หากเข้าใจสภาพตามจริงของจิต


...การได้มาซึ่งระดับสมาธิ
เป็นฌานระดับต่างๆ นั้น  
มิใช่ส่วนแห่งการสิ้นกิเลส  
เป็นเพียงสุขวิหารที่อาศัยของจิตชั่วขณะ  
และเป็นเครื่องมือที่ทำให้ทราบว่า
จิตไม่อาจนิ่งอยู่ได้โดยถาวร  
โดยสังเกตตอนจิตถอนออกจากฌาน 
ก็ไปนึกไปคิด  หากไปยึดว่าจิตต้องนิ่งตลอด 
ก็จะเกิดกิเลสเป็นทุกข์  
หากเข้าใจสภาพตามจริงของจิต
ว่าเป็นเช่นนั้นเอง  กิเลสก็ดับไป วางว่าง 
.
ซึ่งผู้สิ้นกิเลสในบางกลุ่มจึงไม่ได้สมาธิ
ระดับฌานเลยก็มี 
นั่นก็คือ กลุ่มพระอรหันต์สุขวิปัสสโก 
.   
เพราะความสิ้นกิเลสมาจากการถอนอุปาทาน
ในขันธ์ ๕ ได้สิ้น  โดยเฉพาะส่วนของจิตนี่  
ต้องเข้าใจสภาพจิตตามจริงว่า เป็นเพียงธาตุรู้  
อันเกิดจากการกระทบเท่านั้น

ครูบาไตรภพ วัดป่าโคกเจริญธรรม

Image by NickyPe from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ที่สุดของศีล ที่สุดของสมาธิ ที่สุดของปัญญา


ที่สุดของศีล ที่สุดของสมาธิ ที่สุดของปัญญา
.
หลวงพ่อปราโมทย์ : ครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัว ท่านไปเยี่ยมหลวงปู่เทสก์ ท่านถามหลวงปู่เทสก์ บอกว่า หลวงปู่ ที่สุดของศีลคืออะไร ที่สุดของสมาธิคืออะไร ที่สุดของปัญญาคืออะไร
.
หลวงปู่เทสก์ตอบในหลวงนะ ที่สุดของศีลคือเจตนาวิรัติ เจตนางดเว้นทำชั่ว ที่สุดของสมาธิคืออัปนาสมาธิ ที่สุดของปัญญาคือไตรลักษณ์
.
ถ้าไม่เห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์ เรียกได้ว่าไม่มีปัญญาจริงหรอก เป็นปัญญาตื้นๆ ซึ่งไม่พอที่จะต่อสู้กับกิเลส เพราะฉะนั้นที่เราภาวนาเนี่ย ก็เพื่อให้เกิดปัญญา ปัญญาก็คือการเห็นกายเห็นใจตรงตามความเป็นจริงว่าเป็นไตรลักษณ์ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ทนอยู่ไม่ได้ เราบังคับไม่ได้ เป็นไตรลักษณ์
.
พอเห็นตามความเป็นจริงแล้วอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อเห็นตามความเป็นจริงจะเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีก
.
เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจทิศทางของการปฏิบัติให้ดี เราไม่ได้ภาวนาเอานิ่งเอาสงบ การนิ่งการสงบเป็นการพักผ่อน เราต้องภาวนาให้เกิดปัญญา เห็นความจริงของกายของใจ อยากเห็นความจริงของกายของใจไม่ใช่คิดเอาเอง ต้องดูความจริง ดูของจริง ว่ากายจริงๆเป็นอย่างไร จิตใจจริงๆเป็นอย่างไร ไปนั่งคิดเอาเองไม่ได้ผลหรอก
.
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

Image by NickyPe from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

คิดก็สงบ ไม่คิดก็สงบ


จิตฝึกให้นิ่งขนาดไหน
สุดท้ายจิตก็ทำหน้าที่ ไปนึกไปคิดตามปกติ  
สิ่งที่สามารถละออกได้จริงๆ คือ
ส่วนความยึดในการนึกการคิด  
แต่จะแช่ให้จิตไม่นึกไม่คิดตลอดไปนั้น
มิอาจเป็นไปได้  
เราควรเข้าใจสภาพตามจริงของจิตว่า มันไม่นิ่ง 
ความยึดมั่นก็ถูกวางลงจากความเข้าใจ  
เกิดสภาวะสักแต่ว่าในจิตขึ้น  
อุปาทานในจิตก็ถูกเพิกถอนออก  
คิดก็สงบ  ไม่คิดก็สงบ

ครูบาไตรภพ วัดป่าโคกเจริญธรรม

Image by flutie8211 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

จงอย่าสนใจจริยาของผู้อื่น กรรมของผู้อื่น


พระธรรมคำสอน "สมเด็จองค์ปฐม"

จงอย่าสนใจจริยาของผู้อื่น กรรมของผู้อื่น
ใครเขาทำกรรมชั่วเขาก็ตกเป็นทาส
ของกิเลสน่าสงสารอยู่แล้ว
จงอย่าไปซ้ำเติมเขา
จักเข้าตนเอง เพราะจิตเรา
ไปยินดียินร้ายกับกรรมชั่วของเขา
เป็นการเบียดเบียนตัวเราเอง
สร้างกรรมต่อกรรมให้เกิด
มิใช่ตัดกรรม
หากเข้าใจจุดนี้ การตัดกรรม
ก็เร็วขึ้น จึงต้องใช้ปัญญาพิจารณา
ให้เห็น เอาพรหมวิหาร ๔ เป็นหลัก
วางอารมณ์ของจิตให้ถูก

ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น
รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

Image by NickyPe from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

รู้ทันมันก็ทำให้ใจสงบลง


การปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน 
ท่านอนุญาตให้คิดได้ เพราะว่าสิ่งสำคัญ 
ไม่ได้อยู่ที่ว่าคิดน้อยหรือคิดมาก
 สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่ารู้ทันความคิดหรือเปล่า 
นี่สำคัญกว่า 
.
คิดน้อยแต่ไม่รู้ทัน 
หรือสงบแต่ไม่รู้ตัวว่าสงบ
 หรือหลงในความสงบ อันนี้ไม่ดี 
แต่ถ้าไม่สงบรู้ว่าไม่สงบ อันนี้ดีกว่า
 มันจะคิดน้อยคิดมาก ก็ไม่สำคัญ
เท่ากับว่ารู้ทันความคิดนั้นหรือเปล่า 
อันนี้เป็นการฝึกให้รู้ทันความคิด 
.
และไม่ใช่แค่ความคิดอย่างเดียว 
รู้ทันอารมณ์ด้วย 
ไม่ว่าอารมณ์ฝ่ายบวกหรือฝ่ายลบ 
แค่รู้ทันก็ทำให้ความคิด
และอารมณ์เหล่านั้นมันสงบ 
หรือว่ามันหมดพิษสงลง 
เพียงแค่รู้ทันมันก็ทำให้จิตสงบได้ 
.
เป็นความสงบไม่ใช่เพราะไม่รู้ 
เป็นความสงบไม่ใช่เพราะห้ามคิด 
แต่เป็นความสงบเพราะรู้ คือรู้ทัน 
รู้ทันความคิดและอารมณ์ 
รวมทั้งรู้จักธรรมชาติของใจด้วย 
…
หลวงพ่อเทียนท่านเคยพูดว่า “ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้” 
คิดในที่นี้หมายถึงคิดฟุ้งซ่าน 
เพราะฉะนั้นปล่อยให้มันคิดฟุ้งซ่านไป 
รู้ที่ว่านี้คือรู้ทัน 
ใหม่ๆ คิดฟุ้งซ่านไปสัก ๑๐๐ เรื่อง 
อาจจะรู้ทันสัก ๑๐ - ๒๐ เรื่อง หรือ ๑๐ - ๒๐% 
แต่พอทำไปๆ มันก็จะรู้ทันมากขึ้น ๓๐-๔๐% 
ต่อไปมันก็จะรู้ทันมากขึ้นเป็น ๕๐- ๖๐% เป็นต้น 
แล้วพอรู้ทันมันก็ทำให้ใจสงบลงได้ไม่ยาก 
.
อันนี้มันเป็นวิธีการหนึ่ง 
ที่ช่วยทำให้เรามีความพร้อม 
ในการรับมือกับความไม่สงบ
 หรือพร้อมเจอความไม่สงบเมื่อมันเกิดขึ้น 
คือเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็รู้ทันมัน 
ไม่ปล่อยให้มันเข้ามาครอบงำใจ 
หรือไม่ไหลไปตามมัน 
แล้วพอเราพร้อมเจอความไม่สงบ 
ในที่สุดเราจะพบกับความสงบเอง 
…
“ฝึกใจให้พร้อมเจอความไม่สงบ”

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

Image by neelam279 from pixabay

Cr.Fb.Achara Klinsuwan

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

รู้แจ้งตัวตนของเรา คือการเข้าถึงพระพุทธเจ้า


พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า 
ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา  
พวกท่านทั้งหลายจงมีธรรมเป็นที่พึ่ง 
จงอย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย   
คือพระพุทธเจ้าท่านสอนให้ปฏิบัติ 
จะถึงพระพุทธองค์ได้  
ก็คือต้องปฏิบัติให้รู้แจ้งในตัวตนของเรานี้  
เมื่อรู้แจ้งตัวตนของเรานี้ 
นั่นก็คือเป็นการเข้าถึงพระพุทธเจ้า 
คือถึงพระธรรม  เพราะพระธรรมนั้น 
กับพระพุทธเจ้าเป็นอันเดียวกัน 

หลวงปู่ดาบส สุมโน

Image by TheDigitalArtist from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





 

การปฏิบัติธรรมก็เพื่ออะไร


ควรหาโอกาสตัดกระแสความประมาท 
ตัดกระแสความฟุ้งซ่านเป็นช่วงๆ 
แม้แต่การเดินจากบ้านไปที่จอดรถ 
จากที่ทำงานไปขึ้นรถ หรืออยู่ในลิฟท์ 
สามารถใช้เวลาสั้นๆ ๒ นาที ๓ นาที ๕ นาที
เป็นโอกาสให้เราได้ตั้งสติขึ้นมาใหม่   
...
ความเครียด
มักจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อย 
แต่ถ้าเราตั้งสติขึ้นมาใหม่เป็นระยะๆ 
ก็จะสามารถปล่อยได้ จะไม่เก็บสะสม 
ทำให้ไม่เหน็ดเหนื่อยง่าย  
...
สังเกตดูว่า 
ถ้าจิตใจเราเศร้าหมอง  หรือเครียด 
เบื่อหน่าย  จะเปรียบเหมือนคนจน 
 คือไม่มีอะไรดีๆ ที่จะให้ผู้อื่น  
เพราะตัวเราเองก็ไม่มีความสุข  
ผู้ที่จะให้ความสุขผู้อื่นได้นั้น   
ตัวเองต้องมีความสุขก่อน   
ถ้าเราไม่มีความสุข 
แล้วจะเอาความสุขจากที่ไหนไปให้ผู้อื่น
 ดังนั้น  การปฏิบัติธรรมก็เพื่ออะไร 
 ก็เพื่อที่จะมีความสุขให้กับตัวเอง  
และเพื่อที่จะให้ความสุขแก่ผู้อื่นด้วย   
......
#ให้เวลาคุณภาพ
พระธรรมพัชญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ)

Image by NickyPe from pixabay

Cr.Fb.Achara Klinsuwan

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ไม่มีอะไรจะมาเป็นปฏิปักษ์ต่อใจเรา


ผู้มีธรรมะไว้ในใจ  คือ ผู้มีปัญญาไว้ในใจ 
เมื่อมีปัญญาไว้ในใจ ก็รู้ธรรมะ คืออารมณ์ทั้งหลาย
อารมณ์ทั้งหลายมัน คือ...โลก 
ที่มากระทบทางตาบ้าง  หูเราบ้าง  
จมูกเราบ้าง  ลิ้นเราบ้าง  
ทางกายทางจิตบ้าง 
มันจะมาจากไหนก็ตาม มันมาถึงสภาพพอดีแล้ว  
มัน...ก็จะสลายตัวไป 
อารมณ์ดี ก็ตาม อารมณ์ชั่ว ก็ตาม 
เมื่อมันมาถึงจิตของพระโยคาวจรเจ้าทั้งหลาย 
ผู้บรรลุถึงธรรมะแล้ว 
อันนั้น...ไม่มีอะไรจะให้ร้ายได้ 
มีแต่ให้ผล มีแต่เพิ่มพูนบารมีทั้งหลาย 
มีแต่...ให้ความรู้ 
มีแต่...ให้ความเห็น 
ไม่มีอะไรจะมาเป็นปฏิปักษ์ต่อใจเรา 

หลวงปู่ชา สุภัทโท

 Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ความสุข คือ “การไม่มี”


คนเราชอบแปลคำว่าความสุข
เป็น “การมี”
มีรถ..มีบ้าน..มีเงิน..มีอำนาจ
แต่ที่จริงแล้ว ความสุข 
คือ “การไม่มี”
ไม่มีทุกข์..ไม่มีห่วง..ไม่มีโรค..ไม่มีภัย
สิ่งที่มี..ส่วนใหญ่ มีเพื่อให้คนอื่นได้เห็น
สิ่งที่ไม่มี..จึงจะเป็นของตนเองจริง

นิรนาม

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมตรัสบอก


ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมตรัสบอกปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้นก่อน
ว่าเธอจงชำระศีลให้บริสุทธิ์ก่อน
จงเจริญสมาธิ
จงทำกัมมัสสกตปัญญาให้ตรง ดังนี้...
แต่ว่า เมื่อบุคคลผู้กระทำเคยประกอบแล้ว
ประกอบทั่วแล้ว
พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมตรัสบอก
สุญญตาวิปัสสนาทีเดียว
ซึ่งเป็นภาวะสุขุมลึกซึ้ง
อันเป็นปทัฏฐานแห่งพระอรหัตตมรรค

อรรถกถาอัจฉราสูตร

Image by imprimable from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา