อย่าให้มันปรุง
ใจมันหยุดนึกหยุดคิด มันสบายจริงๆ
ไม่มีเรื่องร้อนมาปรุงตัวเอง
นั่งสบาย นอนสบาย
เป็นเสรีเต็มตัว
กิเลสมันปรุงออกไป มันร้อน
พอเห็นหน้ามันมาก็รู้ทันที
พอแล้วๆ
ตัวเองสอนตัวเอง
รู้เท่าเอาทัน
อย่าให้มันปรุง
หลวงปู่ท่อน ญาณธโร
มีพุทธะอยู่ในใจ
ใครก็ตาม
มีสติสัมปชัญญะ
ควบคุมความรู้สึกนึกคิด
ของตนเองอยู่ตลอดเวลา
ทำความรู้สึกให้สำนึกผิดชอบชั่วดี
อยู่ในจิตใจตลอดเวลา
ผู้นั้นได้ชื่อว่า
มีพุทธะอยู่ในใจ
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
หมั่นดูใจ สติจะว่องไวปราดเปรียว
เพียงแค่
หมั่นดูใจ
ของตนอยู่เสมอ ทำอะไรใจก็อยู่กับสิ่งนั้น
ใจลอยไปไหน ก็รู้ แล้วกลับมาอยู่กับสิ่งนั้น
ทำบ่อยๆ สติก็จะว่องไวปราดเปรียว
ช่วยคุ้มกันใจ ไม่ให้อารมณ์ใดๆ ครอบงำ
เพียงเท่านี้ ความสงบเย็น โปร่งโล่งเบาสบาย
จะกลายเป็นเรื่องง่าย
แม้รอบตัววุ่นวายเพียงใดก็ตาม
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
สงบก็รู้…จบ ไม่สงบก็รู้…จบ
ถ้าหากว่าเราสามารถทำ
จิตให้เป็นกลาง
ระหว่างความสงบและความไม่สงบ
เราก็จะกลับมาหาใจของเราคือผู้รู้
ให้รู้แล้วจบ รู้แล้วจบ
สงบก็รู้…จบ ไม่สงบก็รู้…จบ
เมื่อจิตเป็นอย่างนี้ สภาวะปกติของจิตก็จะเกิดขึ้น
...
กลายเป็นว่าไม่สงบเราก็ปล่อย สงบเราก็ปล่อยวาง
จึงไม่มีอะไรเป็นศัตรูกับอะไรทั้งนั้น
หมดความปรารถนา หมดความต้องการ
จึงรู้แล้ว “สักแต่ว่ารู้”
เพราะไม่มีตัวตนของเราไปบังคับ
ลุงหวีด บัวเผื่อน
สักแต่ว่า
เมื่อ
สักแต่ว่า
แล้ว
จิตไม่เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ มีคุณค่ามีราคา
ยิ่งกว่าตนพอจะไปหลงยึดถือ จิตก็หายกังวล
รูปก็
สักแต่ว่า
ถึงยังเป็นอยู่ก็
สักแต่ว่า
ตายไปแล้วก็
สักแต่ว่า
ความเปลี่ยนแปรสภาพเท่านั้น
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
ผู้ที่ไปนิพพานได้
นิพพานนี้เป็นภูมิหนึ่ง แต่ไม่ใช่ภพ ฟังให้ดี นิพพานไม่ใช่ภพ ถ้าเป็นภพก็จะมีเกิดมีตาย แต่นิพพานไม่เกิดไม่ตาย และต้องท่าน
ผู้ที่ทำลายความรู้สึกคิดนึกปรุงแต่ง ได้หมดราบคาบแล้ว
เท่านั้น จึงจะไปนิพพานได้
หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร
ดูกรท่านทั้งหลาย อย่ามีเสพสองฝั่ง
เทวเม ภิกขเว อันตา ปัพพะชิเตนนะ เสวิตัพพา
ดูกรท่านทั้งหลาย อย่ามีเสพสองฝั่ง ฝั่งอะไรล่ะ
ก็คือ
ความรัก ความชัง
นี่แหละ
....เมื่อความรักเกิดขึ้น ให้รู้เท่ามัน อย่าไปยึดไว้
อย่าไปถือมัน หากถือแล้วมันจะเป็นทุกข์
เมื่อไม่ได้ตามความประสงค์
ทีนี้เมื่อความชังเกิดขึ้น ความเกลียดเกิดขึ้น
มันก็เป็นทุกข์ ทั้งสองเรื่องนี้ท่านไม่ให้ไปยึด
มัชฌิมาปฏิปทา ให้อยู่กลาง ให้รู้เท่าไว้
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
การติชมของผู้อื่นอาจเป็นธรรมขนานเอก
การติชมของผู้อื่นอาจเป็นธรรมขนานเอก
ที่จะทำให้เรารู้ว่า เราสามารถปล่อยวางได้แล้วหรือยัง
ถ้าเรายังเกิดดีใจเมื่อมีคนชม
นั่นหมายความว่า เรายังเป็นคนหลงโลก หลงอารมณ์อยู่
และถ้าเกิดความไม่พอใจ เมื่อมีคนมาติเตียน
ก็หมายถึงว่า เรากำลังหลงผิด ยังคิดว่าตัวเองดีตัวเองชั่วอยู่...
เราปฏิบัติเพื่อทิ้งดี ทิ้งชั่ว
ความดีและความชั่ว ก็คือมลทินของใจนั่นเอง
หลวงปู่คูณ สิริจันโท
บัณฑิต คือ ผู้ที่มีสติทุกเมื่อ
บัณฑิต คือ ผู้ที่มีสติทุกเมื่อ
ตื่นตัวอยู่ทุกเวลา
แม้จิตใจมันนึกมันคิดอะไรขึ้นมา
รู้เท่า รู้ทัน รู้จักกัน รู้จักแก้
รู้จักเอาชนะได้ นั้นเรียกว่าบัณฑิต
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
สงบจากความสุข สงบจากความทุกข์
สิ้นภพสิ้นชาติได้ในปัจจุบัน
**********************
ความสงบ
ไม่ใช่ความสุข ไม่ใช่ความทุกข์
แต่สงบจาก ความสุข
สงบจาก ความทุกข์
สงบจากความดีใจ เสียใจ
ได้มาก็ไม่ดีใจ เสียไปก็ไม่เสียใจ
มันเป็นเรื่องที่ทั้งไม่เกิดและทั้งไม่ตาย
...หมายถึง "อารมณ์ความรู้สึก" ที่มันไม่มีแล้ว หมดแล้ว
สมเด็จพระบรมศาสดาท่านจึงบอกว่า ภพสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์จบแล้ว ไม่มีภพอื่นชาติอื่นอีกแล้ว...
ท่่านก็รู้สิ่งที่มันไม่เกิดไม่ตาย ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้เอง
หลวงปู่ชา สุภัทโท
บทความที่ใหม่กว่า
บทความที่เก่ากว่า
หน้าแรก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)