การละอวิชชาตัณหาคืออะไร


ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ เป็นสิ่งที่ควรรู้ 
คือให้สติดูมัน ให้ระลึกรู้มัน 
สมุทัยคือสิ่งที่ควรละ 
คือละตัณหา ละอวิชชานั่นเอง 
อวิชชาตัณหาเป็นสมุทัย 
การละอวิชชาตัณหาคืออะไร 
ไม่เอา "เรา" เข้าไปในนั้นน่ะ 
เป็นกลางนั่นเอง 
ถ้าเอาเราเข้าไปในขันธ์ ๕ 
ไปยึดขันธ์ ๕ เมื่อไร นั้นล่ะเป็นอวิชชา

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

จิตที่ไปไม่เอา ให้เอาดวงจิตที่รู้อยู่


การฝึกหัดทำจิตในสมาธิภายใน ให้ทำอยู่เสมอไม่ว่าเวลาใด
จิตให้มีความระลึกอยู่ในดวงจิต ดวงที่ "รู้อยู่ภายใน"
คอยระวังจิตดวงในไม่ให้หลงทางตาม "สังขารจิต"
จิตที่ไปไม่เอา ให้เอาดวงจิตที่รู้อยู่ 
ดวงจิตที่รู้อยู่นี้ไม่ได้ไปที่ไหน 
ตั้งแต่เกิดมาก็อยู่ภายในนี้เอง 
ขณะใดที่จิตสังขารมันไป
ก็ยังรู้อยู่ว่า จิตของเราไปไหน
ขณะจิตสังขารมันกลับมาก็ว่ามันกลับมา 
ให้ทุกคนกำหนดให้ได้ว่า 
จิตดวงในนี้อยู่ภายในนี้แล้ว ไม่ต้องไปหาที่อื่น 

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



เราไม่ควรปฏิบัติเพื่อควบคุมความคิด



เราไม่ควรปฏิบัติเพื่อควบคุมความคิด 
แต่ปฏิบัติเพื่อไม่ให้ความคิดมาควบคุมเรา 
ดังนั้นแม้จะมีความคิดเกิดขึ้นในใจ 
เราก็เพียงแต่รู้เท่าทันมัน 
เท่านี้มันก็ควบคุมจิตเราได้ยาก

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ดูละคร ก็เจริญสติได้


จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

นักฟังเทศน์ที่ดี



ธรรมชาติเทศนา ทั้งกลางวัน กลางคืน 
ทั้งภายนอกและภายใน
ประกาศอยู่ตลอดเวลา 
แต่ทำไมจิตจึงไม่เห็น 
เหตุเพราะอวิชชา 
นักฟังเทศน์ที่ดี 
(คือ) มองเห็นความแปรปรวนของสังขาร  
เพราะจิตเขาไม่มัวเมา มีสติ ไม่ประมาท

หลวงปู่หลุย จันทสาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เป็นแค่ผู้เห็น ปลอดภัยแล้ว


เคล็ดลับของการปฎิบัติคือ อย่าเข้าไปเป็น 
ให้เป็นผู้รู้ เป็นผู้ดู 
อย่าเข้าไปเป็นมัน ถ้าเข้าไปเป็นมัน ไม่ใช่นักปฏิบัติ 
เพราะเวลาเราไม่ปฏิบัติ เราก็เข้าไปเป็นอยู่แล้ว
เวลาเกิดความโกรธ เราก็โกรธ 
เวลาเกิดความรัก เราก็รัก 
แต่นักปฏิบัติจะต้องเห็น 
เห็นความโกรธ เห็นความรัก 
เห็นความเบื่อ เห็นความขี้เกียจ 
แต่ไม่ได้เข้าไปเป็นผู้ขี้เกียจด้วย นี่ปลอดภัยแล้ว
ทุกข์จะเกิดขึ้นที่กายมากน้อยแค่ไหน แต่ใจเป็นผู้เห็น 
ความคิดจะปรุงแต่งให้ใจเราเศร้าหมองแค่ไหน 
ใจเราก็ไม่ได้ไปเศร้าหมองด้วย 
เป็นแค่ผู้เห็น ปลอดภัยแล้ว

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




จุดอ่อนของมันก็คือการถูกรู้ถูกเห็น


เมื่อเรามีสติรู้ทันความคิดและอารมณ์บ่อย ๆ 
ต่อไปก็จะรู้ทางว่าความคิดจะมาแบบไหน อารมณ์จะมาไม้ไหน 
คนเราเวลาจมอยู่ในอารมณ์ 
อารมณ์เหล่านี้จะพยายามครองจิตครองใจให้นานที่สุด 
มันมีลูกไม้หลายอย่าง เช่นเวลาเราโกรธ 
ความโกรธจะสั่งให้จิตส่งออกนอก 
ไปจดจ่ออยู่กับคนที่พูดไม่ดีกับเรา ทำไม่ดีกับเรา 
เราก็จะโกรธแล้วก็ด่าเขากลับ หรือถึงขั้นทำร้ายร่างกายเลย 
อันนี้เป็นอุบายอย่างหนึ่งของความโกรธ 
มันต้องการให้จิตเราส่งออกนอก 
จะได้ไม่หันกลับมาดูใจจนรู้ทันว่ามีอารมณ์เกิดขึ้น
ทันทีที่รู้ทันว่ามีอารมณ์เกิดขึ้น มันจะฝ่อหรือสลายตัวไป 
เพราะจุดอ่อนของมันก็คือการถูกรู้ถูกเห็น 
ยิ่งมีสติรู้ทันมันเร็วเท่าไร 
มันก็ครอบงำจิตใจเราได้น้อยเท่านั้น 
ดังนั้นเราจึงควรหมั่นสังเกตความคิด 
หมั่นดูจิตใจ หมั่นมองตนบ่อย ๆ 
หากไม่อยากพลาดท่าเสียทีเพราะอารมณ์อกุศลเหล่านั้น

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



อภิญญาไม่ใช่ปัญญา



ผู้สำเร็จฌานแล้ว จะต้องมาเวียนว่ายตายเกิด
เพราะ จิตไม่มีปัญญา 
ลักษณะของการรู้จริง เห็นจริง 
ที่เรียกว่า อภิญญา เป็นลักษณะอย่างนี้
ไม่ได้จัดเข้าในลักษณะของปัญญา 
ที่จะเอาตัวรอดจากอำนาจของกิเลส
เพราะฉะนั้นสมาธิในฌาน
จึงเป็นสมาธิที่ไม่สามารถจะ
ทำให้ผู้ปฏิบัติได้สำเร็จมรรคผลนิพพาน 
ถึงจะมีบ้างก็มีจำนวนน้อย

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


อภัยทานอยู่ที่จิต



อภัยทานอยู่ที่จิต
จะมัวให้กายทำโน่นทำนี่อยู่ทำไม 
เสียเวลา
ธรรมทาน อภัยทาน เป็นทานภายในที่สูงสุด 
เหนือทานภายนอก
ถ้าเราเอากำไรในทาน ศีล ภาวนาภายนอก 
ก็ได้แค่โลกีย์ 

หลวงปู่บุดดา ถาวโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

วิธีสลายความเพลินหลง



ปัญหาของชีวิต คือ ความเพลินหลง
ความเพลินหลงของจิต มันก็จะเป็นตัณหา 
หลงนานก็จะมีอุปาทานเข้าไปแทรก 
เป็นเชือกมัดให้แน่นขึ้นจนเป็นอารมณ์ ภพก็เกิดตามอารมณ์
วิธีแก้คือ สลายความเพลินหลง 
ด้วยการทำจิตให้เป็นกลางๆ 
คือเอาจิตมาไว้กับกาย 
ลมหายใจคือหนึ่งในกายทั้งหลาย 
รู้อิริยาบถตามจริงก็คือรู้กาย
ทำอะไรอยู่ก็รู้ ด้วยใจเป็นกลางๆ
ความเพลินหลงก็จะถูกกระจายออก 
ไม่สามารถรวมตัวกันเป็นตัณหา 
เป็นอุปาทาน เป็นอารมณ์ขึ้นมาได้
อย่างนี้ใจก็จะสบายขึ้นเรื่อยๆ 
กิเลสก็จะเบาบางขึ้นเรื่อยๆ 
จิตก็จะเฉียบคม ทิ้งความคิดได้ไวขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อใดที่สมาธิมีพอดี 
บวกกับการเห็นความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งอย่างจริงแท้ 
จิตก็จะเกิดการปล่อยวางอย่างจริงๆ 
ถึงตรงนั้นก็จะเบาจิตด้วยปัญญา
นี่แลคือความเพียรชอบ ยิ่งทำยิ่งหมดทุกข์

ครูบาไตรภพ วัดป่าโคกเจริญธรรม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา