ความยึดมั่นถือมั่นมาจากความไม่รู้


ความยึดมั่นถือมั่นมาจากความไม่รู้
เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
มันกลับเห็นผิดไปว่า เป็นเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน
ไปตามความจำผิด คิดผิด เห็นผิด
ถ้าเรามีความจำถูก คิดถูก เห็นถูก ขึ้นมาแทน
มันจะเป็นการดับหรือทำลายไปในตัวเสร็จ
ความรู้ถูกที่มีประจำใจอยู่มากๆ
ทำให้จิตใจเป็นอิสระ 
เป็นความว่างหรือความสงบ....

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

Image by Leolo212 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ถ้าทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่าปฏิบัติธรรมแล้ว


“การปฏิบัติธรรมมันต้องมาดูกายและใจ ”
. 
ไม่ว่าทำอะไร ต้องให้รู้ทันกายและใจ ทำงานก่อสร้างก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้ อันนี้สำคัญมาก เดี๋ยวนี้นักปฏิบัติธรรมจำนวนมากคิดอย่างเดียวว่า เวลาปฏิบัติธรรมจะต้องเข้าวัด จะต้องหลบลี้หนี้หน้าผู้คน โดยไม่คิดว่า การอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติธรรมได้

อยู่บนท้องถนน รถติดก็กำหนดลมหายใจไปด้วย หรือเวลาเจอไฟแดง หงุดหงิดขึ้นมาก็ปฏิบัติธรรมได้ ถามว่าเวลารถติดทำไมถึงหงุดหงิด นั่นก็เพราะใจมันไปอยู่ที่จุดหมายปลายทางแล้ว ใจมันอยู่ข้างหน้าแล้ว ใจไม่อยู่กับปัจจุบัน จึงกลัวไปไม่ทัน กลัวไม่ทันประชุม เป็นต้น ดังนั้นให้พาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน จะตามลมหายใจด้วยก็ได้

การปฏิบัติธรรมก็คือ ติดไฟแดงทำอย่างไรจะไม่หงุดหงิด ทำอย่างไรเวลาถูกต่อว่าจะไม่หงุดหงิด เวลาเสียเงินจะไม่โมโห เวลาเงินหายก็หายแต่เงิน แต่ใจไม่หาย ถ้าทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่าปฏิบัติธรรมแล้ว

พระอาจารย์ไพศาล  วิสาโล

Image by Leolo212 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จะใช้ชีวิตให้คุ้มค่า


จะใช้ชีวิตให้คุ้มค่า
ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะอยู่กับปัจจุบัน
อยู่กับความเป็นจริงที่รู้สึกได้จริงๆ
ไม่ใช่ไปใช้ชีวิตอยู่กับความคิดฝัน
เพราะความหลง
หลงไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง 
ไม่เคยได้อยู่กับความจริงในปัจจุบัน
ถือว่าใช้ชีวิตไม่คุ้ม 
แม้ชีวิตจะไม่ใช่ของเราจริงๆ ก็เถอะ
แต่ต้องใช้ให้คุ้มด้วยการเรียนรู้
เพื่อถอดถอนความเห็นผิด
ว่าเป็นเราออกจากชีวิต

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Image by Anrita1705 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ความรู้สึกว่า “ตัวเรา” นั้น เป็นความรู้สึกของ “กิเลส”


“คำว่า “เรา” หรือ ความรู้สึกว่า “ตัวเรา” นั้น 
เป็นความรู้สึกของ “กิเลส”
“จิต” นั้น ก็ไม่ใช่ตัวเรา 
เพราะจิตนั้นไม่มีความยึดถือตัวมันเองว่า “ตัวเรา” 
จึงได้หลุดพ้นออกมาได้
ท่านจึงตรัสว่า 
“การหลุดพ้นนั้นมีแล้ว แต่ตัวผู้หลุดพ้นหามีไม่”
การพูดว่า “ตัวเรา” ในขั้นนี้
ถ้ามีพูด ก็สักว่าพูด
เพราะไม่มีคำอื่นจะพูดเท่านั้น
หาได้มีความยึดถือกอดรัดเอา
“สิ่งที่บริสุทธิ์” นั้น
มาเป็น “ตัวเรา” อีกก็หาไม่”

ท่านพุทธทาสภิกขุ

Image by Antranias from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ผู้ทำไม่มี


“ทุกข์นั่นแหละมีอยู่ แต่ผู้ทุกข์หามีไม่
การกระทำมีอยู่ แต่ผู้ทำไม่มี
นิพพานมีอยู่ แต่คนผู้นิพพานไม่มี
ทางก็มีอยู่ แต่ผู้เดินทางไม่มี”
   ( วิสุทฺธิมคฺ ๓/๑๐๑ )

“ผู้ทำกรรมก็ไม่มี ผู้เสวยผลก็ไม่มี 
มีแต่ธรรมทั้งหลายล้วนๆเป็นไป”
   ( วิสุทฺธิมคฺ ๓/๒๒๖-๗ )

Image by Antranias from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

มรรครวมลงที่ความรู้สึกตัว


ในขณะที่เรารู้สึกตัวหนึ่งขณะนั้น
มันจึงเป็นการรวมมรรคทั้ง ๘ ข้อ
รวมไปอยู่ในอันเดียวกัน
มรรคมันรวมเป็นหนึ่งเดียว
มันไม่ได้ทำทีละข้อ
เราไม่ได้เจริญมรรคทีละข้อ
แต่เราเจริญมรรคในฐานะที่เป็นองค์รวม
คือรวมลงที่ความรู้สึกตัว

พระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน

Image by Mammiya from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

มรรคผลนิพพานก็ไม่ต้องเอา


ครั้งหนึ่งมีผู้ไปกราบเรียนถามหลวงปู่สิมว่า 
"ภาวนาจิตสงบแล้ว ต่อไปจะอย่างไร?"
หลวงปู่ตอบว่า:
"ภาวนาไม่เป็นนี่ เราสอนให้ภาวนาละกิเลส 
แต่นี่ภาวนาเอากิเลส"
ฟังแล้วก็งง หลวงปู่สิมก็เลยอธิบายต่อว่า
.
“เห็นในปัจจุบันเป็นหนึ่งเดียว 
มีสติเห็นตามความเป็นจริงเท่าที่เห็น 
มีปัญญาเลิกละความยึดมั่นถือมั่น 
จิตก็หยุดไม่สงสัย 
เป็นการเห็นเพื่อการเลิกละทั้งหมด 
เป็นการรู้เพื่อการเลิกละทั้งหมด”
.
“การภาวนานั้นไม่ได้เอา 
เป็นการละกิเลส 
อะไรๆ ที่จิตมันชอบไม่ชอบ 
บังเกิดขึ้น บ่ต้องไปเอา 
มรรคผลนิพพานก็ไม่ต้องเอา”
.
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

Image by Lancier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ปลดปล่อย เ ร า ออกไปเสีย


จะสร้างพระให้ใหญ่โตแค่ไหน
อานิสงส์ยังไม่เท่ากับสร้างใจให้ใหญ่
ใหญ่เท่าใจเดิมๆ ทุกวันนี้ใจมันคับแคบ
อยู่กับการเป็น เ ร า 
ปลดปล่อย เ ร า ออกไปเสีย
จึงพบกับใจเดิม.....

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Photo by Jonathan Borba on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ไม่รู้ว่ามันเป็นแค่แขก


จริงๆ แล้วอารมณ์ทั้งหลายที่มันเกิดขึ้น
มันต้องเกิดดับ มาแล้วต้องไปทันที
นี่เรียกว่า ความจริงมันเป็นอย่างนี้
แต่อำนาจอุปาทานหรือความหลง
ยึดอารมณ์ทั้งหลายว่าเป็นเรา เป็นของเรา
ไม่รู้ว่ามันเป็นแค่แขก
เป็นอาคันตุกะ เป็นเจตสิก 
มาอาศัยจิตเกิด อาศัยจิตดับ
เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต
เราก็เลยไม่ปล่อย... ไม่วาง...

พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโต

Image by shapkasushami from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เมื่อเราเข้าไปอยู่ในปีติ เราจึงไม่เห็นปีติ


‘ปีติ’ นั้นก็เป็นความมืด เรียกว่า ‘มืดสีขาว’
ปีติเกิด เนื่องจากเราเกิดความพอใจ-
ความภูมิใจว่าเราทำได้
‘มืดสีขาวนี้น่ากลัว เพราะมองเห็นยาก’
ส่วน‘มืดสีดำ’นั้น มองเห็นได้เร็ว...
การที่เราเข้าไปอยู่ในปีติ
ก็เท่ากับเราเข้าไปอยู่ในความคิดนั่นเอง
เราคิดขึ้นมา เราเข้าไปอยู่ในความคิด
เราจึงมองไม่เห็นความคิด
ดังนั้นเมื่อเราเข้าไปอยู่ในปีติ เราจึงไม่เห็นปีติ
แล้วก็พอใจอยู่ในปีตินั้นเท่านั้น...

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา