ไม่มีเรา ตั้งแต่แรก


เดี๋ยวมืด เดี๋ยวเมฆหมอกก็มา
เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวรุ้งก็มา
เดี๋ยวแจ้ง แสงสว่างก็มาเยือน
ทั้งหมดล้วนเป็นธรรมชาติ
ที่ไม่มีเรา เป็นสิ่งใด เป็นของใคร
แค่เห็นมัน อย่าไปเป็นมัน
เดี๋ยวก็ย่อมสลายหายไปเอง
ความสุข และ ทุกข์ ย่อมเป็นแค่อาการ
ไม่ต้องไปหาวิธี แค่เห็นมัน
แสดงไปตามความเป็นจริง
อย่าใส่อะไรลงไป
ก็จะเห็นว่า มีแต่ธรรมชาติแสดง
แต่ไม่มีเรา ตั้งแต่แรก
พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ต.ค.68 


 

ปลายทางของธรรม คือ "อิสระ"


ปลายทางของธรรม คือ "อิสระ"
มิใช่การยึดกอดความดีของตัวเองไว้
หรือ การจมอยู่กับความชั่วของผู้อื่น
ธรรม เป็นไปเพื่อความอิสระสูงสุดเสมอ
อิโตมิ จัง
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ต.ค.68 


 

ถ้าเรารู้ไม่เท่าทัน


อายตนะภายนอกทั้ง ๖ คือ
สี เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
เข้ามาบ่อยไหม?
.
สีต่างๆ ก็เข้ามาที่ตาอยู่บ่อยๆ
เสียงก็เข้ามาที่หูบ่อยๆ
กลิ่นก็เข้ามาที่จมูกอยู่บ่อยๆ
รสก็เข้ามาที่ลิ้นอยู่บ่อยๆ
โผฏฐัพพะก็เข้ามาที่กายอยู่บ่อยๆ
ธรรมารมณ์ก็เข้ามาที่ใจอยู่บ่อยๆ
.
เมื่ออายตนะเข้ามาแล้ว
ถ้าเรารู้ไม่เท่าทัน
พอสีกระทบตา ไม่มีสติ
ก็เกิดความยินดียินร้าย
โลภ โกรธ หลง
.
เสียงกระทบหู ได้ยินเกิดขึ้น
ไม่มีสติรู้เท่าทัน ยินดียินร้าย
โลภ โกรธ หลง ก็เกิดขึ้น
รู้กลิ่น รู้รส รู้โผฏฐัพพะ คิดนึก
ถ้าไม่มีสติรู้เท่าทัน
โลภ โกรธ หลง ก็เกิดขึ้น
กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้น
เกิดขึ้นแล้วก็นำพาให้ทำกรรม
แล้วมีวิบากเกิดขึ้น
ชีวิตเราต้องวนเวียน
เวียนเกิด เวียนตายอยู่
.
ฉะนั้น ท่านจึงสอนให้เรา
เป็นผู้รู้เท่ารู้ทัน ต่ออารมณ์
ที่มากระทบทางตา หู
จมูก ลิ้น กาย ใจ
รักษาใจเป็นกลาง
ไม่ตกไปในข้างยินดียินร้าย
‪‎ธัมโมวาท‬ โดยพระวิปัสสนาจารย์
‪‎ท่านเจ้าคุณ‬ ‪‎พระภาวนาเขมคุณ‬
(พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ต.ค.68 


 

เมื่อเราไม่มีอัตตา


ความคิดแบบมีอัตตาตัวตน
คือความหลงผิดที่บดบัง
ธรรมชาติแห่งพุทธะของเรา
เมื่อเราไม่มีอัตตา
เราก็จะมีมุมมองชีวิตแบบพุทธะ
พระอาจารย์ชุนริว ซูสุกิ
The egotistic ideas are delusion, covering our Buddha nature.
When we have no idea of ego, we have Buddha's view of life.
Shuryu Suzuki
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ต.ค.68 


 

เหตุที่ต้องทำความรู้จัก กับจิตเดิม


เหตุที่ต้องทำความรู้จัก
กับจิตเดิมตามธรรมชาติของเรา
คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึง
วิธีที่จะติดต่อกับจิตใจตัวเอง
เพื่อทำความเข้าใจจิตใจของตนเลย
ทุกสิ่งที่เรารับรู้ ทุกสิ่งที่เราเห็น
ได้ยิน ลิ้มรส และสัมผัส
รวมถึงทุกสิ่งที่เราคิด
ล้วนรู้ได้ผ่านทางจิตใจเท่านั้น
แต่ตัวจิตใจเอง เรากลับไม่รู้
ดังนั้นจิตใจจึงควบคุมทุกสิ่ง
ซึ่งหมายถึงจิตใจที่มีแต่ตัวตนของเรา
ไม่ใช่จิตใจที่เปี่ยมด้วยปัญญาตามธรรมชาติ
แต่เป็นจิตใจที่โง่เขลาและไร้สติปัญญา
เป็นผู้ควบคุมและจัดการชีวิตของเราทั้งหมด
และนี่คือเหตุผลที่เราต้องมีความทุกข์
“Most people don't even think about how to contact their minds,
to understand their minds. Everything which we experience,
everything which we see, hear, taste and touch,
and everything we think about can only be known through the mind.
But mind itself we don't know, and so mind rules everything,
which means our ego-istic mind, not our natural wisdom mind
but our ignorant, ego mind, is totally in charge and runs our lives,
and this is why we suffer.”
❤️
~ Jetsunma Tenzin Palmo
กลุ่ม Buddhism, Zen, Tao & Meditation

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ต.ค.68 

 

ผู้คิดไม่ใช่ตัวคุณ


เมื่อคุณไม่เชื่อทุกสิ่งที่คุณคิดอีกต่อไป
คุณจะก้าวออกจากความคิด
และมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า
ผู้คิดไม่ใช่ตัวคุณ
When you no longer believe everything you think,
you step out of thought and see clearly that the thinker is not who you are.
- Eckhart Tolle,
"Stillness Speaks"

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ต.ค.68 

 

หากเธอเห็นธรรมชาติของตนเอง


หากเธอเห็นธรรมชาติของตนเอง
เธอไม่จำเป็นต้องอ่านพระสูตร
หรือขอพรจากพระพุทธเจ้า
ความคงแก่เรียนและความรู้
ไม่เพียงแต่ไร้ประโยชน์
แต่ยังบดบังการรู้แจ้งของเธอด้วย
คำสอนมีไว้เพียงเพื่อชี้ไปที่จิต
เมื่อเธอเห็นจิตแล้ว
จะไปสนใจคำสอนทำไม
ปรมาจารย์ตั๊กม้อ (ท่านโพธิธรรม)
If you see your nature, you don't need to read sutras or invoke buddhas.
Erudition and knowledge are not only useless but also cloud your awareness.
Doctrines are only for pointing to the mind.
Once you see your mind, why pay attention to doctrine

                                                               ~ Bodhidharma


ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ต.ค.68 


 

การตื่นรู้


การตื่นรู้ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่คุณเป็น
แต่คือการขจัดทิ้งสิ่งที่คุณไม่ใช่
Awakening is not changing who you are
but discarding who you are not.
Deepak Chopra

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ต.ค.68 

 

สภาวะนิพพาน


สภาวะนิพพาน
ในเซน มักมีคำกล่าวว่า "การเห็นและยึดติดเป็นของไม่จริง
การเห็นแต่ไม่ยึดติดเป็นนิพพาน"
.
คำอธิบาย: "การเห็น" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ตา
แต่หมายถึงการรับรู้ทั้งหมด ได้แก่ การได้ยิน การรู้ การรู้สึก การคิด
.
เมื่อเห็น จิตจะเกิดความยึดติดในทันที
หากชอบก็อยากให้คงอยู่ หากเกลียดก็อยากผลักไส
หรือเริ่มแยกแยะและเปรียบเทียบ... นั่นแหละที่เรียกว่าความยึดติด
.
ความยึดติดนี้เองที่ก่อให้เกิดวัฏจักรแห่งความปลอม
สภาวะนั้นโดยเนื้อแท้แล้วไม่เที่ยง เป็นเหตุปัจจัยประกอบกัน
แต่จิตเข้าไปยึดติดเสมือนว่ามัน "มีอยู่จริง" ความทุกข์จึงเกิดขึ้น
.
ตัวอย่างเช่น หากเห็นดอกไม้แล้วไปยึดติดว่า
"งดงาม อยากรักษาไว้ให้อยู่ตลอดไปจัง"
เธอย่อมทุกข์เมื่อมันเหี่ยวเฉา สิ่งที่เป็นนั้นไม่ผิด
แต่ "จิตที่ยึดติด" นั้นเองที่เป็นความผิด
มีประโยคว่า “เห็นแล้วไม่อยู่ คือ นิพพาน” “ไม่อยู่”
หมายถึง จิตไม่ยึดติดในสภาวะ
ไม่ยึดติดในความชอบไม่ชอบ ไม่ยึดมั่นว่า “มีอยู่จริง”
.
ยังคงเห็น ยังคงได้ยิน แต่ชัดเจน ไม่ยึดติด ไม่พัวพัน
จิตเป็นอิสระและสงบ นี่คือสภาวะนิพพาน คือ สงบและสว่างไสว
ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย หากมีความตระหนักรู้อยู่โดยสมบูรณ์
และปราศจากทุกข์จากการยึดติด
.
เช่น เมื่อเห็นดอกไม้ ก็เห็นดอกไม้ตามที่ปรากฏในขณะนั้น
ไม่ยึดติด ไม่ผลักไส จิตสงบและผ่องใส
.
สรุปคือ การเห็นทำให้เกิดความยึดติด และมีการเกิดและการตายที่ไม่จริง
.
การเห็นอยู่ตรงนั้น แต่ไม่ยึดติด คือสภาวะแห่งนิพพานอันเป็นอิสระ
.
"การเห็นและยึดมั่น ก่อให้เกิดตาข่ายแห่งความหลงผิด
การเห็นและไม่ยึดมั่น คือสภาวะนิพพาน"

In Zen, there is often a saying, "Seeing and clinging is false,
seeing and not dwelling is Nirvana." Explanation:
"Seeing" here is not just the eye, but the whole perception:
hearing, knowing, feeling, thinking.
When you see, you immediately develop a mind of attachment:
if you like it, you want to hold on, if you hate it,
you want to push it away, or start to discriminate and compare...
that is called attachment.
It is this attachment that creates a cycle of falseness:
the scene is inherently impermanent,
a combination of causes and conditions,
but the mind clings to it as "really existing",
which gives rise to afflictions and suffering.
For example: if you see a flower and cling to it
as "beautiful, I want to keep it forever", you will suffer when it withers.
The scene is not wrong, but the "attached mind" gives rise to falseness.
"Seeing and not dwelling is Nirvana"
"Not dwelling" means the mind does not cling to the scene,
does not get stuck in likes and dislikes, does not fixate it as "really existing".
Still seeing, still hearing, but clearly,
not clinging, not entangled, the mind is free and at peace.
This is the state of Nirvana: quiet and bright,
not annihilation, but complete awareness
without suffering from attachment.
For example: seeing a flower, just seeing the flower
as it exists in that moment, not holding on,
not pushing it away. The mind is peaceful and clear.
In short:
Seeing gives birth to attachment, and there is false birth and death.
Seeing right there, not abiding, is the state of liberated Nirvana.
"Seeing and clinging, creates a net of delusion.
Seeing and not abiding, is the state of Nirvana."
Unknown

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

1 ต.ค.68