จิตฟุ้งซ่าน ทำให้ได้ภาวนา




จิตเกิดความฟุ้งซ่านนั้นแหละดี 
จะทำให้เราได้ภาวนา
ยิ่งฟุ้งซ่านมาก ก็ยิ่งภาวนามาก 
ภาวนาเพื่อเรียนรู้ความฟุ้งซ่านนั้น 
เมื่อรู้แล้วก็ละวางมัน 
อย่าไปวิ่งตามมัน 
อย่าไปสุข ไปทุกข์ กับมัน

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

ให้รู้ในกายในใจ ไม่รู้ออกไปข้างนอก



พยายามให้รู้ในกายในใจ ไม่ได้รู้ออกไปข้างนอก
ไม่ได้ไปรู้ที่คนอื่น ไม่ได้ไปเพ่งคนอื่น
แต่ว่าจะเพ่งรู้เข้ามาในตนเอง แม้ตาต้องสัมผัสกับสิ่งภายนอก
หูต้องสัมผัสกับเสียงภายนอก จมูกต้องสัมผัสกับกลิ่น ลิ้นต้องสัมผัสรส
แต่การปฏิบัติธรรมนั้น เราดูปฏิกิริยา
ดูสภาวะความมีความเป็น ที่มันเกิดขึ้นในตัวเอง
ที่มันปรากฏสัมผัสสัมพันธ์อยู่ในตัวเอง นี่คือการปฏิบัติธรรม

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

ควรฝึกจิตใจ ด้วยการ “รู้” แล้วปล่อยไป




ท่านควรฝึกจิตใจ ด้วยการ “รู้” แล้วปล่อยไป
จิตที่รู้เรื่องอะไรแล้วไม่ยอมปล่อย ก็ย่อมทุกข์
ซึ่งธรรมะแท้ๆ นั้นเป็นกลางๆ ใครปล่อยวางได้ก็สบาย
ฝึกด้วยการมีสติจับรู้อยู่แต่ปัจจุบัน ภายในกายในใจตนนั่นเอง 
มิต้องไปแสวงหาที่แห่งใด เมื่อท่านรู้ความจริงเช่นนี้แล้วว่า ...
เหตุเกิดแห่งความสงบนั้นอยู่ที่ “จิตหนึ่ง” นั่นเอง
แล้วท่านจะมัวหาความสงบจากสถานที่แห่งใดกันเล่า

หลวงปู่ชา สุภัทโท

ไตรลักษณ์เป็นปัญญาทางพระพุทธศาสนา




ไตรลักษณ์นี้แหละ 
เป็นปัญญาทางพระพุทธศาสนา 
ไม่ต้องศึกษากว้างขวาง 
ศึกษาไตรลักษณ์นี้ก็พอ 
เวลามองอะไรให้มองว่า 
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน 
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

อย่าประมาทในสังสารวัฏ




อย่าประมาท
อย่าเพียงยินดีว่าเราจะไปเป็นเทวดา
อย่ายินดีว่าเราจะไปเป็นนางฟ้า แล้วหยุดแค่นั้น
อย่าประมาทในสังสารวัฏ ถ้าประมาทในสังสารวัฏแล้ว
เราจะไม่ได้คุณค่าที่แท้จริง หรือสิ่งประเสริฐในพระพุทธศาสนา...
ให้เราทำใจว่า ทำอย่างไรเราจะรู้เห็น
ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
ที่ท่านพร่ำสอนเหล่าสาวกอยู่เสมอ

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

นิโรธ คือหนีโลด




นิโรธ ก็คือ ความดับทุกข์
ถ้าพูดเป็นภาษาพื้นบ้าน เราก็ว่า “หนีโลด”
ทำไมว่าหนีโลด
เพราะว่าเห็นทุกข์ เห็นว่ามันเป็นของร้อนนั่นน่ะ
นี่มันไม่เห็น มันก็เลยไม่อยากหนี...
มันก็เลยไม่อยากปลง มันก็เลยไม่อยากวาง

หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม

สละสิ่งไม่ดีในใจ เป็นยอดของทาน



          หัดเสียสละความรู้สึก สิ่งที่ไม่ดีที่มีอยู่ในตน ในจิตใจ ออกไปเสียบ้าง ความเคียดแค้น ความโกรธ ไม่พอใจ โกรธเล็กๆ น้อยๆ ขัดเคือง หัดสละออกไปจากใจบ้าง ก็เป็นทาน เป็นยอดของทาน สิ่งชั่วเหล่านี้ยังติดแน่นเพราะเรานิยมพอใจในสิ่งเหล่านี้ จึงแกะยาก เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาให้เห็นโทษของสิ่งเหล่านี้ให้มาก

                                                                                               หลวงพ่อทอง จนฺทสิริ

ดูตัวเอง จิตจะสว่างไสว



          โยมทั้งหลาย สังเกตดูที่เขาหล่อพระพุทธรูปกัน เห็นมั้ย? พระพุทธเจ้าไม่เคยส่งพระเนตรไปข้างนอก แค่ดูตัวเองนะ ทอดพระเนตรลงต่ำ ดูที่มือตัวเองนั่นแหละ ... ไม่ส่งใจออกนอก นั่น! เขาเรียกว่าดูตนเองแหละ ... ไม่ดูคนอื่น ดูทำไมคนอื่น ...ใจเรานี่มันดีหรือยัง...นี่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหานะ มองหาแสงสว่างไม่มี ที่เขาเรียกมืดแปดด้าน แต่ถ้าคนมองดูตัวเอง จะสว่างไสว จิตดวงนี้ไม่มีกิเลสเพราะมันสว่างไสว มันมีเมตตา มีศีล มีธรรมในหัวใจ นั่นแหละ! เพราะว่าบุญคุ้มครอง ศีลคุ้มครอง เห็นมั้ยล่ะ!! ธรรมก็คุ้มครองใจเรา...

                                                                                                       หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร

ใจทุกข์เพราะหลงแบกขันธ์ ๕




เมื่อขันธ์ ๕ มีสภาวะทุกข์โดยธรรมชาติ 
การหลงเข้าไปยึดไปแบกขันธ์ ๕ ด้วยอาการที่ไม่รู้เท่าทัน 
จิตใจจึงพลอยได้รับความทุกข์ไปด้วย 
วางขันธ์ ๕ ลงได้เมื่อใด จะเหมือนการวางภูเขาหินที่เคยแบกไว้ 
มันเบา มันสบายอย่างบอกไม่ถูก...

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

เมื่อสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ก็เป็นคนสมบูรณ์




มีสติรู้ตัวเสมอ รู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
กับกาย วาจา จิตของเรา 
รู้ว่าดี ชั่ว ถูก ผิด 
บุญ บาป ไม่บุญ ไม่บาป นั้น 
ล้วนเกิดมาเพื่อฝึกสติสัมปชัญญะของเรา 
เมื่อสติสัมปชัญญะของเราสมบูรณ์ 
เราก็เป็นคนสมบูรณ์ สามารถทำความดี
ได้สมบูรณ์ นี่คือแนวทาง 

หลวงพ่อทอง จนฺทสิริ