แม้ความดี...ก็สักแต่ว่าสร้าง



          ....หลักการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เป็นองค์ประกอบของการประพฤติปฏิบัติของผู้ที่ปรารถนาที่จะไม่ติดยึดความสุขความทุกข์ คนเราเมื่อละความชั่วได้แล้วมันก็ติดความดี...ติดความดีมันก็ยังเป็นอัตตาอยู่... มันก็มีภพมีชาติขึ้นมา มันก็ไม่พ้นทุกข์อยู่นั้นแหละ ...ทีนี้ถ้าจะให้มันหมด แม้ความดี...ที่เราสร้างขึ้นมาในตัวของเรา ก็สักแต่ว่าสร้างเท่านั้น ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอัตตา ว่าเราเป็นคนมีความดีอย่างนั้น มีความสุขอย่างนั้น ความสุขเป็นของเรา เราเป็นความสุข นั่นแหละคำว่าอัตตา...

                                                                                                         หลวงพ่อทอง จนฺทสิริ

การเจริญสติ เพื่อให้ใจอยู่เหนือโลก...




...ถ้ายังขืนติดบุญ ติดดี ติดสุข ติดสงบ ติดเหตุผล 
ใจก็ยังสร้างภพชาติแห่งความเป็นมนุษย์ เทวดาและพรหมอยู่
ถ้าติดบาป ใจก็จะสร้างภพชาติแห่งสัตว์นรก เปรต อสุรกายและเดรัจฉานอยู่
...การเจริญสตินั้น ก็เพื่อให้ใจอยู่เหนือโลก 
เหนืออารมณ์ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด...

พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส

รู้เท่าความคิด




คิดแล้วไม่หลงยินดีไม่หลงยินร้ายไปกับเรื่องที่คิดนั้น 
...คิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็รู้เท่าเรื่องนั้น 
รู้อย่างไร..รู้ว่าเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตน 
นี่แหละการ “รู้เท่าความคิด” รู้อย่างนี้เองนะ...
เมื่อรู้อย่างนี้อยู่เสมอจิตมันก็ไม่ยึดถือแล้ว 
...มันก็ปล่อยวางไปเรื่อยๆ 
คิดเรื่องอะไรขึ้นมาไม่ยึดถือ แล้วมันก็ดับไป 
จิตใจก็เป็น “อุเบกขาญาณทัสสนะ” อยู่อย่างนั้น


หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ศีลปรมัตถ์มีข้อเดียว คือการมีสติเป็นปรกติ




ศีล มี ๒ ประเภท คือ ศีลบัญญัติ เช่น ศีล ๕, ศีล ๘, ศีล ๒๒๗
ซึ่งยังเป็นของสมมุติ เพราะพระพุทธเจ้ามาบัญญัติศีลเหล่านั้น
หลังจากมีพระรัตนตรัยแล้วด้วยซ้ำ 
อย่าถือมั่นว่า ศีล ๒๒๗ ทำให้เกิดพระอรหันต์
เพราะเมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาใหม่ๆ 
มีพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้ว แต่ศีลบัญญัติเหล่านี้ยังไม่มีสักข้อ 
ต่อเมื่อภิกษุรุ่นหลังปฏิบัติตนไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมตามสมณวิสัย 
พระองค์จึงทรงบัญญัติศีลเหล่านี้ขึ้นเพื่อควบคุมความประพฤติของภิกษุเหล่านั้น 


ส่วนศีลอย่างที่สองคือศีลปรมัตถ์ เป็นศีลของพระอริยเจ้า 
มีข้อเดียวนั่นคือการมีสติเป็นปรกติ


หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร

กุศลกรรมสูงสุด...




ในบรรดากุศลกรรมทั้งปวง 
กุศลกรรมสูงสุด
คือการรู้จักควบคุมจิตใจของตนเอง

ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

รู้เข้าไปในตัวเอง แล้วบ่มความรู้ตัวมากๆ



เมื่อเราภาวนา ให้เอาใจเป็นหลักรู้ 
อย่าไปรู้ที่คนอื่น ที่อื่น 
ให้รู้ตัวมากๆ เอาความรู้สึกสดๆ เป็นที่ตั้ง 
รู้เข้าไปในตัวเอง แล้วบ่มความรู้ตัวๆ มากๆ
เหมือนแม่ไก่กกไข่ ...
หรือชาวนาชาวสวนเก็บผลไม้ดิบ
มาบ่มให้สุกหอมหวาน 
เมื่อบ่มรู้ดูใจนานๆ 
เมื่อมันสุกงอมหอมหวานแล้ว
จะรู้เองว่าธรรมะมีรสชาติอย่างไร

ท่านเขมานันทะ

หยุดดู หยุดรู้ตัวเองได้ คือความฉลาด



หยุดดู หยุดรู้ จิตใจของตนเอง
ให้เป็นปรกตินิสัยให้มากๆ 
จะได้เปลี่ยนนิสัยสันดานของปุถุชนเสียที 
ที่มันเที่ยวซุกซนไปเพราะความโง่ 
เมื่อรู้สึกตัว หยุดดู หยุดรู้ตัวเองได้นั่นแหละ 
คือความฉลาด

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

มีสติรู้จิตตัวเองทุกขณะ จึงเป็นความมหัศจรรย์



เรื่องเห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นภูตผีปีศาจอะไรนั้น 
อย่าไปสนใจ มันเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น 
บางคนภาวนามา จนกระทั่งได้สำเร็จอรหันต์ 
ไม่เคยเห็นอะไรสักที เห็นแต่กายกับใจของตัวเองเท่านั้น 
ใครจะเก่งถึงขนาดกำหนดรู้วาระจิตของคนอื่นได้ ...
หรือรู้เห็นสิ่งที่ตามนุษย์ธรรมดาไม่เห็น 
ไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์ มันอัศจรรย์อยู่ตรงที่ว่า 
ผู้ที่มีสติกำหนดรู้จิตของตนเองอยู่ ทุกขณะจิตได้ 
นี่ ! ความมหัศจรรย์มันอยู่ที่ตรงนี้

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

การแยกจิตออกจากความคิด คือปัญญา




ความสงบของจิต
นั่นแหละคือศีล คือสมาธิ
การแยกจิตออกจากความคิด
นั่นแหละเป็น ปัญญา

พระอาจารย์สำราญ ธมฺมธุโร

การปฏิบัติธรรมที่ไม่ต้องคอยเวลา



ให้พยายามมีสติระลึกรู้ทันในปัจจุบันอารมณ์เหล่านี้
ด้วยการปล่อยวางอยู่เสมอ 
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับได้ดูแลรักษาจิตใจแก้ไขให้ดีงาม
แล้วก็เป็นการสะสมเก็บคะแนนสติสัมปชัญญะบ่อยๆ เนืองๆ
เพื่อความสมบูรณ์ของสติปัญญา...
ทำเช่นนี้เราก็ได้ปฏิบัติธรรม โดยไม่ต้องคอยเวลา
ไม่เสียเวลากับชีวิตที่ผ่านไปหมดไป

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี