รู้เท่าใจ คือรู้เท่าธรรม



ถ้ารู้เท่าใจโดยสิ้นเชิงแล้ว 
ก็รู้เท่าธรรมโดยสิ้นเชิงทั้งนั้น 
ถ้าไม่มีอุปทานยึดว่าใจเป็นตัวตน
เราเขาสัตว์บุคคล 
ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า ธรรมทั้งหลายเป็นเราเขา...
สัตว์บุคคลไปในตัว ก็จบปัญหากันไปเท่านั้น
ที่ไม่จบปัญหา ก็เพราะรู้ตามสัญญา
ความจำได้หมายรู้...

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

นิโรธเป็นของดับ




นิโรธเป็นของดับ
เพราะรู้เท่าแล้ว จิตไม่เกิดยินดี ยินร้าย 
ดับไปเช่นนี้ ชื่อว่า นิโรธ

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

การดูใจไม่สามารถรักษาร่างกายได้...



การดูใจไม่สามารถรักษาร่างกายได้ 
โรคภัยไข้เจ็บไม่ได้หายไป 
แต่ใจที่ผ่านการฝึกมาดีแล้วจะมั่นคง 
ไม่เดือดร้อน 
ไม่ว่ากายจะเจ็บปวดแค่ไหน ...
หรือแม้กระทั่งในเวลาที่ใจจะต้องจากร่างกายนี้ไปก็ตาม

พระอาจารย์มานพ อุปสโม

ทางได้กับทางเสียมันมาด้วยกัน



อะไรได้มาก็ได้มา เสียไปก็เสียไป ให้รู้เท่าทันมันเสมอ
อย่าดีดอย่าดิ้นว่าได้มาไม่ยอมให้เสีย เป็นไปไม่ได้...
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งแปรปรวน
จิตใจผู้มีธรรมภายในใจแล้ว เรียนรู้ทั้งที่ได้มาทั้งที่เสียไป ไม่เสียใจนะ
คนที่มีแต่จะเอาท่าเดียว ทางเสียไม่มี ผู้นี้จะเป็นทุกข์มาก
เพราะทางได้กับทางเสียมันมาด้วยกัน บวกกับลบมันไปด้วยกันนั้นแหละ ...

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

การทำให้ความลำบากคลี่คลาย ต้องกระทำเมื่อจิตใจสงบเยือกเย็น



ไม่ว่าจะเผชิญกับความยากลำบากอย่างใด
ให้มั่นใจว่า การทำให้ความลำบากนั้นคลี่คลาย
จะต้องกระทำเมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นเท่านั้น
ใจที่เร่าร้อน ไม่อาจนึกคิดให้ปลอดโปร่งได้
ใจที่เร่าร้อน ไม่อาจช่วยให้ร้ายกลายเป็นดีได้...

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช 
สกลมหาสังฆปริณายก

ฝึกจิตทุกๆ ขณะที่มีเวลาดูลมหายใจ



สงบใจ ฝึกจิตทุกๆ ขณะที่มีเวลาดูลมหายใจ
จะเดิน นั่ง นอน ขับรถ หรืออื่นๆ ก็ทำสมาธิได้
ไม่จำเป็นต้องรอเวลาที่จะนั่งหลับตา
เพราะการทำสมาธิหมายถึง
การเอาจิตมาไว้กับกาย
คือทำอะไรก็รู้ชัด หรือจะดูลมหายใจเข้าออกก็ได้
ซึ่งการทำสมาธินี้ ไม่เกี่ยวกับท่วงท่ากิริยาเลย
ทำได้ทุกที่ทุกเวลา

ครูบาไตรภพ วัดป่าโคกเจริญธรรม
มูลนิธิวิศวาธารอโรคยาธรรมศาลฯ

เมื่อสิ่งใดมากระทบ จะรู้ว่า "มั่น"หรือ"คงที่" ได้...



เมื่อสิ่งใดมากระทบ จะรู้ว่า "มั่น"หรือ"คงที่" ได้
ต่อเมื่อความยินดี หรือ ไม่ยินดีไม่เกิดนั่นแหละ
ทำกรรมฐาน
ถ้าผู้ใดทำได้บริบูรณ์ กายและจิตจะไม่หวั่นไหว

หลวงปู่เจือ สุภโร

จิตที่ไม่หลงอารมณ์



ถ้ามาพิจารณาเห็นจิตเป็นอย่างหนึ่ง
อารมณ์เป็นอย่างหนึ่งแล้ว
ก็เรียกว่าเรามีความรู้สึกแล้ว ...
ไอ้ความรู้นั้นเป็นจิต 
สิ่งที่เข้ามากระทบนั้นเป็นอารมณ์ ...
เมื่อเรารู้ว่าจิตเป็นจิตแล้ว 
อารมณ์ก็เป็นอารมณ์แล้ว 
จิตเราก็ไม่หลงอารมณ์อีก

หลวงปู่ชา สุภัทโท

ไม่ต้องไปกำหนดละอะไร มันก็ดับไปเอง



...หัดพิจารณาสอนจิตให้รู้เท่าตามเป็นจริงว่า 
ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา 
ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา
ทั้งฝ่ายดีก็ดี ฝ่ายชั่วก็ดี 
ไม่มีอะไรที่จะเป็นแก่นเป็นสารอยู่ได้ ...
เมื่อมันเห็นแจ้งด้วยปัญญาอย่างนี้ 
ก็ไม่ได้ถือมั่นในเรื่องที่กระทบกระทั่งนั้น ...
เมื่อจิตไม่ยึดถือ ไม่หวั่นไหวตามแล้ว มันก็ดับไปเอง 
ไม่ต้องไปกำหนดละอะไร 
มันก็ดับไปเองแหละ... 

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ตัวกลางๆ นั่นแหละคือตัวใจ...




เราไปหากันแต่อารมณ์ ไม่หาใจ เลยไม่รู้จักว่า มันแยกกันออก…
ใจไม่มีอะไรเลย ความคิดนึกปรุงแต่งไม่มี 
อดีตไม่มี อนาคตไม่มี มีความรู้สึกแต่ปัจจุบันเท่านั้น
ส่วนอารมณ์ เช่น ความรักลูก...รักสิ่งต่างๆ ทั้งหมด 
มันพาให้ไปคิดถึงเรื่องของคนที่เรารักนั้น ปรุงแต่งอดีตอนาคต... 
นั่นจึงเรียกว่าอารมณ์ มันไม่อยู่คงที่ ไม่อยู่ในที่เดียว ไม่ลงปัจจุบัน
ถ้าหากลงปัจจุบันก็หมดเรื่อง 
มันวางเรื่องต่างๆ ที่คิดนึกปรุงแต่งทั้งหมด
อารมณ์ก็ไม่มี อยู่เฉยๆ เป็นกลางๆ ไม่คิดนึก เข้าถึงใจเลย 
ตัวกลางๆ นั่นแหละคือตัวใจ...