ดูมันเฉยๆ



อย่านึกทำใจให้เป็นสุข อย่านึกทำใจเป็นทุกข์
เห็นเป็นทุกข์ก็ไม่ต้อง"ละ"มัน
เห็นเป็นสุขก็ไม่ต้องประคองให้มันอยู่
"ดูมันเฉยๆ"

หลวงปู่เจือ สุภโร

ความดีนั้น เราต้องทำอยู่เสมอให้เป็นที่อยู่ของจิต



          ความดีนั้น เราต้องทำอยู่เสมอให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือ ทางดำเนินไปของจิต มันจึงจะเห็นผลของความดี ไม่ใช่เวลาใกล้ตายจึงจะนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไป แล้วให้ไปรับศีล เช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดทั้งหมด

                                                                                               หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

ภาวนาให้รู้ลมอย่างเดียว



          ในการนั่งภาวนานี้ ถึงแม้เราจะไม่มีความรู้อะไรเลย ก็ให้รู้แต่เพียงว่า ลมเข้าเราก็รู้ ลมออกเราก็รู้ ลมยาวเราก็รู้ ลมสั้นเราก็รู้ ลมสบายเราก็รู้ หรือลมไม่สบายเราก็รู้ เท่านี้ก็เป็นอันใช้ได้ ส่วน สัญญา ในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในใจของเรานั้นก็ให้ปัดทิ้งเสีย ทั้งดีและชั่ว ทั้งอดีต อนาคต ไม่ให้นำมายุ่งเกี่ยว และก็ไม่ต้องตามไปแก้ไข เมื่อสัญญาผ่านเข้ามา ก็ปล่อยให้ผ่านไปตามเรื่องของมัน ความรู้ของเราก็ให้เฉยอยู่กับปัจจุบันเพียงอย่างเดียว

                                                                                                     ท่านพ่อลี ธัมมธโร

จิตมีแต่รู้ล้วนๆ



          จิตโดยหลักธรรมชาติไม่มีรักมีชังมีเกลียดมีโกรธ มีแต่รู้ล้วนๆ ที่รักที่ชังนั้นเป็นสิ่งที่แฝงขึ้นกับจิต ความแฝงนั้นท่านให้ชื่อว่าสิ่งที่ปลอม ไม่ใช่ของจริงคือจิตแท้

                                                                                    หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

หากไม่ได้พิจารณาความทุกข์ให้ดี ก็ไม่อาจจะพบความสุข



          หากไม่ได้พิจารณาความทุกข์ให้ดีแล้ว ก็ไม่อาจจะพบความสุขได้เลย... ความทุกข์ที่ควรพิจารณานั่นก็คือ ความสุขทั้งหลายทางโลก เพราะไม่ว่าอย่างไรสักวันก็ต้องสูญเสียไปแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว ทั้งทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือแม้แต่ร่างกายตัวเองก็ตาม... ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า ให้ทิ้งเสียทุกอย่าง เพียงแต่ต้องให้ฝึกสติปัญญาให้สามารถรู้เท่าทันอาการต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอไว้ หากเกิดความทุกข์ขึ้นมา จะได้มีปัญญามากพอที่จะสามารถปล่อยวางได้

                                                                                           หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส

ทุกๆ วันให้พยายามมีสติดูจิต




...เราทุกคนจะต้องพยายามที่จะรู้จักต่อสู้กับกิเลสภายในจิตใจของเรา
ในทุกๆ วันให้พยายามที่จะมีสติดูจิตใจของเรา
และปรารภความเพียรไปทุกๆ วัน ไม่ท้อถอย 
สำรวมจิตใจของเรานั้นอยู่เสมอๆ 
ถ้าเราทุกคนทำความเพียรไปเช่นนี้...
เราก็สามารถที่จะประสบกับความสำเร็จในการประพฤติการปฏิบัติธรรมได้

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

บุคคลที่มีสติ เวลาฝึกสมาธิ จิตจะรวมสงบได้ง่าย



          บุคคลที่มีสติอยู่เสมอ เวลาฝึกสมาธิ จิตจะรวมสงบได้ง่าย เพราะความฟุ้งซ่านมีน้อยเป็นปรกติอยู่แล้ว เมื่อจิตรวมสงบง่าย การปฏิบัติก็ไม่ต้องลำบากมาก เป็นไปแบบสบายๆ แบบนี้เข้าท่าดีมั้ยล่ะ ไม่อย่างนั้นก็ต้องมาฝึกกันแบบเข้มข้น ทรมานต่างๆ นานา เพื่อฝึกให้จิตสงบ พระบางองค์ถึงกับให้อดอาหาร ๓ วันบ้าง อดนอน ๕ วันบ้าง แบบนี้ไหวกันมั้ย ถ้าไม่อยากทำถึงขนาดนั้นก็ต้องฝึกกันให้บ่อยๆ รีบทำกันเสียตั้งแต่วันนี้ จะได้ดีในภายภาคหน้า

                                                                                                    หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ

ใจโง่กว่ากาย ชอบหาทุกข์ใส่ตัว



เมื่อมือถูกไฟลวก มือจะชักออก 
นี่คือความฉลาดของ “กาย” 
แต่เมื่อโกรธ “ใจ” จะกอดความโกรธเอาไว้ 
ใครด่าเรา เราจะจำได้
และนึกถึงเขาบ่อยๆ 
ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ 
มองในแง่นี้จะเห็นว่า
ใจโง่กว่ากาย ชอบหาทุกข์ใส่ตัว

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

มีสติจะเห็นธรรม



ถ้ามีสติกำหนดเข้ามา จ ะ รู้ ทุ ก เ ว ล า
ว่าจิตของเรามีราคะไหม หรือหายแล้วไม่มี...
ดูโทสะ มีอยู่หรือหายโทสะแล้ว 
ดูโมหะ ความโง่เขลาความหลง 
ยังมีอยู่ก็จะรู้ หรือจิตของเรา
มันหายโทสะหายโมหะแล้วก็จะรู้ 
พระพุทธองค์จึงให้พิจารณาเข้ามาให้เห็น 
เห็นอันนี้เรียกว่าเห็นธรรม

หลวงปู่ขาว อนาลโย

มีสติรู้กาย ปัญญาจะค่อยๆ เกิดขึ้น



พระพุทธเจ้าสอนพระมหากัสสปะ ว่า
อย่าละสติไปจากกาย ให้มีสติรู้กายไว้เป็นนิจ
พระมหากัสสปะทำอย่างนี้อยู่ ๗ วัน 
สำเร็จอรหันต์...
สะติ สัพพัตถะ ปัตติยา ...
สติจำต้องปรารถนาทุกโอกาส
มีสติรู้กายไว้เนืองๆ ปัญญามันจะค่อยๆ เกิดขึ้น
โดยไม่รู้สึกตัว

หลวงปู่เจือ สุภโร