ความสุขจากการเป็นอิสระจากกิเลส



ความสุขจากการเป็นอิสระจากกิเลสนั้น 
เหนือกว่าความสุขทางโลกอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า 

ไม่ย้อนดูจิตด้วยสติปัญญา...



          ...อย่าดูสิ่งใดว่าสิ่งนั้นไม่ดี สิ่งนี้ไม่ดี นอกไปจากจิตตัวคึกคะนอง เพราะเป็นตัวกิเลสโดยตรง ปรุงออกไปว่าสิ่งนั้นไม่ดีสิ่งนี้ไม่ดี ตัวผู้ปรุงนั้นแลตัวไม่ดีเอง ตัวคึกคะนอง ตัวเลวร้าย อยู่ไม่เป็นสุข หาเรื่องหาราวใส่สิ่งนั้นสิ่งนี้ คนนั้นคนนี้ ไม่ย้อนดูจิตด้วยสติปัญญา ก็ชื่อว่าปล่อยให้พิษร้ายอันนี้แสดงฤทธิ์แสดงอำนาจบนหัวใจ มรรคผลนิพพานจะหวังเอาจากอะไรที่ไหน เมื่อมีแต่สิ่งเหล่านี้ออกหน้าออกตาอยู่ทุกอาการที่เคลื่อนไหวของจิตและของกายวาจาอยู่แล้ว...

                                                                                   หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

เรื่องโลกไม่เป็นสาระแก่นสาร



         ..ใจของคนเรานี่ มันคลุกคลีอยู่แต่ด้วยเรื่องโลกๆ ต่างๆ นานา และก็ทำให้ไม่สบายใจ ทำใจให้วุ่นวายเดือดร้อน กระวนกระวาย เพราะเราเข้าใจว่า เรื่องโลกนั้นเป็นสาระแก่นสาร จึงทุ่มเทจิตใจเข้าไป อย่างไม่มีการตรึกตรองพิจารณา ถ้าเปรียบอย่างหนึ่งเปรียบเหมือนแมลงเม่า เมื่อได้เห็นเปลวไฟอย่างนั้นแล้ว พากันบินโถมเข้าไป ผลที่สุดก็ไหม้ ลงร่วงอยู่ในกองไฟทั้งหมด ชีวิตของเราก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ไม่เป็นสาระแก่นสาร

                                                                                                  หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท

ให้จิตเป็นกลาง



          ...ถึงจะชอบใจมากแค่ไหน ก็ไม่สมควรจะตื่นเต้นตาม ถึงจะไม่ชอบใจสักเท่าไร ก็ไม่สมควรปล่อยให้จิตใจเศร้าหมอง...เราต้องพยายามให้จิตเป็นกลาง ที่เป็นกลางนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีความรู้สึก ไม่มีอารมณ์เลย แต่ว่าเป็นกลางโดยมีสติสัมปชัญญะ รู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดต่างๆ มีความมั่นคงท่ามกลางความรู้สึกต่างๆ...

                                                                                                       พระอาจารย์ปสันโน

ผู้ใดคลายความพอใจรักใคร่ได้ ผู้นั้นจะพ้นจากทุกข์



          พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “กามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖  ผู้ใดคลายความพอใจรักใคร่ได้ ผู้นั้นจะพ้นจากทุกข์ ใครจะถามเราร้อยครั้งพันครั้ง เราก็บอกอยู่แค่นี้ว่า ผู้ใดตัดความรักใคร่พอใจในร่างกายตน และตัดความรักใคร่พอใจในกายผู้อื่นได้  ผู้นั้นก็พ้นทุกข์ถึงนิพพาน”

                                                                                           หลวงพ่อกนฺตสิริ (กนฺตสิริ ภิกฺขุ)

ตามลมหายใจอย่างมีสติ




...วิธีที่จะตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันขณะ
เราเพียงแต่กลับมา...ตามลมหายใจอย่างมีสติ
ทำ..เพียง..เท่านั้น
เรา...ก็สามารถที่จะนำกาย นำใจของเรา... 
กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน

...
ท่านติช นัท ฮันห์

อย่าหนีโลกธรรม



          ทุกคนหนีโลกธรรมไม่พ้น จึงอย่าหนีมัน เพราะมันเป็นของธรรมดา คนส่วนใหญ่คิดว่าตนฉลาด (พระองค์ตรัสว่า เป็นคนโง่ตั้งแต่เริ่มคิด เพราะเป็นอารมณ์หลง) ดังนั้น เมื่อถูกด่า-ว่า-หรือติ หรือนินทา จะมีอารมณ์ไม่พอใจ โกรธ เก็บเอามาคิดปรุงแต่ง เกิดอาฆาต-พยาบาท-จองเวร เพราะอารมณ์โง่ โมหะหรือหลง หรือมิจฉาทิฏฐิ จึงทำร้ายตนเอง เผาตนเอง เบียดเบียนตนเอง ขาดเมตตาต่อตนเอง เหมือนกินยาพิษ เพราะโมหะ (โง่) แต่ใครเชื่อพระองค์ก็เป็นสุข เพราะถือเป็นของธรรมดา ให้ตั้งไว้ในอารมณ์ช่างมัน หรือวางเฉย หรือสักแต่ว่า หรืออุเบกขา จนถึงสังขารุเบกขาญาณในที่สุด

                                                                                           หลวงปู่หลุย จันทสาโร

เราจะทุ่มเทให้กับการปฏิบัติธรรมไม่ได้เชียวหรือ?



ชีวิตของเราที่เหลือไม่ได้มีมาก
ถ้าคิดแบบประมาทก็คือมีแค่วันนี้ 
ถ้าคิดแบบไม่ประมาทก็คือมีแค่ชั่วลมหายใจนี้  
ในเมื่อเวลาเรามีแค่นิดเดียวเท่านั้นเอง 
เราจะทุ่มเทให้กับการปฏิบัติธรรมไม่ได้เชียวหรือ? 
เราเหนื่อยแค่ตอนนี้เอง 
แต่ถ้าเหนื่อยแล้วพ้นทุกข์...คุ้มค่าหรือไม่?

หลวงพี่เล็ก สุธมฺปญฺโญ 

ความเป็นผู้คงแก่เรียนหรือมีความรู้




...ความเป็นผู้คงแก่เรียนหรือมีความรู้ 
ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งไร้สาระเท่านั้น
ยังเป็นสิ่งที่บดบังความรู้สึกตัวของท่านเองด้วย

ปรมาจารย์ตั๊กม้อ

คำสอนโดยย่อของการฝึกจิต...


          คำสอนโดยย่อของการฝึกจิตคือ ให้มีสติตามดูพฤติกรรมของจิต ดูเฉยๆ ดูแล้วดูอีก ให้ดูอยู่อย่างนั้น อย่าปรุงแต่ง ให้พุทธะภาวะมีลักษณะเป็นสัพพัญญู คือรู้เท่าทันอาการของใจทั้งหมด จนสิ้นสงสัย
          อุบายแสวงหาตัวดูคือ ให้รู้สึกตัว รู้อยู่กับลมหายใจ หรืออิริยาบถการเคลื่อนไหวของอวัยวะในร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ เป็นการบ่มเพาะตัวรู้ หรือปลูกฝังพืชพันธุ์โพธิจิต และเอาความรู้สึกตัวมารู้ใจหรือดูใจ รู้อยู่อย่างนั้นจนกว่าว่ามันจะรู้แจ้ง

                                                                                   หลวงตาสุริยา วัดป่าโสมพนัส
                                                                                           (ส.มหาปัญโญภิกขุ)