การปฏิบัติธรรม คือ การแยกจิตออกจากอารมณ์



"..ถ้าจะกล่าวโดยสรุป 
การปฏิบัติธรรม คือ การแยกจิตออกจากอารมณ์
วิธีการคือ อย่าส่งจิตออกนอก อย่าตามเงาของจิต 
ระวังผัสสะ กระทบปั๊บ ย้อนกลับ มีสติรู้ทัน 
ความคิดมันก็จะหยุด จิตหยุดคิด คือหยุดปรุงแต่ง
ระวังอย่าให้มันก่อรูปความคิด
ความคิดเป็นสังขาร (การปรุงแต่ง) ทั้งนั้นแหละ
สุขก็เป็นสังขาร ทุกข์ก็เป็นสังขาร
สังขารใดๆ ก็ตาม มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์
กิจอื่นนอกจากความพ้นทุกข์ไม่มีอีกแล้ว
ทำบ่อยๆ ทำให้มาก ทำได้แล้วจะมีกำลัง
เป็นฆราวาสจะทำให้เกลี้ยง ทำให้ขาว
เหมือนสังข์ที่ขัด มันทำยาก.."

ใจความตอนหนึ่งจากธรรมเทศนา
พระอาจารย์มนตรี อาภสฺสโร
สวนพุทธธรรม ป่าละอู
วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2557

จงรู้เจริญพระกรรมฐานในทุกๆ ขณะจิต



                                                               คำสอนสมเด็จองค์ปฐม

          คนฉลาดในธรรม เขาเอากายทำงานทางโลก แต่เอาจิตทำงานทางธรรมไปด้วยพร้อมๆ กัน ไม่คิดว่าไม่มีเวลาปฏิบัติกรรมฐาน ตราบใดที่ลมหายใจยังมีอยู่ ไม่ว่าร่างกายจักอยู่ในสถานะใดๆ ก็ตาม จักต้องเรียกได้ว่ามีเวลาปฏิบัติตลอดเวลา ขณะจิตหนึ่งๆ ที่ระลึกได้นั้น จงหมั่นเจริญพระกรรมฐานให้เกิดขึ้นแก่จิต ถ้าหากทำอารมณ์ให้เกิดอย่างนี้จนชินเป็นปกติไม่ได้ ก็จักไปพระนิพพานในชาตินี้ไม่ได้ และจงอย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง จงรู้เจริญพระกรรมฐานในทุกๆ ขณะจิต อันเป็นปัจจุบันธรรมเพื่อความไม่ประมาทในชีวิต

                                                           ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น
                                              รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

ปรีชาญาณเกิดในมิติของจิตเหนือสำนึก



ทางสายกลางเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะจิต
ที่อยู่เหนือจิตสามัญสำนึก 
เราจึงจะพัฒนาให้เกิดปรีชาญาณได้ 
ปรีชาญาณเกิดในมิติของจิตเหนือสำนึก 
ไม่ใช่มิติของจิตสามัญสำนึก 
ในมิติจิตสามัญสำนึก 
เป็นปัญญาระดับเหตุผลเท่านั้นเอง 
แต่ปรีชาญาณ หรือญาณทัศนะ หรือปัญญาญาณ 
หรือภาวนามยปัญญา มันเป็นธรรมชาติรู้ ที่อยู่ระดับจิตเหนือสำนึก 
ปัญญาระดับนี้แหละ ที่ทำลายความยึดถือต่างๆ ได้ 
การเรียนรู้ของเรา ต้องใช้ปัญญาระดับจิตเหนือสำนึกไปเรียนรู้ 
ไม่ใช่เรียนรู้ด้วยปัญญาระดับเหตุผล

หลวงพ่อโพธินันทะ

นักปฏิบัติพึงมีสติ เห็นกิเลสภายในใจ



ให้พวกเราทุกคนพยายามมีสติ เฝ้าดูจิตใจของเรานี้
ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช่ว่าไปดูบุคคลอื่น 
ว่าเขาทำอะไร หรือเขาพูดอะไร 
แล้วเอาสิ่งที่ไม่ดีมาเผาอารมณ์จิตใจของเรา 
ทำให้จิตใจของเรานั้นมีความทุกข์ใจ 
มีความไม่สบายใจ 
นักประพฤติปฏิบัตินั้นพึงมีสติ 
เฝ้าเห็นกิเลสภายในใจของเราอยู่เสมอ

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

ใจ มีอันเดียวไม่ได้มาก



ใจ มีอันเดียวไม่ได้มาก
ที่ว่ามากๆ นั้น
เป็นอาการของ ใจ ต่างหาก
ผู้ที่ไม่ได้ฝึกอบรม
ชำระอาการของใจ
ให้ยังเหลือหนึ่งแล้ว
สัจธรรมของจริง
จะไม่ปรากฏให้เห็นเลย
เห็นก็แต่อาการของใจนั่นแล

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


เห็นความจริงด้วยใจเป็นกลาง



เราต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริง 
อย่าไปฝืน อย่าไปต่อต้าน หรือปฏิเสธความจริง 
แค่ เห็นความจริงด้วยใจเป็นกลาง ก็พอ 
การปฏิบัติโดยเฉพาะการเจริญสติและวิปัสสนา
มีหลักสำคัญอยู่ตรงนี้ ต้องวางใจ...
เหมือนคนที่ยืนอยู่ริมตลิ่งแล้วมองดูสายน้ำ 
สายน้ำจะไหลเร็วหรือช้า ใสหรือขุ่น ก็ช่างมัน
ไม่ต้องไปยินดียินร้าย หรือให้ค่ากับมัน 
หน้าที่ของเราคือ ดูมันอย่างที่มันเป็น เท่านั้น

พระไพศาล วิสาโล

เวลาเผาศพ ให้เผากิเลสในใจด้วย



         เวลาเผาศพ อย่าตั้งหน้าตั้งตาเผาเขา เวลาเราไปเผาศพ ก็เผากิเลสในใจของเราเสียด้วย กิเลสส่วนใด ที่มันสิงอยู่ที่เรา คิดว่า เราจะไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายน่ะ เผามันเสียให้หมดไป เราคิดว่า วันนี้เราเผาเขา ไม่ช้าเขาก็เผาเรา คนเกิดมาแล้วตายอย่างนี้ เราจะเกิดมันทำไม ต่อไปข้างหน้า เราไม่เกิดดีกว่า เราไปพระนิพพานนั่นละ ดีที่สุด..

                                                                                           หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค






"มรณกรรมฐาน" เป็นยอดกรรมฐาน



          "มรณกรรมฐาน" นี้ เป็นยอดกรรมฐานก็ว่าได้ คนเรา เมื่ออาศัยความประมาทมัวเมา ไม่ได้มองเห็นภัย อันตรายจะมาถึงตน คิดเอาเอง หมายเอาเองว่า เราคงไม่เป็นอะไรง่ายๆ เราสบายดีอยู่ เรายังเด็กยังหนุ่มอยู่ ความตายคงไม่กล้ำกรายได้ง่าย อันนี้เป็นความประมาทมัวเมา..

                                                                                                      หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

การภาวนาเป็นการควบคุมไม่ให้จิตตามอารมณ์



         ...ภาวนา เราต้องใช้ปัญญาควบคุมจิตใจของเรา ให้มีจิตได้ทบทวนตรวจค้นความรู้สึกสำนึกในจิตของเราอยู่เสมอ ไม่ให้มันล่วงเลยไปตามอารมณ์ คือไม่ตามใจ โดยมากคนเราไม่มีภาวนา ก็คือตามอารมณ์ คิดตามอารมณ์ พูดตามอารมณ์ ทำตามอารมณ์ แล้วแต่อารมณ์เป็นใหญ่

         การภาวนาจึงเป็นการควบคุมไม่ให้จิตของเราตามอารมณ์ เหมือนกันกับสำลีหรือนุ่นที่เป็นของเบา ก็ต้องมีอะไรครอบไว้รักษาไว้ ลมพัดมามันจึงจะไม่ไปตามลม จิตของเราก็เหมือนกัน เราก็ต้องควบคุมด้วยการภาวนา ตรวจค้นจิตของเรา จึงเรียกว่า โอปนยิโก น้อมเข้ามาในตน ทบทวนเข้ามาหาจิตของเรา ความรู้สึกนึกตรวจค้นอยู่เสมอ ทบทวนจิตของเราให้รู้ผิดรู้ถูก รู้ดีรู้ชั่วของจิต

                                                                                                  พระอาจารย์วัน อุตตโม

การฝึกทางโลกุตตระ คือทำให้หมดอุปาทาน



การฝึกทางโลกุตตระ คือทำให้มันหมดอุปาทาน
ปฏิบัติให้หมดอุปาทาน ให้พิจารณาร่างกายนี้แหละ
พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีกให้มันเบื่อ
ให้มันหน่าย จนเกิดนิพพิทา ซึ่งเกิดได้ยาก
มันจึงเป็นของยาก ถ้าเรายังไม่เห็นก็ยิ่งดูมันยาก

หลวงปู่ชา สุภัทโท