การเจริญสติในชีวิตประจำวัน เหมือนการสั่งสมน้ำทีละหยดๆ



การเจริญสติในชีวิตประจำวันนี้ เหมือนกับการสั่งสมน้ำทีละหยดๆ
เมื่อปริมาณมากขึ้น ในที่สุดมันจะแสดงพลังอำนาจของน้ำให้ดู
สามารถที่จะท่วมหรือเติมลงในแอ่งใหญ่ๆ เช่น เขื่อน
ก่อเกิดพลังงานไฟฟ้า หรืออะไรได้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น

ท่านเขมานันทะ

การภาวนาที่มีอภินิหารมากที่สุด คือการเห็นจิตเจ้าของ



คนชอบภาวนาแล้ว อยากจะมีฤทธิ์ มีเดช อยากมีหูทิพย์ ตาทิพย์ 
ภาวนาแล้วอยากเห็นนั่น อยากเห็นนี่ มันจะวิเศษอะไร 
การภาวนาที่มีอภินิหารมากที่สุด คือการเห็นจิตเจ้าของ เห็นใจของเราเอง
มีสติต่อเนื่องเห็นใจของเราตลอดเวลา โอ๊ย อันนี้สิ วิเศษของจริง
มันวิเศษที่สุดเลย เพราะกิเลสมันหายได้ พ้นทุกข์ได้ 
นักภาวนา ต้องเอาสติเป็นสำคัญ อย่างอื่น อย่าไปสนใจมันมากนัก
อันนั้นมันของแถม ของเล่นเฉยๆ

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

ดวงตาเห็นธรรม



ดวงตาเห็นธรรมนั้น
คือดวงตาเห็นอะไร
คือดวงตาเห็นสิ่งหนึ่ง
มีความเกิดเป็นเบื้องต้น
ความแปรไปเป็นท่ามกลาง 
ความดับไปเป็นที่สุด

หลวงปู่ชา สุภัทโท

ฝึกสติให้ดีเพื่อกำจัดสัญญาอารมณ์



ให้ฝึกสติ ฝึกให้มันกล้า มันพอ มันมีกำลัง
ถ้าสติของเรามันกล้าพอแล้ว อารมณ์มันจะตามมาได้ที่ไหน
ถ้าสติของเราอ่อนแออยู่ มันก็ตามมาได้นั่นแหละ
นี่ความบกพร่องมันอยู่ที่ตรงนี้
เหล่านั้นไม่ให้ติดตามมา...

หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล

กิเลสคือการคิดปรุงแต่งทั้งหมด




กิเลสคืออะไร กิเลสคือการคิดปรุงแต่งทั้งหมด” 
การปรุงแต่งทั้งหมดเป็นความทุกข์ทั้งหมดเลย 
ถ้ามีความคิดปรุงแต่งเกิดขึ้น กระเพื่อมเพียงเล็กน้อย 
สำหรับคนที่มีจิตละเอียดแล้ว จะรู้สึกเหมือนกับถูกมีดเสียบแทง 
มันเจ็บปวดเหลือเกิน ...
เมื่อก่อนเราอยู่กับความคิดปรุงแต่งตลอดเวลา แต่ไม่มีความรู้สึกอะไร 
แต่พอทำจิตสงบแล้ว จะเห็นว่าการคิดปรุงแต่งเป็นศัตรู 
เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ...

พระอาจารย์จรัญ ทักขญาโณ

ไม่ใช่ห้าม ให้รู้ทัน



ถ้าไม่อยากเกิดแล้วนะ.. ให้เจริญสติ เห็นความจริงในใจ คือเห็นกิเลสในใจ
มีราคะให้รู้ทันราคะ มีโทสะให้รู้ทันโทสะ มีโมหะให้รู้ทันความหลงความเหม่อ
ไม่ต้องไปห้ามมัน..เพียงแต่อย่าผิดศีล ให้รู้ทัน !!
อย่าไปด่าเขา อย่าไปตบเขา อย่าไปตีเขา
ให้รู้ทันว่า..ตอนนี้มี “สิ่งหนึ่ง” เกิดขึ้นในใจ...
เบื้องต้นนะ..ให้เห็นสภาวะที่เกิดขึ้นในใจตัวเองก่อน
จะเป็นราคะ โทสะ หรือโมหะ ..อะไรก็ได้ ที่มันเกิดขึ้นน่ะ
พอรู้ทัน ขณะรู้ก็เกิดสติ กิเลสก็ดับ
กิเลสเหล่านั้นก็จะแสดงความจริงออกมาว่า “มันไม่เที่ยง”
ไม่ใช่ห้ามมันไม่ให้เกิดนะ ..ห้ามไม่ได้ !!

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

ความเห็นที่เป็นมรรค



สภาวะอันไหน ก็เกิดขึ้นมาเพื่อให้จิตเราดู เรารู้ เราเห็น
เห็นอะไรหรือ ก็เห็นว่ามันเกิดแล้วก็ดับ เห็นว่ามันไม่ใช่เรา 
ไม่ใช่ของเรา เพราะฉะนั้นการปฏิบัตินี่ ก็เป็นปัญญาญาณตรงนี้
ถ้ามันเห็นอย่างนี้ มันก็ไม่อยากยึดอะไร 
เพราะมีแต่ความเกิด ดับ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จิตก็คลายออกๆ ...
นี่ เป็นปัญญา ตรงนี้เขาเรียกว่า มรรค เป็นการเดินอริยมรรคแล้ว

พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโต

สมาธิตามธรรมชาติ



สมาธิที่ดีนั้นจะต้องมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ
และสามารถพิจารณาสิ่งต่างๆ ได้ตามความเป็นจริง
เมื่อผู้ปฏิบัติมีความรู้สึกตัว ไม่คิดออกนอกตัว
ก็จัดว่าจิตเป็นสมาธิแล้ว
เรียกว่า สมาธิตามธรรมชาติ...

หลวงพ่อกนฺตสิริ (กนฺตสิริ ภิกฺขุ)

ใจสงบตั้งมั่น จะพบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่ใจ



ถ้าใจของเราทุกคนมีความสงบตั้งมั่น 
คุณสมบัติของธรรมนั้นก็มีกันทุกหัวใจ 
แต่ข้อสำคัญคือใจเราที่ยังไม่สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ 
ที่ทำให้เรายังไม่เห็นอะไรในตัวเอง 
ยังไม่เห็นพระพุทธเจ้า คือพุทโธอยู่ในตัวเอง ...
ต่อเมื่อเราทำใจของเราให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว 
เราจะอ๋อ!! คุณของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนี้ 
พระธรรมเจ้าก็อยู่ตรงนี้ พระอริยสงฆ์ก็อยู่ตรงนี้ 
เราจะอ๋อเลย เราจะได้ไม่ไปหาที่อื่นไกล

หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก

ไม่ใช่ "ละ" แต่ต้อง "รู้"





การที่จะปฏิบัติให้ถึงมรรคผล..นั้น จึงไม่ต้องคิดละอะไรทั้งสิ้น 
ที่แท้การคิดว่า จะละความโลภ ..โกรธ ..หลง ..มันกลับไม่ถูกอุบาย... 
เราต้องดูให้รู้เห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริง ว่ามันไม่ใช่เรา 
และรู้ว่าเรายึดมันไว้ด้วยอำนาจความหลง ...
เพราะเหตุที่เรามี “อวิชชา” คือความไม่รู้แจ้ง ทำให้เราไม่รู้จักตนตามความเป็นจริง 
เป็นเหตุให้สำคัญเอาขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ...
ซึ่งไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน จิตจึงยึดขันธ์ ๕...ไม่ยอมปล่อยวาง 
เราจะนึกปล่อยนึกวางอย่างไรก็ไม่ได้ผล
ครั้นเราทำการดูอยู่ จนรู้เห็นตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่ตน 
“วิชชา” ก็เกิดขึ้น “อวิชชา” ดับไป ความหลงก็ดับไปด้วย 
ความยึดคืออุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ ก็ดับด้วย...
เราไม่ต้องตั้งใจปล่อย ไม่ต้องตั้งใจวาง ไม่ต้องตั้งใจละอะไรทั้งสิ้น 
หลักความจริงมีอยู่อย่างนี้

หลวงปู่เจือ สุภโร

จากเทศนาธรรมเรื่อง กุณฑลิยสุตตกถาเทศนา
ที่กระทรวงศึกษาธิการ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑