มงคลสูงสุด คือ จิตที่ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม




          ถ้าจิตถูกโลกธรรมทั้งหลายกระทบกระทั่งแล้วไม่หวั่นไหว ยังสามารถมีใจเบิกบาน เกษมปลอดโปร่ง ไม่มีธุลี ไร้ความขุ่นมัวเศร้าหมอง ผ่องใสได้ ก็เป็นมงคลอันสูงสุด
          มงคล ๓๘ ประการ มาจบลงสุดท้ายที่นี่...
          พระพุทธศาสนาสอนหลักธรรมไปตามลำดับจนมาถึงข้อนี้ คือข้อว่ามีจิตใจเป็นอิสระ อย่างที่พระ สงฆ์สวดในงานพิธีมงคลทุกครั้ง ตอนที่สวดมงคลสูตร มงคล ๓๘ จะมาจบด้วยคาถานี้คือ

          ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ   จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ
          อะโสกัง วิระชัง เขมัง     เอตัมมังคะละมุตตะมัง
          ผู้ใดถูกโลกธรรมทั้งหลาย (ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้าย) กระทบกระทั่งแล้ว จิตใจไม่เศร้าโศก ไม่หวั่นไหว เกษม มั่นคง ปลอดโปร่งได้ นั่นคือมงคลอันอุดม
          ถ้าถึงขั้นนี้แล้ว ก็เรียกว่าเราได้ประสบประโยชน์สุขขั้นสูงสุด ชีวิตก็จะสมบูรณ์ อยู่ในโลกก็จะมีความสุขเป็นเนื้อแท้ของจิตใจ ถึงแม้ไปเจอความทุกข์เข้าก็ไม่มีปัญหา ก็สุขได้แม้แต่ในท่ามกลางความทุกข์
                                                                                       พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

การมีสติระลึกรู้คือ ระลึกรู้เข้ามาในกายในใจ



เริ่มต้นของการจะศึกษาธรรมะ ก็คือเริ่มการมีสติ การฝึกการมีสติ 
การฝึกสติอยู่กับปัจจุบัน สติอยู่กับปัจจุบันธรรม 
ปัจจุบันธรรมที่ไหน? ปัจจุบันธรรมที่กายที่ใจนี้เอง 
การมีสติระลึกรู้ก็คือ การระลึกรู้เข้ามาในกายในใจของตนเอง 
ไม่ใช่เรื่องอะไรมากมาย เป็นเรื่องของการตามดู
รู้ทันกายที่เป็นอยู่ภายใน 
จิตใจที่เป็นอยู่ภายใน 

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

คำสั่งสอนพระศาสดา มองด้วยตาไม่เห็น




คำสั่งสอนพระศาสดา มองด้วยตาไม่เห็น
ท่านผู้ใดเพียรบำเพ็ญ ผู้นั้นจะเห็นด้วยจิตใจ
ผู้ที่รู้ผู้ที่เห็น ผู้นั้นก็เป็นบัณฑิต
รู้ทั้งถูกรู้ทั้งผิด มีทุกยุคทุกสมัย



ไม่มีเพชร ก็ไม่มีหิน ไม่มีศีล ก็ไม่มีสัจจะ...
ไม่มีวัด ก็ไม่มีพระ ไม่มีจิต ก็ไม่มีใจ
ไม่มีโลก ก็ไม่มีธรรม ไม่มีทองคำ ก็ไม่มีเพชร
ไม่มีขม ก็ไม่มีเผ็ด ไม่มีเป็ด ก็ไม่มีไข่


หลวงปู่เปลื้อง ปัญญาวันโต

สติปัฏฐานนั้นมิใช่อะไรอื่น...



สติปัฏฐานนั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการใช้สติ
พิจารณากำหนดรู้อยู่ทุกขณะว่า ในขณะหนึ่งนั้นๆ
เรากำลังทำอะไรอยู่ หรือเรากำลังมีความรู้สึกนึกคิดอะไรอยู่
ทั้งนี้ พิจารณากันในเฉพาะปัจจุบันเท่านั้น
ไม่พิจารณาย้อนไปถึงอดีตและอนาคต แม้สักวินาทีเดียว

หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล

ใจเป็นใหญ่กว่าอะไรทั้งหมด



ใจเป็นใหญ่กว่าอะไรทั้งหมด
ถ้าเราคุมใจให้สงบ 
ไม่วุ่นวายส่งส่ายได้แล้ว 
ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า 
ปวดนั่นปวดนี่ 
จะหายไปโดยไม่รู้ตัว

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

.รู้สวรรค์นรก ไม่เท่า รู้จิต



..รู้สวรรค์นรก ไม่เท่า รู้จิต 
 รู้อดีตอนาคต ไม่เท่า รู้ปัจจุบัน 
 รู้แปดหมึ่นสี่พันพระธรรมขันธ์ 
 ก็ไม่เท่า รู้ละ รู้ปล่อยวาง...

หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล 

การรู้จักตัวเองคือการมีสติในทุกๆ ขณะ



          ...บาปที่หนักที่สุดในโลกก็คือบุคคลที่ไม่รู้จักตัวเองนั้นเอง บุญคือบุคคลที่รู้จักตัวเอง ใครก็ตามที่รู้จักตัวเองคือบุคคลผู้มีบุญ และเป็นผู้ที่มีความสามารถกระทำตนเองให้เป็นบุคคลที่ประเสริฐ (อริยบุคคล) ได้อย่างแท้จริง นี้เรียกว่าความสงบ การรู้จักตัวเองมิได้หมายความว่า เรารู้ว่าเราเป็นชายหรือหญิง เราคือนาย ก. หรือ นาย ข. แต่การรู้จักตัวเองคือการมีสติในทุกๆ ขณะ ไม่ว่าร่างกายจะเคลื่อนไหวอย่างไร เรารู้สึกถึงการเคลื่อนไหวนั้น ไม่ว่าจิตใจคิดนึกอย่างไร เราก็รู้สึกถึงความนึกคิดนั้น...

                                                                                                    หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

จงถือธรรมะเป็นสำคัญ อย่าถือคน



จงถือธรรมะเป็นสำคัญ อย่าถือคน
ถ้ายังติดคนก็จะไม่ถึงธรรม
ถ้าถึงธรรมก็พ้นจากการติดคน
ถ้าติดคน ติดยศของคน 
ติดฐานะของคน ติดศักดิ์ศรีของคน 
ไม่มีอะไรดี เราก็ไม่เข้าถึงธรรม
ทุกอย่างที่ทำไปควรปรารภธรรม
อย่าเห็นแก่คน

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

อย่าส่งจิตออกไปสู่ภายนอก





เรารักษาใจของเราให้ได้นะ
อย่าให้มันมีการเสียใจ-ดีใจ
ปฏิบัติธรรมเป็นกลางๆ 
กำหนดบริกรรมพุทโธ พุทโธ 
อย่าส่งจิตออกไปสู่ภายนอก

อย่าส่งจิตออกไปตามเสียง ตามสัมผัส ตามกลิ่น 
อย่าส่งจิตไปตามอารมณ์ที่เป็นอดีต 
อารมณ์ที่ยังไม่มาถึง เราก็ไม่ต้องไปคิด

กำหนดจิตของเรา ให้ "เป็นหนึ่ง"
เป็น "เอกัคคตารมณ์" คือ มีอารมณ์อันเดียว
เราจะบริกรรม พุทโธ พุทโธ พุทโธ

เอาพุทโธ เป็นอารมณ์ของเรา 
ไม่ให้จิต คิดไปอย่างอื่น ... ทำให้ได้ 
ตั้งสติให้มั่น ทำจิตใจให้สบายสบายนะ 
อย่าไปหลง ไปตาม 
จะกลายเป็น "ทาสของตัวมาร" นะ

หลวงปู่คูณ สุเมโธ 

ทุกข์ก็ไม่ใช่ตน สุขก็ไม่ใช่ตน อย่าไปตั้งใจละ



เราต้องดูซิ ว่าทุกข์นี่ มันเป็นยังไง
เรามัวไปตั้งใจละ ละ ก็ไม่เห็นซิว่ามันเป็นยังไง 
ทุกข์ก็ไม่ใช่ตน สุขก็ไม่ใช่ตน อย่าไปตั้งใจละ...
เมื่อมันเห็นชัด ว่าไม่ใช่ตน อุปาทานก็ดับ
แต่สุข ทุกข์ ก็ยังมีอยู่ แต่มันไม่ใช่เราแล้ว...
ทุกข์มันก็รบกวนเราไม่ได้ เราก็ไม่ทุกข์กับมัน
ทุกข์ก็มีอยู่ สุขก็มีอยู่ ก็รู้ชัดเห็นชัดว่า ไม่ใช่เรา

หลวงปู่เจือ สุภโร