ดูคนอื่น ดูทำไมคนอื่น ...ใจเรานี่มันดีหรือยัง...นี่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหานะ มองหาแสงสว่างไม่มี ที่เขาเรียกมืดแปดด้าน แต่ถ้าคนมองดูตัวเอง จะสว่างไสว จิตดวงนี้ไม่มีกิเลสเพราะมันสว่างไสว มันมีเมตตา มีศีล มีธรรมในหัวใจ นั่นแหละ! เพราะว่าบุญคุ้มครอง ศีลคุ้มครอง เห็นมั้ยล่ะ!! ธรรมก็คุ้มครองใจเรา...

                                                                                                       หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร

ใจทุกข์เพราะหลงแบกขันธ์ ๕




เมื่อขันธ์ ๕ มีสภาวะทุกข์โดยธรรมชาติ 
การหลงเข้าไปยึดไปแบกขันธ์ ๕ ด้วยอาการที่ไม่รู้เท่าทัน 
จิตใจจึงพลอยได้รับความทุกข์ไปด้วย 
วางขันธ์ ๕ ลงได้เมื่อใด จะเหมือนการวางภูเขาหินที่เคยแบกไว้ 
มันเบา มันสบายอย่างบอกไม่ถูก...

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

เมื่อสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ก็เป็นคนสมบูรณ์




มีสติรู้ตัวเสมอ รู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
กับกาย วาจา จิตของเรา 
รู้ว่าดี ชั่ว ถูก ผิด 
บุญ บาป ไม่บุญ ไม่บาป นั้น 
ล้วนเกิดมาเพื่อฝึกสติสัมปชัญญะของเรา 
เมื่อสติสัมปชัญญะของเราสมบูรณ์ 
เราก็เป็นคนสมบูรณ์ สามารถทำความดี
ได้สมบูรณ์ นี่คือแนวทาง 

หลวงพ่อทอง จนฺทสิริ

รู้แล้วปล่อย รู้แล้ววาง เป็นมรรค




รู้แล้วปล่อย รู้แล้ววาง เป็นมรรค 
รู้แล้วถือ รู้แล้วยึด เป็นสมุทัย

พระอาจารย์อังคาร อัคคธัมโม

ให้ใช้ความคิดเป็นเครื่องรู้ของจิต



          ให้ทำสติกำหนดรู้ลงที่จิต คอยจ้องดูว่าความคิดอะไรจะเกิดขึ้น พอมีความคิดอะไรเกิดขึ้น เราทำสติตามรู้ รู้ตามไปเรื่อย จิตมันจะคิดเรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องสารพัดสารเพอะไรก็แล้วแต่ ปล่อยให้มันคิดไป แต่หน้าที่ของเรา ทำสติตามรู้อย่างเดียว จะคิดเรื่องบุญเรื่องบาปเรื่องกุศลอกุศลอะไรไม่สำคัญ ให้กำหนดเอาความคิดอันนั้นแหละเป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ

                                                                                                    หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

รู้จริงคือรู้ไตรลักษณ์




...เมื่อเราอยากจะรู้จริง เราก็ต้องทิ้งตัวรู้ก่อน 
รู้ปลอมๆ เนี่ย เมื่อเราทิ้งตัวรู้ได้ปุ๊บ 
รู้จริงมันก็เกิดขึ้น รู้จริงคือรู้ว่าทุกสิ่งอย่าง
มันเกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่ มันก็ดับไป 
เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่ มันก็ดับไป ...
ตัวรู้จริงมีหน้าที่แค่นี้ ไม่ไหลไปตามอารมณ์ 
นี่เค้าเรียกรู้แบบธรรมะ...


หลวงพ่อวิชัย เขมิโย

สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกจิตให้เข้าใจและปล่อยวาง




พระพุทธเจ้าทรงแน่วแน่กับสิ่่งที่ได้ตรัสสอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด
คือการฝึกจิต ให้เข้าใจและปล่อยวางสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา 
โดยความเข้าใจนี้ แก่นแท้ธรรมชาติของตัวเราและสิ่งทั้งหลาย
จะเผยตัวออกมาเอง พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ชัดเจนมากว่า
ประสบการณ์ความเข้าใจในสัจธรรม ...
ไม่สามารถสรุปย่อเป็นหลักการ หรือสื่อได้โดยใช้คำพูด
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การฝึกจิต 

พระอาจารย์สุเมโธ

ให้รู้จักจิตว่าคราวไหน เกิดอะไร




ทุกข์เกิด ก็ให้อยู่กับทุกข์ สุขเกิด ก็ให้อยู่กับสุข ให้รู้จักตัวมัน 
ให้รู้จักจิตว่าคราวไหน เกิดอะไร ให้อยู่กับมัน 
....สังเกตดูมัน ให้ควรดูมันโดยกำหนดจดจ่อ ดูมันให้ตลอด 
ผลที่สุด มันก็จะจืดจางหายไป เช่นเดียวกับนั่งทับหญ้า 
นานๆ ไป มันก็จะค่อยๆ ตายไปเอง....

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

เมื่อเพียรดูจิต จะเข้าใจสังขาร




เมื่อเราเพียรเพ่งดูจิต 
ดูความคิด ความนึกของตัวตลอด 
ไม่ยอมให้หลุดจากจิต 
แล้วเราจะเข้าใจสังขาร 
อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ...
มันปรุงเราให้ดีใจ เสียใจ 
ร้องไห้ หัวเราะ โศกเศร้า 
มันปรุงเราได้ๆ

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร