สติตั้งมั่นปัจจุบัน จิตจะแยกจากอารมณ์



          เมื่อเรามีสติมีสมาธิตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นสัมผัสรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง ความรู้สึกจะเกิดขึ้นที่ใจของเรา คือความพอใจ ความไม่พอใจ หรือความเฉยๆ เราจะมีสติมีปัญญาเห็นอาการของจิตซึ่งเกิดขึ้นที่ใจ... จิตของเราจะแยกจากอารมณ์โดยธรรมชาติ... จะเห็นอาการของจิต เห็นอาการของอารมณ์ มีความเกิดขึ้นแล้วก็มีความดับไปเป็นธรรมดา...

                                                                                    พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

ต้องการสุข ย่อมได้รับทุกข์




ถ้าจิตยังมีความต้องการความสุขของโลกอยู่ 
จิตก็จะได้รับอารมณ์ของทุกขเวทนาตลอดไป 
จึงให้ใช้ปัญญาเพิกถอนอารมณ์ทั้งสองนี้ออกจากใจ 
จึงจะได้พบกระแสธรรมอย่างแท้จริง

หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ

กำหนดรู้เรื่องชีวิตประจำวันสำคัญกว่าหลับตาทำสมาธิ



การกำหนดรู้เรื่องชีวิตประจำวันนี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยสำคัญ 
สำคัญยิ่งกว่าการนั่งหลับตาสมาธิ

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย 

รู้ลมหายใจ เป็นคุณความดีอเนกประการ



         ลมหายใจที่เป็นไปโดยธรรมดานั้น มีประโยชน์เพียงกันตายเท่านั้น ไม่ได้ทำให้บังเกิดคุณความดีอะไรขึ้นมาได้เลย ส่วนลมหายใจที่เราตั้งใจให้เป็นไปตามความรู้สึกของเรานั้น ย่อมทำให้คุณความดีได้เป็นอเนกประการ

                                                                                                          ท่านพ่อลี ธัมมธโร

เราหาพระพุทธเจ้าที่ใจเรา



ไม่ติดอดีต ไม่ติดอนาคต 
พยายามอยู่กับปัจจุบันให้มาก
เมื่อสำรวมกาย วาจา ใจ
เป็นหนึ่งเดียวได้
ก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา 
และนี่ก็เป็นความสุขของเรา 
ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้าที่ไหนเลย 
เราหาพระพุทธเจ้าที่ใจเรา

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ 

ผู้เห็น ไม่ใช่ผู้เป็น



         ความรู้สึกคือเวทนา ความคิดคือจิตตา และธรรมารมณ์หรืออารมณ์ต่างๆ คือ ธรรมานุปัสสนา หลุมพรางเหล่านี้มันเป็นหลุมพรางที่จิตเรามักจะเผลอ และก็ตกเข้าไปเรื่อยๆ พอเราตกเข้าไปปุ๊บ เราก็กลายเป็นผู้เป็น
         พระพุทธเจ้าสอนเราว่า ให้เราเป็นผู้เห็น เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม ท่านไม่ได้ให้เราไปเป็น ท่านบอกให้เราเห็น ดังนั้น เราจะเป็นผู้เห็น คือภาวะเราหลุดออกมา แล้วเป็นผู้ดู ผู้เห็นมัน แล้วอะไรที่จะเป็นตัวนำพาให้เราหลุดออกมา

        คือ สติสัมปชัญญะ

                                                                                          พระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน

ถือเอาสุข คือถือเอาทุกข์ด้วย



        พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า สุข-ทุกข์เป็นของที่อยู่ด้วยกัน หากเราถือเอาสุข ก็ย่อมถือเอาความทุกข์ไว้ด้วย เมื่อไม่วางสุขก็เท่ากับไม่วางทุกข์นั่นเอง เหมือนเหรียญมีสองด้าน คือ ด้านหัวกับด้านก้อย ถือด้านใดด้านหนึ่ง ก็ถืออีกด้านเอาไว้ด้วย จะเอาแต่ด้านเดียวไม่ได้เลย การเห็นและเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงตามกฎธรรมชาติ และวางใจให้เที่ยงธรรมไม่มีอคติในเรื่องต่างๆ จะช่วยรักษาใจให้พ้นทุกข์ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นทุกข์

                                                                                              พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

มันเป็นของเรา หรือเราเป็นของมัน



อะไรก็ตาม ที่เราคิดว่า มันเป็นของเรา
ในความเป็นจริงนั้น เรากลายเป็นของมัน

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

เมื่อใดไม่ยึดมั่น เมื่อนั้นไม่ทุกข์



คนที่ศึกษาตัวเองและรู้เท่าทันจิต 
เขาจะไม่ทุกข์กับความคิดตัวเอง 
คนที่ศึกษาธรรมะ จะทุกข์ทางเดียว
คือทุกข์ทางกาย 
แต่เมื่อใดที่เขาไม่ยึดมั่นถือมั่นทางกาย 
ก็เท่ากับว่า เขาไม่ทุกข์สักทางเลย

หลวงตาสุริยา วัดป่าโสมพนัส 
(ส.มหาปัญโญภิกขุ)

พิจารณากายให้เห็นชัดเจน จะเห็นธรรม



เรื่องการปฏิบัติธรรมของพวกเราก็เหมือนกัน 
ไม่ต้องสงสัยที่อื่น มาดูที่กายกับใจของพวกเรานี้
อันนี้แหละมันเป็นสิ่งปิดบังคุณธรรมไว้ 
ไม่ให้เราเห็นธรรม ก็เพราะกายของพวกเรานี้แหละ
ถ้าหากว่าใครพิจารณากายให้เห็นชัดเจน ...
คนนั้นจะเห็นธรรม เห็นสภาพความแปรปรวนของกาย 
เกิดก็เกิดจริง แก่ก็แก่จริง เจ็บก็เจ็บจริง 
ตายก็ตายจริง นี่เรียกว่าสัจธรรม เป็นของจริงทั้งนั้น 
ให้เรารู้จักสภาพความเป็นจริงอย่างนี้ อย่าไปหลงใหล

หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล