สิ่งสำคัญในการดูจิต คือความรู้สึกตัว



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

จิตเมื่อ "ถูกรู้ ถูกรู้สึก" ขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ถูกเจียระไน



จิตเหมือนเพชรที่ถูกเจียระไนอยู่เรื่อยๆ 
มันจะใส แวววาวขึ้น 
จิตเมื่อ "ถูกรู้ ถูกรู้สึก" ขึ้นมาเรื่อยๆ 
มันก็ถูกเจียระไน จิตจึงตื่นสว่าง ..
สภาวะในกายในใจทั้งหมดก็จะรู้ชัด รู้พร้อม
มันไม่ใช่ว่าเราจะพยายาม
เพ่งให้มาก ๆ จะได้เห็นชัด 
ถ้าจิตเราไม่ตื่นพอ เพ่งอย่างไรก็ไม่ชัด 
มีแต่ตึงกลับมา เครียดกลับมา 
แต่ถ้าจิตมันตื่น มันใส ไม่ต้องเพ่งก็ชัด 
เหมือนกระจกเงา ถ้ามันใสดี 
ไม่มีฝุ่นละออง เงาออกมาก็ชัด 
ถ้ามีฝุ่นจับกระจก เพ่งอย่างไรก็ไม่ชัด

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เพียงแค่มีสติ รู้สึกตัว ก็มีความสุข



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การแผ่เมตตา เท่ากับการบริจาคสิ่งที่ดีที่สุดที่มีอยู่



การแผ่เมตตา เท่ากับการบริจาคสิ่งที่ดีที่สุดที่มีอยู่ 
นั่นคือการปฏิบัติของท่านเอง 
ฉะนั้นหลังจากที่เสร็จสิ้นการปฏิบัติ 
ขอให้ท่านระลึกถึงบุคคลที่ท่านรักซึ่งได้ล่วงลับไปแล้วว่า 
“ฉันขออุทิศบุญกุศลนี้ให้แก่ท่าน” 
นี่คือความเมตตาของท่าน 
แล้วกระแสที่ส่งไปก็จะนำพลังของธรรมไปด้วย... 
ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมาก

ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



จิตส่งออกนอก ไม่หวั่นไหว เป็นมรรค



ตามสภาพที่แท้จริงของจิต ย่อมส่งออกนอก
เพื่อรับอารมณ์นั้นๆ โดยธรรมชาติของมันเอง
ก็แต่ว่า ถ้าจิตส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว
จิตเกิดหวั่นไหวหรือเกิดกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้น เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตหวั่นไหวหรือกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ เป็นทุกข์
ถ้าจิตที่ส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว แต่ไม่หวั่นไหว
หรือไม่กระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อม
เพราะมีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นนิโรธ
พระอริยเจ้าทั้งหลายมีจิตไม่ส่งออกนอก จิตไม่หวั่นไหว
จิตไม่กระเพื่อม เป็นวิหารธรรม จบอริยสัจ ๔

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในกาย ใจจะอยู่กับปัจจุบัน



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

สำหรับผู้มุ่งหวังต่อแดนพ้นทุกข์



สำหรับผู้มุ่งหวังต่อแดนพ้นทุกข์ 
การเมตตาจิตใจของตัวเองและคนอื่นเป็นสิ่งสำคัญ 
การบำรุงรักษาจิตใจของตัวเองให้อยู่เหนือความโลภ-โกรธ-หลงเป็นสิ่งสำคัญ 
การแผ่เมตตาด้วยกระแสจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ 
การให้อภัยทานเป็นสิ่งสำคัญ 
การกำหนดให้มีความรู้สึกอยู่ก็ยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ 
ฉะนั้นขอให้พวกเราทั้งหลายกำหนดสติลงเต็มที่
ทำความ..รู้สึกอยู่ รู้สึกอยู่ รู้สึกอยู่

พระอาจารย์ชายแดน สีลสุทโธ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไม่เห็นความคิด



ความคิดเป็นธรรมชาติทางนามธรรมชนิดหนึ่ง 
ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของเรา 
เราคุ้นเคยและอยู่กับความคิดเกือบตลอดเวลา 
แต่เราแทบจะไม่รู้จักความคิดและกลไกการทำงานของมันในตัวเราเลย 
ทั้งนี้เนื่องจากความคิดนั้นมีความเร็วกว่าแสงฟ้าแลบและไหลต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ 
ความคิดมีสองประเภท 
ความคิดชนิดหนึ่ง มันเกิดขึ้นมาแวบเดียวมันไปเลย 
ความคิดชนิดนี้มันนำโทสะ โมหะ โลภะเข้ามา 
ความคิดอีกอย่างหนึ่ง เป็นความคิดที่เราตั้งใจคิดขึ้นมา 
ความคิดชนิดนี้ไม่นำโทสะ โมหะ โลภะเข้ามา 
เพราะความคิดชนิดนี้เราตั้งใจคิดขึ้นมาด้วยสติปัญญา 
ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไม่เห็นความคิด 
แต่ตัวความคิดจริงๆ นั้นมันไม่ได้มีความทุกข์ 
สาเหตุที่มันมีความทุกข์เกิดขึ้นคือ 
เมื่อเราคิดขึ้นมา เราไม่ทันรู้ ไม่ทันเห็น ไม่ทันเข้าใจความคิดอันนั้น 
มันก็เลยเข้าไปในความคิด เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลงไป 
แล้วมันก็นำทุกข์มาให้เรา 
เมื่อเราไม่รู้วิธีแก้ไข มันก็คิด คิดอันนั้น คิดอันนี้ 
คนเราจึงอยู่ด้วยทุกข์ กินด้วยทุกข์ นั่งด้วยทุกข์ นอนด้วยทุกข์ 
ไปไหนมาไหนด้วยทุกข์ทั้งนั้น 
เอาทุกข์นั่นแหละเป็นอารมณ์ไป 
แต่ถ้ามาเจริญสติให้รู้เท่าทันความคิด 
พอดีมันคิดปุ๊บ..ทันปั๊บ คิดปุ๊บ..ทันปั๊บ มันไปไม่ได้ 
มันจะทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงที่ตรงนี้ 
ความเป็นพระอริยบุคคลจะเกิดขึ้นที่ตรงนี้ 
หรือเราจะได้ต้นทางหรือกระแสพระนิพพานที่ตรงนี้..

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



รู้สึกตัวออกจากโลกความคิดก่อนคิดปล่อยวาง



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นถึงความเป็นเช่นนั้นเอง



"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต"..
จริงๆ แล้ว ตถาคต มีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า "พระผู้รู้ตถธรรม" 
คือ ธรรมที่เป็นเช่นนั้นของมันเอง
มีความหมารยเช่นเดียวกับคำว่า "ตถตา"
ฉะนั้นจึงมีความหมายว่า ผู้ใดเห็นธรรม
ผู้นั้นก็เห็นถึงความเป็นเช่นนั้นของมันเอง
ซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยทุกๆ เหตุการณ์
ไม่ว่าจะดี-ร้าย สมหวัง-ผิดหวัง หรืออื่นๆ
ล้วนไม่ใช่เป็นตัวกำหนดสุขหรือทุกข์
เพราะมันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของมันเช่นนั้นเอง
แต่ใจเราต่างหากที่ไปทำปฏิกิริยากับมัน
หรือคิดไปต่างๆ นานา (สังขาร)
แล้วก็เลยออกมาเป็น "สุข" หรือ "ทุกข์"
ภายหลังที่เกิดการปรุงแต่งเข้าให้แล้ว 

อ.ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา